NaiRobRoo.com | เมืองไทยน่าเที่ยว

ตามรอยลุงโฮ... เที่ยวนครพนม ชมหมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม

นครพนม-เมืองเล็กแสนสงบริมน้ำโขงที่ใครได้ไปก็หลงรัก มีประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือเคยเป็นที่พักพิงของท่านประธานโฮจิมินห์ หรือ “ลุงโฮ” ผู้นำคนสำคัญของเวียดนาม ในช่วงที่ท่านเตรียมการต่อสู่เรียกร้องเอกราชให้กับประชาชน จากบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งที่นครพนม ลุงโฮเดินทางต่อไปประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งก่อนต่อสู้รวมชาติเวียดนามได้สำเร็จและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเวลาต่อมา สายๆ วันหนึ่งปลายฤดูฝน

coverhi

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) ชวน “นายรอบรู้” ขึ้นรถออกจากเมืองนครพนมไปยังบ้านนาจอก ตำบลหนองญาติ ที่ยังอยู่ในเขตอำเภอเมือง เพื่อไปชมบ้านเก่าที่ลุงโฮเคยมาใช้ชีวิตอยู่ และอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นานมานี้ ซึ่งเปรียบได้ดังหมุดหมายแห่งมิตรภาพระหว่างไทยกับเวียดนาม การเดินทางครั้งนี้ทำให้เรารู้จักนครพนม และลุงโฮ มหาบุรุษของชาวเวียดนาม มากกว่าที่เคยเป็น

>>>บ้านโฮจิมินห์ - ที่พักผู้ลี้ภัยการเมืองจากแดนไกล

เดิมในนครพนมมีคนเวียดนามอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่ในช่วงรัชกาลที่ 3 ที่ชาวเวียดนามหนีภัยจากการล่าอาณานิคมมาในประเทศไทย ส่วนหนึ่งได้มาอยู่ในบ้านนาจอก จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2471-2473 อดีตประธานโฮจิมินห์เดินทางจากประเทศเวียดนามผ่านลาวมาพำนักและสร้างบ้านอยู่ที่นี่ เพื่อหาแนวร่วมกอบกู้เอกราชให้กับประเทศเวียดนาม ในขณะนั้นท่านใช้ชื่อว่า นายจิ้น โดยใช้ชีวิตเช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไป ชาวบ้านจึงไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร จนกระทั่งท่านกลับไปกู้ชาติเวียดนามสำเร็จ จึงรู้ว่า “นายจิ้น” ที่บ้านนาจอกเป็นประธานโฮจิมินห์

hichimint11

บ้านหลังนี้เคยเป็นฐานที่มั่นในการวางแผน ระดมความคิดกับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายเวียดนามก่อนกลับไปกู้เอกราช ปัจจุบันทายาทของสหายลุงโฮผู้ให้พื้นที่พักพิงกับอดีตประธานาธิบดีเวียดนาม ได้ปรับปรุงพื้นที่ และสร้างบ้านจำลองโดยให้เหมือนบ้านหลังเดิมของลุงโฮ แวดล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ดูร่มรื่นตั้งแต่ทางเข้า ต้นไม้ที่น่าสนใจคือต้นมะเฟืองที่ลุงโฮเป็นคนปลูกกับมือ บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ ขนาดเท่าห้องเรียนสมัยประถม เป็นบ้านทรงเวียดนาม

hichimint10

hichimint9

ทางเข้าด้านหน้าตรงกับทางออกด้านหลังและเปิดโล่งไม่มีประตูเพื่อให้ลมผ่านได้ เนื่องจากเวียดนามมีลมแรง มีพายุบ่อย บ้านจึงต้องระบายลมได้ดี มีเพียงไม้ไผ่สานบังแดดตรงทางเข้าออกเท่านั้น ภายในบ้านมีห้องโถงใหญ่ ตั้งโตะประชุมและโต๊ะทำงาน บนผนังมีภาพเก่าของลุงโฮ และข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณ เช่น หมอนไม้ กล้องยาสูบ รวมทั้งอิฐเก่าที่เคยใช้ปูพื้นบ้านหลังเดิม ด้านหลังมีห้องนอนเล็กๆ 2 ห้อง

hichimint8

hichimint7

เมื่อออกจากประตูด้านหลังจะพบกับอาคารห้องครัวที่อยู่แยกกับตัวบ้าน มีสวนร่มรื่รปลูกผักผลไม้ มีอยู้งฉางสำหรับเก็บข้าวอยู่ด้านข้าง ถัดไปอีกเรือนขายของที่ระลึก เราเดินดูแล้วก็สัมผัสถึงชีวิตอันเรียบง่าย คิดในใจว่าสมัยนั้นลุงโฮคงไม่ได้คิดถึงอะไรอย่างอื่นไปมากกว่าการต่อสู้ประชาชนของเขา

>>>อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ : มิตรภาพไทย-เวียดนาม

ออกจากบ้านโฮจิมินห์เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงมาอีกไม่กี่อึดใจ เราก็ถึงอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ สถานที่ที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่อดีตประธานาธิดีผู้ยิ่งใหญ่ของชาวเวียดนาม ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเวียดนาม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 นายเหงียนฝูจ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งมาเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่บ้านนาจอกตามคำเชิญชวนของรัฐบาลไทย ได้มอบเงินจำนวน 45 ล้านบาท เพื่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ เป็นเกียรติแด่วีรษบุรุษของคนเวียดนาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อีกแห่งของนครพนม

hichimint6

hichimint1

ก่อนเปิดทำการเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของลุงโฮ สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น คือซุ้มประตูขนาดใหญ่ ศิลปะผสมผสานระหว่างเวียดนามและไทย มีภาพศิลปะนูนต่ำเป็นรูปดอกบัว ดอกไม้ประจำชาติเวียดนามและดอกราชพฤกษ์ (ดอกคูณ) ดอกไม้ประจำชาติไทย เมื่อเดินผ่านเข้ามาจะพบอาคารหลักซึ่งด้านหน้าเป็นบ่อน้ำ ด้านหลังเป็นภูเขาจำลองตามหลักฮวงจุ้ย

hichimint5

hichimint2

ภายในมีรูปปั้นเคารพของประธานโฮจิมินห์ ประดิษฐานในซุ้มที่แกะสลักลวดลายวิจิตรสวยงามยิ่ง ด้านหลังทางซ้ายของอาคารหลักคือบ้านพักจำลองของลุงโฮ ที่จำลองแบบมาจากบ้านหลังที่ตั้งอยู่ในบ้านาจอกอีกที ส่วนทางขวาคืออาคารจัดแสดงภาพชีวประวติและหุ่นขี้ผึ้งจำลองประธานโฮจิมินห์ ซึ่งทำให้เราเริ่มปะติดปะต่อภาพความเป็นมาของการต่อสู้กอบกู้เอกราชเวียดนามจากประเทศฝรั่งเศส ในยุคสงครามอินโดจีนของลุงโฮส่วนหุ่นขี้ผึ้งนั้นจำลองภาพท่านขณะมาพักอาศัยที่บ้านนาจอก

hichimint3

hichimint4

ใครอยากมีภาพสวยๆ ก็สามารถไปเช่าชุดอ๋าวหย๋าย ของเวียดนามมาเดินถ่ายภาพได้ในอนุสรณ์สถาน นอกจากนี้ยังมีสินค้าและของที่ระลึกจำหน่าย นับเป็นการเดินเที่ยวชมที่เพลินเพลิน และทำให้ได้รู้จักลุงโฮ วีรบุรุษของประเทศเพื่อนบ้านเรามากยิ่งขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมไทย-เวียดนาม จังหวัดนครพนม 08-7248-6111,08-9275-9194 หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม (จังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร) ได้ที่ 0-4251-3490-1



( 0 Votes ) Add a comment
   

“สะออนหลายเด้”– 2 วัน 1 คืน เที่ยวเพลินๆ เมืองสกลฯ

เวลาคนอีสานไปพบสิ่งใหม่ๆ แล้วประทับใจแบบสุด ๆ มักหลุดปากชมออกมาว่า สะออนหลายเด้ ! คงเหมือนกับความรู้สึกของเราที่ได้มาตะลอนเที่ยวทั้งในและนอกตัวเมืองสกลนคร ด้วยคำชวนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

sakoncover

...เวลาเพียง 2 วัน 1 คืนเราได้เจอสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ทั้งอาหารถิ่นกลิ่นเวียดนาม ผ้าครามที่สวยและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว บรรยากาศอันขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์ของวัดพระธาตุโบราณอายุหลายร้อยปี จนอยากบอกว่า เมืองสกลแห่งนี้ สะออนหลายเด้ ! ขอให้คำเชิญชวนของเรา (และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แห่งตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด) ได้ดลบันดาลนำพาให้คุณมาสัมผัสเมืองสกลนครสักครั้ง แล้วจะพบว่าที่กล่าวไม่ได้เกินจริงเลย!

sakon

--ลายแทงนักกินที่ตลาดเมืองสกล--

หลังจากล้อเครื่องบินไฟลต์เช้าสุดแตะพื้น เราแนะนำให้คุณพุ่งเข้าตัวเมืองไปเก็บของที่โรงแรม แล้วออกมาเดินตลาดเช้าหาของกินอร่อยๆ ...ไปที่ไหนเรามักแวะตลาดไปดูว่าคนที่นั่นเขากินอยู่กันยังไง และทุกครั้งก็จะได้เห็นวัฒนธรรมอันหลากหลายที่ผสมผสานอยู่ในบรรดาอาหารการกิน ตลาดสกลนครที่ใจกลางเมืองก็เช่นกัน เราเห็นวัฒนธรรมของคนญวนหรือเวียดนาม ที่อพยพหนีภัยสงครามเมื่อราวร้อยปีก่อนมาพักพิงที่เมืองสกลฯ สอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมอาหารอีสาน

sakon11

sakon9

เดินเข้าตัวตลาดไม่กี่ก้าวก็ได้เห็นร้านข้าวเกรียบปากหม้อญวนที่แสนน่ากิน แค่ยืนดูแม่ค้าเทแป้งลงบนผ้าขาวบางปากหม้อ ใส่เครื่องใส่ไข่ แล้วปิดฝารอแป้งสุก ก่อนจะใช้ไม้ปาดพับห่อไว้อย่างคล่องแคล่วทุกขั้นตอนก็เพลินตาแล้ว ใกล้กันยังมีร้าน ข้าวโซย ซึ่งเป็นข้าวเหนียวหลายชนิด เช่น ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวขาว ข้าวเหนียวเขียว โรยด้วยงา น้ำตาล และถั่วเหลืองบด รสชาติจะหวานๆ มันๆ แปลกลิ้นน่าลอง ห่อเดียว 20 บาท กินหมดรับรองอิ่มถึงเที่ยง เดินมาอีกสองสามก้าว เหลียวไปทางด้านขวา ก็จะพบร้านเมี่ยงญวน คล้ายๆ กับปอเปี๊ยะไส้ผัก กินกับน้ำจิ้มหวานๆ คออาหารสุขภาพไม่ควรพลาด จากอาหารเวียดนามแท้ๆ ก็เดินมาเจอกุนเชียง

sakon10

ที่ขอจัดว่าเป็นสุดยอดของฝากจากสกลนครเลยคือ กุนเชียงยายทองคำ เราจำได้ว่าหลายปีก่อนเคยมีคนแนะนำให้เข้าไปซื้อถึงบ้านยาย ตอนนั้นไปส่องถึงหน้าเตา เห็นการทำกุนเชียงเตาถ่านใหม่ๆ ซื้อกลับมากินแล้วถูกใจมากแม้จะราคาค่อนข้างสูง คราวนี้ยินดียิ่งที่ไม่ต้องคลำหาทางไปบ้านยาย เพราะมีกุนเชียงยายมาขายในตลาดแล้ว ซึ่งยังคงความอร่อยเช่นเดิม ทั้งความหอม ความหวานที่พอดี และเนื้อหมูในกุนเชียงที่แน่นและมีมันน้อย จนต้องควักกระเป๋าซื้อกลับมาฝากคนอื่นๆ อีกหลายกิโลฯ ในตลาดยังมีของกินที่แสดงถึงวัฒนธรรมในสำรับของคนอีสาน เช่น ปลาส้ม ปลาซิวปลาสร้อย กุ้งเต้น ฯลฯ ให้เดินดูกันสนุก ที่น่าสนใจเนื้อวัวโคขุนโพนยางคำของขึ้นชื่อเมืองสกล รวมถึง “หมากเม่า” ผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่มีเฉพาะที่นี่ ใครอยากลองก็ซื้อมากินผลสดได้


--ย้อมครามด้วยตัวเองที่ร้าน ครามสกล--

เมืองสกลฯ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีผ้าครามสีสวย คุณภาพดี ใครที่หลงเสน่ห์ของผ้าคราม ย่อมรู้ว่าผ้าชนิดนี้มีดีที่สีน้ำเงินสวย ยิ่งใช้ไปสีไม่ซีดแต่กลับสวยขึ้น มองนานๆ ก็ไม่เบื่อ ใครบางคนจึงขนานนามว่าเป็น “ราชันแห่งสีน้ำเงิน”

sakon7

น้อยคนจะรู้ว่า การย้อมผ้าครามนั้น ไม่ใช่ง่ายเลย คนที่ย้อมจะต้องมี “หม้อนิล” ซึ่งเกิดจากนำใบครามมาผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอน เติมปูนขาว ผสมน้ำขี้เถ้าจนได้เนื้อครามอยู่ในหม้อ แต่ละวันเมื่อย้อมเสร็จก็ต้อง “เติมอาหาร” เช่น น้ำมะขามเปียก น้ำตาล ให้จุลินทรีย์ในหม้อนิลทำงาน สูตรใครก็สูตรมัน เป็นภูมิปัญญาประจำของชาวบ้านตระกูล ซึ่งต้องใส่ใจให้อาหารเหมือนลูก มิฉะนั้นหม้อนิลจะ “ตาย” ย้อมไม่ได้อีก

sakon12 sakon13

เราเคยซื้อผ้าครามมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยย้อมเองเลยสักครั้ง เลยไม่รู้ว่าความยากง่ายเป็นอย่างไรจนกระทั่งมาที่ร้าน ครามสกล ที่มีกิจกรรมเวิร์กชอปให้ย้อมครามด้วยตัวเอง คอร์สสั้นๆ คนละ 700 บาท เลือกผ้าพันคอได้ 1 ผืน หรือเสื้อยืดได้ 1 ตัว ย้อมเสร็จเอากลับบ้านได้เลย มีหรือที่เราจะไม่ลอง แรกสุดมานั่งเรียนวิธีการมัดย้อมให้ได้ลวดลายออกมาถูกใจ จากนั้นใส่ถุงมือ ผ้ากันเปื้อน นั่งยองเอาผ้าที่เรามัดไว้จุ่มลงไปในหม้อนิล ขยำขยี้เพื่อให้เนื้อครามซึมเข้าไปในเนื้อผ้า ทำสัก 5 นาทีจนแน่ใจแล้วว่าเนื้อครามเข้าถึงทั่วแล้วยกตาก ก่อนจะนำลงไปขยี้อีกครั้ง นำมาซัก แกะมัดย้อม ซักน้ำเปล่า และตาก เท่านี้ก็จะได้ผ้าครามสีสวยฝีมือเราเอง น่าภูมิใจมากๆ ขั้นตอนที่เป็นไฮไลต์คือตอนนำผ้ามาตาก เราจะเห็นเลยว่า จากผ้าที่ย้อมด้วยสีเขียวเข้มอมเหลืองในหม้อนิล เมื่อสัมผัสกับอากาศไปสักพัก จะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำเงินครามอย่างน่าอัศจรรย์! ร้านครามสกล อยู่ที่บ้านพะเนาว์ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง

sakon3

นอกจากมีกิจกรรมแล้วที่นี่ยังเป็นศูนย์ท่องเที่ยววิถีผ้าครามที่เข้าถึงง่าย มีสินค้าจำหน่ายมากมาย บรรยากาศก็ร่มรื่นเพลิดเพลิน หรือถ้าใครอยากได้ผ้าครามที่ทอด้วยฝ้ายธรรมชาติและย้อมด้วยวิธีการดั้งเดิม ก็แนะนำให้ไปที่บ้านโนนเรือน ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม ที่นั่นมีร้านครามวารี ซึ่งมีผ้าทอคุณภาพดีผลิตแบบดั้งเดิมจำหน่าย แต่ถ้าไม่อยากไปไหนไกลขอชวนเดิน “ถนนสายผ้าคราม” ทุกวันเสาร์อาทิตย์ที่ถนนหน้าวัดพระธาตุเชิงชุม รับรองมีผ้าครามสารพัดลวดลายให้เลือกเพียบ


--ชมปราสาทผึ้ง ในเทศกาลวันออกพรรษาที่สนามมิ่งเมือง--

เนื่องจากปีนี้เรามาตรงกับเทศกาลวันออกพรรษาพอดิบพอดี เราจึงได้ชมปราสาทผึ้ง หรือปราสาทที่หล่อจากขี้ผึ้งเทียนขนาดใหญ่ แต่ละหมู่บ้านทุ่มทุนทำกันอย่างอลังการงานสร้างสุดฝีมือของตน ในปีนี้งดขบวนแห่ เนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยแด่การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันถวายปราสาทผึ้งเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ด้วย

sakon8

sakon6

นอกเหนือจากการถวายเป็นพุทธบูชาตามประเพณี ตามความเชื่อที่ว่า พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดสัตว์ในวันออกพรรษานี้ นมัสการพระธาตุเชิงชุม เสริมมงคลกับชีวิต พระธาตุพนมเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองนครพนมฉันใด

sakon5

พระธาตุเชิงชุมก็เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองสกลนครฉันนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นอีกวันเรามาสักการะพระธาตุองค์นี้ ซึ่งเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน สูงราว 30 เมตร ครอบบนเจดีย์องค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาแลง สถาปัตยกรรมเป็นแบบบัวเหลี่ยม ซ้อนเป็นชั้น ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจากล้านช้าง อายุหลายร้อยปี นับเป็นพระธาตุที่ดูขรึมขลังงดงาม เราจะเห็นชาวบ้านนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาไม่ขาดสาย

sakon4

sakon2

ภายในวิหาร ประดิษฐานหลวงพ่อพระองค์แสน (องค์ที่อยู่ด้านหน้า) เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสกลนครเช่นกัน เราจึงน้อมกราบสักการะเป็นสิริมงคลกับชีวิต


--เที่ยวบ้านท่าแร่ ชมอาคารเก่ายุคคลาสสิก--

บ้านท่าแร่เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ที่นับถือศาสนาคริสต์ชุมชนใหญ่ที่สุดอีกแห่งในภาคอีสาน ในหมู่บ้านมีโบสถ์ขนาดใหญ่ที่สง่างาม ทว่าที่เราชอบที่สุดคือบรรดา “ตึกฝรั่งช่างญวน” ด้านหลังโบสถ์ที่อยู่กระจายในชุมชนแห่งนี้ ตึกเหล่านี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2470 สมัยที่ช่างชาวญวณ ย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ จึงนำฝีมือและความรู้มาสร้างตึกที่มีสถาปัตยกรรมงดงามน่าชม

sakon1

เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ที่มีซุ้มโค้งประดับระหว่างหัวเสา และยังผสมผสานศิลปะจีนเป็นลายปูนปั้นต่างๆ ทั้งรูปประแจจีน ดอกไม้ ใบไม้ ดูแล้วเพลิดเพลิน ถ่ายภาพกันสนุกเลยทีเดียวล่ะ จริงๆ แล้วสกลนครยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมาย น่าหาโอกาสมาเที่ยวเองจริงจังสักครั้ง


สอบถามข้อมูลได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม (จังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร) ได้ที่ 0-4251-3490-1


covernan-01


( 0 Votes ) Add a comment
   

Mekong challenge 2016 จากน้ำโขงสู่อิรวดี ปั่นครั้งนี้เพื่อพ่อหลวง

Mekong challenge 2016>>>ปัจจุบันการปั่นจักยานเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งการปั่นเล่นระยะใกล้หรือระยะไกล หลายคนปั่นจักรยานยามว่าง ใช้เป็นกิจกรรมแก้เบื่อ และมีอีกหลายคนใช้จักรยานเพื่อการท่องเที่ยวระยะไกลและทำประโยชน์ในคราวเดียวกัน

bikeburmacover

"ชมรมปั่นจักรยานแม่โขงไบค์" เป็นกลุ่มนักปั่นที่รวมตัวกันจัดกิจกรรม “Mekong challenge” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเริ่มรวมกลุ่มกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เส้นทางการปั่นส่วนใหญ่ก็เป็นเส้นทางในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง ลาว เวียตนาม เมียนม่าร์ มาเลเซีย และจีน

bikeburma2

bikeburma11

ในปี พ.ศ.2559 นี้ ชมรมปั่นจักรยานแม่โขงไบค์ ได้จัดกิจกรรมปั่นเทิดพระเกียรติเช่นทุกๆปี ถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์สุดอาลัย นักปั่นทุกคนก็ตั้งใจจะปั่นจักรยานเพื่อเทิดพระเกียรติพ่อของแผ่นดิน โดยเส้นทางเริ่มจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่าน อ.เชียงแสน อ.แม่สาย และมุ่งหน้าข้ามพรมแดนไทย-พม่า เข้าสู่เมืองท่าขี้เหล็ก เชียงตุง ตองยี สี่ป้อ ลัดเลาะไปจนถังมัณฑะเลย์ หงสาวดี มะละแหม่ง และมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองเมียวดี เพื่อจะข้ามพรมแดนไทย-พม่า ที่อ.แม่สอด จ.ตาก ระยะทาง 2,900 กม. ใช่เวลาครึ่งเดือนที่นักปั่นเดินทาง มีทั้งภูเขาสูง ที่ราบ ผ่านภูมิประเทศอันสวยงามของประเทศเมียนม่าร์

bikeburma

bikeburma5

bikeburma9

bikeburma10

นอกจากการปั่นจักรยานแล้ว ทีม Mekong challenge ก็เน้นการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและศึกษาวิถีชีวิตชาวเมียนม่าร์

นายแพทย์ชัยณรงค์ สมชาติ หัวหน้ากลุ่มนักปั่น กล่าวว่า “ปีนี้มีนักปั่นราวๆ 30 คน เราเน้นปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว คือไม่ใช่ปั่นจักรยานกันจนเกินไป มีทั้งปั่นจักรยาน นั่งรถไฟ หรือบางช่วงที่เหนื่อยเกินไปก็สามารถนั่งรถยนต์เซอร์วิสได้ ทำให้การเดินทางราบรื่นไม่มีปัญหาใดๆ คนทั่วไปไม่ต้องเป็นถึงนักจักรยานมืออาชีพก็สามารถปั่นจักยานร่วมในทริปได้"

bikeburma12

bikeburma13

bikeburma14

bikeburma15

 “นายรอบรู้” มีโอกาสได้เดินทางไปพบปะกับทีมนักจักรยาน ระหว่างทางจากพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งนักปั่นวางจักรยานและเดินทางขึ้นไปสักการะพระธาตุอินแขวน พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงของประเทศเมียนม่าร์ และในระหว่างทางคณะปั่นจักรยานยังได้แวะท่องเที่ยวและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์อีกหลายที่

bikeburma7

คุณวัชระ หลิ่วพงศ์สวัสดิ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม กล่าวว่า “ในปีนี้เราได้เก็บน้ำจากแม่น้ำ 6 สาย คือ แม่น้ำโขง แม่น้ำสะโตง แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำปิง และแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อมาทำพิธีที่ท้องสนามหลวง เป็นการถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยหลังจากที่ปั่นไปถึงแม่สอดแล้ว จะมีนักปั่นจำนวนหนึ่ง ปั่นจักยานเข้าสู่กรุงเทพ เพื่อไปถวายความอาลัย ณ ท้องสนามหลวง”

bikeburma3

หลังจากเข้าพรมแดนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ทีมนักปั่นได้จุดเทียนเพื่อถวายความอาลัยก่อนเตรียมตัวมุ่งหน้าสู่ท้องสนามหลวง ถือเป็นอันจบทริปการเดินทางอันยาวนานเพื่อเทิดพระเกียรติแก่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในครั้งนี้

bikeburma16

ขอบคุณ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

covernan-01


( 0 Votes ) Add a comment
   

ประเพณีถือศีลกินผัก จ. ภูเก็ต จบลงอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

ประเพณีถือศีลกินผัก จ. ภูเก็ต จบลงอย่างยิ่งใหญ่อลังการ  ในวันที่ 1-9 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ตัวเมืองภูเก็ตขาวโพลนไปด้วยควันจากปะทัดที่จุดกันเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งเมือง มองไปตรอกซอยไหนก็เห็นผู้คนต่างพร้อมใจกันสวมใส่ชุดขาวเพื่อร่วมงานถือศีลกินผัก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เจี๊ยะฉ่าย” หมายถึงงานเฉลิมฉลององค์เก้าราชันย์ (กิ๊วหองไต่เต่) เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของจ. ภูเก็ต ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

coverpkfes

ประเพณีถือศีลกินผักจัดขึ้นในเดือนเก้าหนึ่งค่ำ จนถึง เดือนเก้าเก้าค่ำ ของทุกปีตามปฏิทินจีน จุดเริ่มต้นของประเพณีถือศีลกินผัก จ. ภูเก็ต ในอดีตคนจีนได้อพยพมาทำเหมืองแร่ เป็นกุลีเหมืองที่ภูเก็ตเป็นจำนวนมาก แล้วเกิดโรคระบาดขึ้น โดยเป็นอหิวาตกโรคล้มหายตายไปเป็นจำนวนมาก ชาวจีนเลยคิดหาวิธีแก้โดยนึกถึงประเพณีถือศีลกินผักที่เมืองกังไส ประเทศจีน เลยได้ไปอันเชิญเทพ ซึ่งหมายถึงกระถางธูปอันศักดิ์สิทธิ์ ล่องเรือสำเภามา แล้วนำมาสถิตย์ไว้ที่อ๊ามกระทู้ หรือศาลเจ้ากระทู้ ใน อ. เมือง จ. ภูเก็ต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2368แล้วทุกคนก็ถือศีลกินผัก จากนั้นลูกหลานชาวจีนก็สืบทอดประเพณีถือศีลกินผักมาจนถึงปัจจุบัน

pkfes16

พิธีกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละอ๊ามหรือศาลเจ้าจะประกอบพิธีกรรมเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มงานประเพณีถือศีลกินผัก 1 วัน โดยจะเริ่มทำพิธีเจ่งตั๋ว คือพิธีชำระล้างสถานที่ โดยแต่ละอ๊ามจะล้างทำความสะอาดพื้นที่และโรงครัวก่อนเริ่มงานประเพณี จากนั้นจะทำพิธีป้างกุ้น เป็นพิธีกรรมเชิญทหารมารักษาบริเวณงานถือศีลกินผัก มี 4 ทิศ คือทิศใต้ใช้ธงสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ทิศเหนือใช้ธงสีดำ ทิศตะวันออกใช้ธงสีเขียว และทิศตะวันตกใช้ธงสีขาว

pkfes1

หลังจากเสร็จพิธีชำระล้างสถานที่ส่วนใหญ่ช่วงเย็นของวันเดียวกันจะประกอบพิธีขึ้นเสาโกเต้งบริเวณหน้าอ๊าม เพื่อรับเจ้าและถือเป็นการเริ่มประเพณีถือศีลกินผัก จากนั้นจึงเริ่มพิธีอัญเชิญองค์กิ๊วหองไต่เต่(องค์เก้าราชันย์) เพื่อมาเป็นประธานในงาน ต่อด้วยพิธีโค๊กุ๊น หรือพิธีกรรมการเลี้ยงขุนทหรารและม้า โดยจะมีการเตรียมอาหารสำหรับเลี้ยงทหารและมีหญ้าหรือถั่วสำหรับเลี้ยงม้า จากนั้นทำพิธีป้ายหล่าวไชอิ้ว เป็นพิธีไหว้รำลึกถึงผู้มีคุณูปการต่ออ๊ามที่เสียชีวิตไปแล้ว

pkfes4

pkfes5

pkfes7

จากนั้นทำพิธีส่งเก๊ง หรือสวดมนต์ ล้าง 9 ทวารให้จิตบริสุทธิ์มีสมาธิ เพื่อรับสิ่งดี ๆ ให้เข้ามาในชีวิต มีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์คือพิธีโกยโห๊ย เป็นพิธีลุยไฟเพื่อชำระพลังไม่ดีออกจากร่างกาย และอีกพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวคือ พิธีคี่โต่ทุ้ยหรือพิธีขึ้นบันไดมีดที่มีความสูงถึง72 ขั้น เพื่อรับเคราะห์และอวยพรให้ชาวบ้านที่เข้าร่วมงานประเพณีมีความสุข

pkfes2

pkfes3

pkfes

พิธีป้ายชิดแช้หรือโก๊ยชิดแช้ คือการบูชาดาวนพเคราะห์ทั้ง 7 ดวง มีการแจกฮู๋หรือผ้ายันต์เพื่อความเป็นสิริมงคล และจะเริ่มพิธีสุดยิ่งใหญ่อลังการคือพิธีเอี๊ยวเก๊งหรือพิธีแห่พระ ซึ่งเป็นการออกเยี่ยมขององค์กิ๊วหองไต่เต่เพื่ออวยพรให้กับประชาชน โดยมีขบวนธงและป้ายชื่อแห่นำหน้า ต่อด้วยเสลี่ยงเล็กหรือไฉ้เปี๋ย คือเกี๊ยวหามรูปพระบูชาต่างองค์ ๆ ต่อด้วยขบวนของหนิ่วสั่วหรือร่มฉัตรจีน ซึ่งในขบวนแห่จะมีบรรดาม้าทรงที่ออกมาแสดงอภินิหารด้วยการนำของแหลมคมมาทิ่มแทงตามร่างกาย โดยเฉพาะแก้มและลิ้น เพื่อรับเคราะห์แทนผู้ที่ถือศีลกินผักนั่นเอง

pkfes6

pkfes8

ปิดท้ายขบวนด้วยตั่วเหลี่ยนหรือเสลี่ยงใหญ่ ที่ประทับขององค์กิ๊วหองไต่เต่ โดยชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชาไว้หน้าบ้านเพื่อรอรับพร เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแห่พระ ชาวบ้านจะทำพิธีโกยห่านหรือพิธีสะเดาะเคราะห์ที่อ๊าม โดยจะถูกประทับตราที่ด้านหลังของเสื้อที่สวม เรียกว่า “ต๊ะอิ่น” หมายถึงผู้ที่ผ่านการสะเดาะเคราะห์แล้ว ในคืนวันสุดท้ายของประเพณีจะทำพิธีส่งพระ คือส่งองค์กิ๊วหองไต่เต่กลับสวรรค์ บริเวณชายทะเลสะพานหิน เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู ไฟทุกดวงในอ๊ามต้องดับสนิทและปิดประตูใหญ่ จากนั้นทำพิธีลงเสาโกเต้ง เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่าเสร็จสิ้นประเพณีถือศีลกินผัก

pkfes9

pkfes10

pkfes11

pkfes12

pkfes14

หลังจากลงเสาโกเต้งเป็นพิธีคุยโช๊โดยการเลี้ยงอาหารคาวแก่ชาวบ้านที่มาร่วมงาน ซึ่งไฮไลท์ของงานจะอยู่ที่ 4 วันสุดท้าย เพราะจะเป็นพิธีกรรมของอ๊ามหรือศาลเจ้าที่เก่าแก่ของเมืองภูเก็ต คืออ๊ามกระทู้ อ๊ามจุ้ยตุ่ย และอ๊ามบางเหนียว

pkfes13

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต โทร. 0-7621-2213 / www.phuketemagazine.com

ขอขอบคุณ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 


( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 7 จาก 61