NaiRobRoo.com | เมืองไทยน่าเที่ยว

หนีโซเชียล...ไปเที่ยวปางอุ๋ง สุพรรณ

ใครกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนในช่วงวันหยุดนี้ ลองห่างโลกโซเชียลกันสักแป๊ป มามองสิ่งสวยงามตรงหน้า ที่ปางอุ๋ง สุพรรณหรืออ่างเก็บน้ำหุบเขาวง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วคุณจะได้สัมผัสลมหนาว ชมสายหมอกระเรี่ย ผืนน้ำ สูดอากาศบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มปอด...

cover_wong

อย่ารอช้า เก็บกระเป๋าให้พร้อม แล้วไปเที่ยวกันเลย อ่างเก็บน้ำหุบเขาวงหรือที่ใครๆขนานนามว่า “ปางอุ๋ง สุพรรณ” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์และบรรยากาศแสนสงบ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯนัก จึงทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและได้รับความนิยม

wong4

เพราะคุณจะได้พักผ่อนในที่ไร้ซึ่งสิ่งรบกวนแถมยังดีต่อใจอีกด้วย และถ้าใครจะใช้ 3G 4G นี่ลืมไปได้เลย เพราะสัญญาณบางเบาซะเหลือเกิน แต่นั่นเป็นข้อดีที่เราจะมีเวลาในการดื่มด่ำกับความสวยงามข้างหน้าได้อย่างอิ่มเอมใจ

wong

wong7

หากใครต้องการค้างคืนล่ะก็ ที่นี่มีบริการแพลอยน้ำนับ 10 หลังให้ได้พักผ่อนกันอย่างเพียงพอ หรือใครจะนำเต๊นท์มากางเองก็ได้เพราะมีจุดกางเต๊นท์ไว้คอยรองรับ และไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน เพราะมีพ่อครัวแม่ครัวจากชุมชนเป็นผู้ปรุงรสอย่างสุดฝีมือ ให้ได้ลิ้มรสอาหารที่เรียบง่ายแต่พิเศษด้วยความใส่ใจจากชาวบ้าน ซึ่งสัมผัสได้จากการดูแลเหมือนเราเป็นคนในครอบครัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นและประทับใจไม่รู้ลืม

wong2

wong1

นอกจากคุณจะได้พักกายพักใจ ใช้ชีวิตแบบสโลวว์ไลฟ์แล้ว ที่นี่ก็ยังเอาใจคนรักกิจกรรมทางน้ำอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การพายเรือคายักชมวิวสุดชิลล์ในอ่างเก็บน้ำ หรือจะปั่นจักรยานน้ำก็น่าลองเล่นดูสักครั้ง และกิจกรรมสุดเบสิคแต่รับรองว่าสนุกไม่แพ้กัน คือกระโดดลงเล่นน้ำกับก๊วนเพื่อน เพียงแค่นี้ก็ฟินสุดๆแล้ว แต่หากเลือกไม่ถูกว่าจะเล่นอะไรดี ขอแนะนำว่าให้ลองเล่นวนไปจนกว่าจะครบ แล้วจะพบว่านี่คือสีสันในวันพักผ่อนของคุณอย่างแท้จริง

wong3

wong5

ปางอุ๋ง สุพรรณจะทำให้คุณเพลิดเพลินกับกิจกรรมทั้งวันและเอนกายหลับอย่างสบายๆยามค่ำคืน ฟังเสียงธรรมชาติ ที่คอยกล่อมให้ฝันดีไร้เสียงรบกวน เพราะหลัง 3 ทุ่มนั้น ต้องงดใช้เสียงดังเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม และตื่นมารับแสงแดดอ่อนๆยามเช้า ยืนชมวิวอันสวยงามของธรรมชาติ รับลมหนาวที่พัดมาปะทะใบหน้าเบาๆ มองหามุมถ่ายรูปเก๋ๆ แชะภาพสวยๆ บันทึกความทรงจำไว้ในมือถือกันหน่อย

wong6

เมื่อเดินทางกลับและมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตก็ต้องโพสต์ลงโซเชียลกันสักนิด และหาแคปชั่นเด็ดๆ สักหน่อย พร้อมกับเช็คอินอ่างเก็บน้ำหุบเขาวงหรือปางอุ๋ง สุพรรณ รับรองว่าโดนกระหน่ำไลค์รัวๆแน่นอน และเมื่อเฟซบุ๊คแจ้งเตือนเรื่องราวในอดีตในปีถัดมา สิ่งนี้จะเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหาสำหรับการพักผ่อนในวันหยุดหน้า... แล้วเจอกันใหม่นะจ๊ะ...ปางอุ๋ง สุพรรณ

>>>ติดต่อสอบถามเพื่มเติมได้ที่ : 092-4933833 , 087-1577130

>>>อัตราค่าบริการเช่าแพ แพใหญ่ หลังละ 2,000 บาท แพกลาง หลังละ 1,000 บาท แพเล็ก หลังละ 400 บาท เช่าเต๊นท์ หลังละ 150 บาท


( 0 Votes ) Add a comment
   

นั่งรถม้าชมเมือง บอกเล่าเรื่องราวเมืองลำปางครั้งก่อน

“นั่งรถม้าต้องมาลำปาง ดูช้างต้องไปสุรินทร์” ประโยคติดหูที่หลายคนคุ้นเคย และหลายๆคนก็อยากจะเดินทางไปนั่งรถม้าที่ลำปางและดูช้างที่สุรินทร์สักครั้ง วันนี้ “นายรอบรู้” จึงอยากพาเพื่อนๆไปทำหนึ่งภารกิจให้สำเร็จ ถ้าพร้อมแล้วเตรียมตัวขึ้นรถม้า ตระเวนรอบเมืองลำปางได้เลย...

cover_lp

ลำปางเป็นเมืองเก่า หนึ่งในสัญลักษณ์ที่เป็นเสน่ห์คือรถม้า ใครจะรู้ว่ารถม้านั้นอิมพอร์ตจากเมืองบางกอก เจ้าเมืองลำปางในสมัยนั้นซื้อเข้ามาวิ่งในตัวเมือง ในสมัยก่อนคนนิยมใช้รถม้าเพื่อเดินทางจากสถานีรถไฟเข้าสู่ตัวเมือง หรือใช้สัญจรในตลาด

lp4

lp1

แต่ปัจจุบันนี้ รถม้าเปลี่ยนบทบาทมาให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว การนั่งรถม้ารอบเมืองลำปางมีสองแบบ คือ แบบแรกเรียกกันว่ารอบเล็กราคา 200 บาท จากศาลากลางหลังเก่า เข้าสู่ถนนทิพย์ช้าง จากนั้นไปตามเล้นทางผ่านแยกหอนาฬิกา ซึ่งจุดนี้เรียกว่าเป็นจุดไฮไลค์ที่ต้องมาแวะถ่ายภาพ แล้วเข้าสู่ถนนบุญวาทย์ชมย่านธุรกิจของเมืองลำปางที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอย

lp6

lp8

แบบที่สองคือ รอบใหญ่ ราคา 300 บาท ที่จะวิ่งในระยะไกล จากแยกการไฟฟ้า ผ่านถนนริมแม่น้ำวังชมชีวิตความเป็นอยู่ริมน้ำ สวนสาธารณะเขลางค์นคร ตลาดอัศวิน และเข้าสู่แยกหอนิฬิกาเช่นเดียวกับรอบเล็ก ถ้ายังไม่พอใจ อาจจะนั่งแบบเหมา ให้คนขับพาเราไปในสถานที่ต่างๆตามใจ หรือจะเป็นนั่งทัวร์วัดต่างๆในเมืองลำปางซึ่งมีมากมายหลายวัดก็สามารถทำได้

lp3

lp7

นั่งเพลิดเพลินจนลืมเวลา ถึงแม้ว่ารถม้าจะใช้ความเร็วได้ไม่มาก แต่การนั่งบนเบาะนุ่มๆและฟังเสียงเกือกม้ากระทบกับถนน บวกกับลมเย็นๆประทะใบหน้า บอกเลยว่าอยากจะลองอยู่บนรถม้านี้นานๆ รถม้าเมืองลำปางปัจจุบันนั้นให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่สนใจนั่งชมเมือง

lp2

โดยจะมีจุดจอดหลักๆ 4 จุด คือ 1.ข้างศาลากลางหลังเก่า 2.หน้าโรงแรมลำปางเวียงทอง 3.หน้าโรงแรมทิพย์ช้าง และ 4.หน้าโรงเรียนเทศบาล 4 (ลำปางพลาซ่า) ค่าบริการนั้นก็ไม่แพง รอบเล็ก 200 บาท รอบใหญ่ 300 บาท หรือถ้าจะเหมาก็เพียงชั่วโมงละ 300 บาท เท่านั้น เห็นไหมหละ มานั่งรถม้าลำปางไม่ได้ยากอย่างที่คิด ใครมีเวลาว่างๆกับช่วงอากาศดีๆแบบนี้ ก็มาลองนั่งรถม้าชมความงามของเมืองลำปางกันได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

>>>>ติดต่อ สมาคมรถม้าลำปาง 054-225-555, 081-030-5681

>>>>ขอขอบคุณ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยงแห่งประเทศไทย



( 0 Votes ) Add a comment
   

ตามรอยลุงโฮ... เที่ยวนครพนม ชมหมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม

นครพนม-เมืองเล็กแสนสงบริมน้ำโขงที่ใครได้ไปก็หลงรัก มีประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือเคยเป็นที่พักพิงของท่านประธานโฮจิมินห์ หรือ “ลุงโฮ” ผู้นำคนสำคัญของเวียดนาม ในช่วงที่ท่านเตรียมการต่อสู่เรียกร้องเอกราชให้กับประชาชน จากบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งที่นครพนม ลุงโฮเดินทางต่อไปประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งก่อนต่อสู้รวมชาติเวียดนามได้สำเร็จและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเวลาต่อมา สายๆ วันหนึ่งปลายฤดูฝน

coverhi

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) ชวน “นายรอบรู้” ขึ้นรถออกจากเมืองนครพนมไปยังบ้านนาจอก ตำบลหนองญาติ ที่ยังอยู่ในเขตอำเภอเมือง เพื่อไปชมบ้านเก่าที่ลุงโฮเคยมาใช้ชีวิตอยู่ และอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นานมานี้ ซึ่งเปรียบได้ดังหมุดหมายแห่งมิตรภาพระหว่างไทยกับเวียดนาม การเดินทางครั้งนี้ทำให้เรารู้จักนครพนม และลุงโฮ มหาบุรุษของชาวเวียดนาม มากกว่าที่เคยเป็น

>>>บ้านโฮจิมินห์ - ที่พักผู้ลี้ภัยการเมืองจากแดนไกล

เดิมในนครพนมมีคนเวียดนามอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่ในช่วงรัชกาลที่ 3 ที่ชาวเวียดนามหนีภัยจากการล่าอาณานิคมมาในประเทศไทย ส่วนหนึ่งได้มาอยู่ในบ้านนาจอก จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2471-2473 อดีตประธานโฮจิมินห์เดินทางจากประเทศเวียดนามผ่านลาวมาพำนักและสร้างบ้านอยู่ที่นี่ เพื่อหาแนวร่วมกอบกู้เอกราชให้กับประเทศเวียดนาม ในขณะนั้นท่านใช้ชื่อว่า นายจิ้น โดยใช้ชีวิตเช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไป ชาวบ้านจึงไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร จนกระทั่งท่านกลับไปกู้ชาติเวียดนามสำเร็จ จึงรู้ว่า “นายจิ้น” ที่บ้านนาจอกเป็นประธานโฮจิมินห์

hichimint11

บ้านหลังนี้เคยเป็นฐานที่มั่นในการวางแผน ระดมความคิดกับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายเวียดนามก่อนกลับไปกู้เอกราช ปัจจุบันทายาทของสหายลุงโฮผู้ให้พื้นที่พักพิงกับอดีตประธานาธิบดีเวียดนาม ได้ปรับปรุงพื้นที่ และสร้างบ้านจำลองโดยให้เหมือนบ้านหลังเดิมของลุงโฮ แวดล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ดูร่มรื่นตั้งแต่ทางเข้า ต้นไม้ที่น่าสนใจคือต้นมะเฟืองที่ลุงโฮเป็นคนปลูกกับมือ บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ ขนาดเท่าห้องเรียนสมัยประถม เป็นบ้านทรงเวียดนาม

hichimint10

hichimint9

ทางเข้าด้านหน้าตรงกับทางออกด้านหลังและเปิดโล่งไม่มีประตูเพื่อให้ลมผ่านได้ เนื่องจากเวียดนามมีลมแรง มีพายุบ่อย บ้านจึงต้องระบายลมได้ดี มีเพียงไม้ไผ่สานบังแดดตรงทางเข้าออกเท่านั้น ภายในบ้านมีห้องโถงใหญ่ ตั้งโตะประชุมและโต๊ะทำงาน บนผนังมีภาพเก่าของลุงโฮ และข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณ เช่น หมอนไม้ กล้องยาสูบ รวมทั้งอิฐเก่าที่เคยใช้ปูพื้นบ้านหลังเดิม ด้านหลังมีห้องนอนเล็กๆ 2 ห้อง

hichimint8

hichimint7

เมื่อออกจากประตูด้านหลังจะพบกับอาคารห้องครัวที่อยู่แยกกับตัวบ้าน มีสวนร่มรื่รปลูกผักผลไม้ มีอยู้งฉางสำหรับเก็บข้าวอยู่ด้านข้าง ถัดไปอีกเรือนขายของที่ระลึก เราเดินดูแล้วก็สัมผัสถึงชีวิตอันเรียบง่าย คิดในใจว่าสมัยนั้นลุงโฮคงไม่ได้คิดถึงอะไรอย่างอื่นไปมากกว่าการต่อสู้ประชาชนของเขา

>>>อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ : มิตรภาพไทย-เวียดนาม

ออกจากบ้านโฮจิมินห์เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงมาอีกไม่กี่อึดใจ เราก็ถึงอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ สถานที่ที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่อดีตประธานาธิดีผู้ยิ่งใหญ่ของชาวเวียดนาม ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเวียดนาม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 นายเหงียนฝูจ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งมาเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่บ้านนาจอกตามคำเชิญชวนของรัฐบาลไทย ได้มอบเงินจำนวน 45 ล้านบาท เพื่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ เป็นเกียรติแด่วีรษบุรุษของคนเวียดนาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อีกแห่งของนครพนม

hichimint6

hichimint1

ก่อนเปิดทำการเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของลุงโฮ สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น คือซุ้มประตูขนาดใหญ่ ศิลปะผสมผสานระหว่างเวียดนามและไทย มีภาพศิลปะนูนต่ำเป็นรูปดอกบัว ดอกไม้ประจำชาติเวียดนามและดอกราชพฤกษ์ (ดอกคูณ) ดอกไม้ประจำชาติไทย เมื่อเดินผ่านเข้ามาจะพบอาคารหลักซึ่งด้านหน้าเป็นบ่อน้ำ ด้านหลังเป็นภูเขาจำลองตามหลักฮวงจุ้ย

hichimint5

hichimint2

ภายในมีรูปปั้นเคารพของประธานโฮจิมินห์ ประดิษฐานในซุ้มที่แกะสลักลวดลายวิจิตรสวยงามยิ่ง ด้านหลังทางซ้ายของอาคารหลักคือบ้านพักจำลองของลุงโฮ ที่จำลองแบบมาจากบ้านหลังที่ตั้งอยู่ในบ้านาจอกอีกที ส่วนทางขวาคืออาคารจัดแสดงภาพชีวประวติและหุ่นขี้ผึ้งจำลองประธานโฮจิมินห์ ซึ่งทำให้เราเริ่มปะติดปะต่อภาพความเป็นมาของการต่อสู้กอบกู้เอกราชเวียดนามจากประเทศฝรั่งเศส ในยุคสงครามอินโดจีนของลุงโฮส่วนหุ่นขี้ผึ้งนั้นจำลองภาพท่านขณะมาพักอาศัยที่บ้านนาจอก

hichimint3

hichimint4

ใครอยากมีภาพสวยๆ ก็สามารถไปเช่าชุดอ๋าวหย๋าย ของเวียดนามมาเดินถ่ายภาพได้ในอนุสรณ์สถาน นอกจากนี้ยังมีสินค้าและของที่ระลึกจำหน่าย นับเป็นการเดินเที่ยวชมที่เพลินเพลิน และทำให้ได้รู้จักลุงโฮ วีรบุรุษของประเทศเพื่อนบ้านเรามากยิ่งขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมไทย-เวียดนาม จังหวัดนครพนม 08-7248-6111,08-9275-9194 หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม (จังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร) ได้ที่ 0-4251-3490-1



( 0 Votes ) Add a comment
   

“สะออนหลายเด้”– 2 วัน 1 คืน เที่ยวเพลินๆ เมืองสกลฯ

เวลาคนอีสานไปพบสิ่งใหม่ๆ แล้วประทับใจแบบสุด ๆ มักหลุดปากชมออกมาว่า สะออนหลายเด้ ! คงเหมือนกับความรู้สึกของเราที่ได้มาตะลอนเที่ยวทั้งในและนอกตัวเมืองสกลนคร ด้วยคำชวนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

sakoncover

...เวลาเพียง 2 วัน 1 คืนเราได้เจอสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ทั้งอาหารถิ่นกลิ่นเวียดนาม ผ้าครามที่สวยและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว บรรยากาศอันขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์ของวัดพระธาตุโบราณอายุหลายร้อยปี จนอยากบอกว่า เมืองสกลแห่งนี้ สะออนหลายเด้ ! ขอให้คำเชิญชวนของเรา (และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แห่งตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด) ได้ดลบันดาลนำพาให้คุณมาสัมผัสเมืองสกลนครสักครั้ง แล้วจะพบว่าที่กล่าวไม่ได้เกินจริงเลย!

sakon

--ลายแทงนักกินที่ตลาดเมืองสกล--

หลังจากล้อเครื่องบินไฟลต์เช้าสุดแตะพื้น เราแนะนำให้คุณพุ่งเข้าตัวเมืองไปเก็บของที่โรงแรม แล้วออกมาเดินตลาดเช้าหาของกินอร่อยๆ ...ไปที่ไหนเรามักแวะตลาดไปดูว่าคนที่นั่นเขากินอยู่กันยังไง และทุกครั้งก็จะได้เห็นวัฒนธรรมอันหลากหลายที่ผสมผสานอยู่ในบรรดาอาหารการกิน ตลาดสกลนครที่ใจกลางเมืองก็เช่นกัน เราเห็นวัฒนธรรมของคนญวนหรือเวียดนาม ที่อพยพหนีภัยสงครามเมื่อราวร้อยปีก่อนมาพักพิงที่เมืองสกลฯ สอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมอาหารอีสาน

sakon11

sakon9

เดินเข้าตัวตลาดไม่กี่ก้าวก็ได้เห็นร้านข้าวเกรียบปากหม้อญวนที่แสนน่ากิน แค่ยืนดูแม่ค้าเทแป้งลงบนผ้าขาวบางปากหม้อ ใส่เครื่องใส่ไข่ แล้วปิดฝารอแป้งสุก ก่อนจะใช้ไม้ปาดพับห่อไว้อย่างคล่องแคล่วทุกขั้นตอนก็เพลินตาแล้ว ใกล้กันยังมีร้าน ข้าวโซย ซึ่งเป็นข้าวเหนียวหลายชนิด เช่น ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว ข้าวเหนียวเขียว โรยด้วยงา น้ำตาล และถั่วเหลืองบด รสชาติจะหวานๆ มันๆ แปลกลิ้นน่าลอง ห่อเดียว 20 บาท กินหมดรับรองอิ่มถึงเที่ยง เดินมาอีกสองสามก้าว เหลียวไปทางด้านขวา ก็จะพบร้านเมี่ยงญวน คล้ายๆ กับปอเปี๊ยะไส้ผัก กินกับน้ำจิ้มหวานๆ คออาหารสุขภาพไม่ควรพลาด จากอาหารเวียดนามแท้ๆ ก็เดินมาเจอกุนเชียง

sakon10

ที่ขอจัดว่าเป็นสุดยอดของฝากจากสกลนครเลยคือ กุนเชียงยายทองคำ เราจำได้ว่าหลายปีก่อนเคยมีคนแนะนำให้เข้าไปซื้อถึงบ้านยาย ตอนนั้นไปส่องถึงหน้าเตา เห็นการทำกุนเชียงเตาถ่านใหม่ๆ ซื้อกลับมากินแล้วถูกใจมากแม้จะราคาค่อนข้างสูง คราวนี้ยินดียิ่งที่ไม่ต้องคลำหาทางไปบ้านยาย เพราะมีกุนเชียงยายมาขายในตลาดแล้ว ซึ่งยังคงความอร่อยเช่นเดิม ทั้งความหอม ความหวานที่พอดี และเนื้อหมูในกุนเชียงที่แน่นและมีมันน้อย จนต้องควักกระเป๋าซื้อกลับมาฝากคนอื่นๆ อีกหลายกิโลฯ ในตลาดยังมีของกินที่แสดงถึงวัฒนธรรมในสำรับของคนอีสาน เช่น ปลาส้ม ปลาซิวปลาสร้อย กุ้งเต้น ฯลฯ ให้เดินดูกันสนุก ที่น่าสนใจเนื้อวัวโคขุนโพนยางคำของขึ้นชื่อเมืองสกล รวมถึง “หมากเม่า” ผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่มีเฉพาะที่นี่ ใครอยากลองก็ซื้อมากินผลสดได้


--ย้อมครามด้วยตัวเองที่ร้าน ครามสกล--

เมืองสกลฯ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีผ้าครามสีสวย คุณภาพดี ใครที่หลงเสน่ห์ของผ้าคราม ย่อมรู้ว่าผ้าชนิดนี้มีดีที่สีน้ำเงินสวย ยิ่งใช้ไปสีไม่ซีดแต่กลับสวยขึ้น มองนานๆ ก็ไม่เบื่อ ใครบางคนจึงขนานนามว่าเป็น “ราชันแห่งสีน้ำเงิน”

sakon7

น้อยคนจะรู้ว่า การย้อมผ้าครามนั้น ไม่ใช่ง่ายเลย คนที่ย้อมจะต้องมี “หม้อนิล” ซึ่งเกิดจากนำใบครามมาผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอน เติมปูนขาว ผสมน้ำขี้เถ้าจนได้เนื้อครามอยู่ในหม้อ แต่ละวันเมื่อย้อมเสร็จก็ต้อง “เติมอาหาร” เช่น น้ำมะขามเปียก น้ำตาล ให้จุลินทรีย์ในหม้อนิลทำงาน สูตรใครก็สูตรมัน เป็นภูมิปัญญาประจำของชาวบ้านตระกูล ซึ่งต้องใส่ใจให้อาหารเหมือนลูก มิฉะนั้นหม้อนิลจะ “ตาย” ย้อมไม่ได้อีก

sakon12 sakon13

เราเคยซื้อผ้าครามมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยย้อมเองเลยสักครั้ง เลยไม่รู้ว่าความยากง่ายเป็นอย่างไรจนกระทั่งมาที่ร้าน ครามสกล ที่มีกิจกรรมเวิร์กชอปให้ย้อมครามด้วยตัวเอง คอร์สสั้นๆ คนละ 700 บาท เลือกผ้าพันคอได้ 1 ผืน หรือเสื้อยืดได้ 1 ตัว ย้อมเสร็จเอากลับบ้านได้เลย มีหรือที่เราจะไม่ลอง แรกสุดมานั่งเรียนวิธีการมัดย้อมให้ได้ลวดลายออกมาถูกใจ จากนั้นใส่ถุงมือ ผ้ากันเปื้อน นั่งยองเอาผ้าที่เรามัดไว้จุ่มลงไปในหม้อนิล ขยำขยี้เพื่อให้เนื้อครามซึมเข้าไปในเนื้อผ้า ทำสัก 5 นาทีจนแน่ใจแล้วว่าเนื้อครามเข้าถึงทั่วแล้วยกตาก ก่อนจะนำลงไปขยี้อีกครั้ง นำมาซัก แกะมัดย้อม ซักน้ำเปล่า และตาก เท่านี้ก็จะได้ผ้าครามสีสวยฝีมือเราเอง น่าภูมิใจมากๆ ขั้นตอนที่เป็นไฮไลต์คือตอนนำผ้ามาตาก เราจะเห็นเลยว่า จากผ้าที่ย้อมด้วยสีเขียวเข้มอมเหลืองในหม้อนิล เมื่อสัมผัสกับอากาศไปสักพัก จะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำเงินครามอย่างน่าอัศจรรย์! ร้านครามสกล อยู่ที่บ้านพะเนาว์ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง

sakon3

นอกจากมีกิจกรรมแล้วที่นี่ยังเป็นศูนย์ท่องเที่ยววิถีผ้าครามที่เข้าถึงง่าย มีสินค้าจำหน่ายมากมาย บรรยากาศก็ร่มรื่นเพลิดเพลิน หรือถ้าใครอยากได้ผ้าครามที่ทอด้วยฝ้ายธรรมชาติและย้อมด้วยวิธีการดั้งเดิม ก็แนะนำให้ไปที่บ้านโนนเรือน ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม ที่นั่นมีร้านครามวารี ซึ่งมีผ้าทอคุณภาพดีผลิตแบบดั้งเดิมจำหน่าย แต่ถ้าไม่อยากไปไหนไกลขอชวนเดิน “ถนนสายผ้าคราม” ทุกวันเสาร์อาทิตย์ที่ถนนหน้าวัดพระธาตุเชิงชุม รับรองมีผ้าครามสารพัดลวดลายให้เลือกเพียบ


--ชมปราสาทผึ้ง ในเทศกาลวันออกพรรษาที่สนามมิ่งเมือง--

เนื่องจากปีนี้เรามาตรงกับเทศกาลวันออกพรรษาพอดิบพอดี เราจึงได้ชมปราสาทผึ้ง หรือปราสาทที่หล่อจากขี้ผึ้งเทียนขนาดใหญ่ แต่ละหมู่บ้านทุ่มทุนทำกันอย่างอลังการงานสร้างสุดฝีมือของตน ในปีนี้งดขบวนแห่ เนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยแด่การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันถวายปราสาทผึ้งเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ด้วย

sakon8

sakon6

นอกเหนือจากการถวายเป็นพุทธบูชาตามประเพณี ตามความเชื่อที่ว่า พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดสัตว์ในวันออกพรรษานี้ นมัสการพระธาตุเชิงชุม เสริมมงคลกับชีวิต พระธาตุพนมเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองนครพนมฉันใด

sakon5

พระธาตุเชิงชุมก็เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองสกลนครฉันนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นอีกวันเรามาสักการะพระธาตุองค์นี้ ซึ่งเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน สูงราว 30 เมตร ครอบบนเจดีย์องค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาแลง สถาปัตยกรรมเป็นแบบบัวเหลี่ยม ซ้อนเป็นชั้น ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจากล้านช้าง อายุหลายร้อยปี นับเป็นพระธาตุที่ดูขรึมขลังงดงาม เราจะเห็นชาวบ้านนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาไม่ขาดสาย

sakon4

sakon2

ภายในวิหาร ประดิษฐานหลวงพ่อพระองค์แสน (องค์ที่อยู่ด้านหน้า) เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสกลนครเช่นกัน เราจึงน้อมกราบสักการะเป็นสิริมงคลกับชีวิต


--เที่ยวบ้านท่าแร่ ชมอาคารเก่ายุคคลาสสิก--

บ้านท่าแร่เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ที่นับถือศาสนาคริสต์ชุมชนใหญ่ที่สุดอีกแห่งในภาคอีสาน ในหมู่บ้านมีโบสถ์ขนาดใหญ่ที่สง่างาม ทว่าที่เราชอบที่สุดคือบรรดา “ตึกฝรั่งช่างญวน” ด้านหลังโบสถ์ที่อยู่กระจายในชุมชนแห่งนี้ ตึกเหล่านี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2470 สมัยที่ช่างชาวญวณ ย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ จึงนำฝีมือและความรู้มาสร้างตึกที่มีสถาปัตยกรรมงดงามน่าชม

sakon1

เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ที่มีซุ้มโค้งประดับระหว่างหัวเสา และยังผสมผสานศิลปะจีนเป็นลายปูนปั้นต่างๆ ทั้งรูปประแจจีน ดอกไม้ ใบไม้ ดูแล้วเพลิดเพลิน ถ่ายภาพกันสนุกเลยทีเดียวล่ะ จริงๆ แล้วสกลนครยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมาย น่าหาโอกาสมาเที่ยวเองจริงจังสักครั้ง


สอบถามข้อมูลได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม (จังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร) ได้ที่ 0-4251-3490-1


covernan-01


( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 5 จาก 60