NaiRobRoo.com | เมืองไทยน่าเที่ยว

เขาเล่าว่า..มีพระปางขอฝนที่งดงามและสูงที่สุดในประเทศ อยู่ที่ จ. กาญจนบุรี

เขาเล่าว่า..มีพระปางขอฝนที่งดงามและสูงที่สุดในประเทศ อยู่ที่ จ. กาญจนบุรี>>>เขาเล่าว่า

praraaingcover

...เบื้องหลังทุก ๆ ที่ในเมืองไทยนั้นเต็มไปด้วย “เรื่องราวเรื่องเล่า”

...บ้างก็เป็นคล้ายตำนานจากเมืองเก่า

...บ้างก็เป็นเรื่องเล่าของคนในท้องถิ่น

...บ้างให้คุณประโยชน์แก่ผู้ไปสัมผัส

...บ้างเป็นมงคลแก่ผู้ที่ได้ไปกราบไหว้

…บ้างคล้ายความเชื่อที่ท้าทายเร้นลับ

เขาเล่าว่า...ไม่ได้เล่าให้เราแค่เชื่อ แต่เล่าให้เราออกไปเห็น เปิดประสบการณ์การใหม่ของการท่องเที่ยววิถีไทย ผ่านวิถีแห่งเรื่องเล่าของท้องถิ่น ซึ่งไม่ว่าเรื่องเล่าที่ “เขาเล่าว่า” จะเหลือเชื่อแค่ไหน.. มันจะยังเป็นเพียงเรื่องเล่าต่อไป ถ้าคุณไม่ออกไปให้เห็นจริง ๆ สักครั้ง

pranraining2

วัดทิพย์สุคนธาราม อ. ห้วยกระเจา จ. กาญจนบุรี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งเป็น1 ใน24 สถานที่ทั่วประเทศที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยบรรจุเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามตำนานเขาเล่าว่า...

praraining10

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นฝนแล้งมาก แต่ด้วยพระพุทธบารมีได้ทรงพลิกฟื้นที่แห้งแล้ง ให้มีน้ำฝนหลั่งไปทั่วทุกสารทิศ และที่อำเภอห้วยกระเจา คืออีสานจังหวัดกาญจนบุรี จึงเป็นที่มาของพระปางขอฝนที่สุดแห่งความศรัทธากับประติมากรรมทางพุทธศิลป์ พระพุทธรูปสำริดปางขอฝนที่งดงามและสูงที่สุดในประเทศ

praraning

ว่ากันว่าหากได้มากราบไหว้สักครั้ง ชีวิตจะพบแต่ความร่มเย็นเป็นสุขดั่งแผ่นดินที่ได้รับสายฝน พระพุทธมหาเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สร้างโดยโลหะสำริดความสูง 32 เมตร ยืนอยู่บนฐานสูง 8 เมตร ตั้งตระหง่านบริเวณลานพระทักษิณ ซึ่งเสมือนเขตพุทธวาส ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดสร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ผู้ริเริ่มสร้าง

praraining11

praraining7

บริเวณโดยรอบ มีหอเกียรติประวัติสมเด็จพระมหาธีราจารย์ และอ่างเก็บน้ำในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานที่ให้เปรียบเสมือนพุทธอุทยานที่มีลานปฏิบัติธรรมที่เงียบสงบและงดงาม ขับรถเลยเข้าไปอีก 1-2 กม. เป็นที่ตั้งอุโบสถวัดทิพย์สุคนธาราม ประดิษฐานพระพุทธชินราชประชานาถชุตินธรบวรชัยมงคล และมีพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์องค์จำลองให้สาธุชนกราบไว้บูชา

praraning9

ที่วัดยังมีกิจกรรมปลูกต้นไม้ให้ผู้ที่มาทำบุญไหว้พระได้ร่วมปลูกป่าสร้างความร่มรื่นให้กับวัดอีกด้วย



( 0 Votes ) Add a comment
   

มหัศจรรย์เมืองกระบี่ กับ 6 สถานที่สุดฟิน ที่ต้องไปเช็คอินก่อนตาย

"นายรอบรู้" เก็บความสวยงามสุดมหัศจรรย์ของทะเลและธรรมชาติจังหวัดกระบี่ ที่เราเพิ่งเดินทางไปมาฝาก อยากจะบอกว่า มี 6 จุดที่สุดฟิน จนอยากให้คุณได้ไปเช็คอินสักครั้งก่อนตาย!

cover krabi

1.หมู่เกาะรอก…จุดเช็คอินพกฟินไปดำน้ำ

ที่ตั้ง : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา ต. เกาะลันตาใหญ่ อ. เกาะลันตา จ. กระบี่

ภาพท้องทะเลสีครามใสปิ๊งตัดกับหาดทรายขาววิ้ง คือภาพความทรงจำเมื่อไปเยือนหมู่เกาะรอก สวรรค์น้อย ๆ ของคนชอบดำน้ำ หมู่เกาะรอกประกอบด้วยเกาะรอกนอกและเกาะรอกใน ซึ่งอยู่ห่างกันเพียง 250 ม. ยามน้ำลดจะเห็นสันทรายขาวเชื่อมสองเกาะเป็นทะเลแหวกที่สวยงาม

kohrok3

kohrok

เกาะรอกนอกเต็มไปด้วยปะการังน้ำตื้นและปลาหลากชนิดที่ดำดูได้ตั้งแต่ริมชายหาด เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา มีบ้านพักอุทยานหลังใหญ่หลายหลังให้นอนดื่มด่ำบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก

kohrok2

kohrok23

ส่วนเกาะรอกในเป็นที่ตั้งหลักเขตสยาม ที่เขียนว่า “เกาะรอกสยาม” เชื่อว่ามีตั้งแต่สมัย ร. 5 ทั้งยังเป็นแหล่งดำน้ำตื้นและจุดดำน้ำลึกที่สวยงามและเป็นที่นิยมมากในหมู่นักดำน้ำ นอกจากนี้ยังมีสายน้ำไหลจากผาสูงลงสู่ทะเลที่เห็นได้เฉพาะหน้าฝนเท่านั้น

------------

2. อ่าวไร่เลย์... พิชิตผาสูง สุดมันส์ริมเล

ที่ตั้ง : บ้านอ่าวนาง ต. อ่าวนาง อ. เมือง จ. กระบี่ ปีนผาไร่เลย์ โทร. 08-1797-2517 / www.railayrockclimbingshop.com

อ่าวไร่เลย์มีสองด้าน คืออ่าวไร่เลย์ตะวันออกและอ่าวไร่เลย์ตะวันตกโค้งเข้าหากันมีทางเดินเชื่อมทะลุถึงกันได้ มีกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมสุดมันคือการปีนผาไร่เลย์ที่อ่าวไร่เลย์ฝั่งตะวันออก บนหน้าผาสูงชันริมทะเลที่ให้คุณได้ท้าทายความหวาดเสียวกับความสูงถึง 30 ม. เพื่อพิชิตสู่ยอดผาชมความงามอ่าวไร่เลย์แบบพาโนรามา

raile

raile2

ใครที่ไม่เคยปีนผาหรือไม่มีทักษะเลยก็ปีนได้เพราะมีร้านปีนผาให้บริการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญการปีนผาคอยฝึกสอนพร้อมอุปกรณ์เซฟตี้แบบครบครัน เตรียมกำลังร่างกายมาให้พร้อมที่สำคัญเตรียมใจกล้า ๆ มาแบบเต็มเปี่ยม เพราะเมื่อปีนขึ้นไปครึ่งทางแล้ว กำลังแขนขาเริ่มอ่อนแรง ก็จะเหลือกำลังแรงใจที่จะฮึดสู้พาเราพิชิตยอดผาสูง

raile45

จากนั้นก็โรยตัวลงมาสู่เบื้องล่าง แล้วมาเล่นน้ำพักผ่อนนอนชิลริมหาด ชมแสงยามเย็นและแสงสียามค่ำได้ที่อ่าวไร่เลย์ตะวันตก

raile5

raile3

raile4

-----------

3.ชุมชนเกาะกลาง...นั่งเรือหัวโทงยลวิถีมุสลิมกลางอันดามัน

ที่ตั้ง : บ้านเกาะกลาง ต. คลองประสงค์ อ. เมือง จ. กระบี่

พักโฮมสเตย์เรียบง่ายอบอุ่นไปด้วยวิถีวัฒนธรรมกับชุมชนมุสลิมบ้านเกาะกลาง ที่เข้าถึงได้โดยเรือหัวโทงพาหนะแห่งท้องทะเลที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวเกาะกลาง ถึงแล้วก็โดดขึ้นนั่งสามล้อพ่วงข้างสัมผัสวิถีหลากสีสัน เรียนรู้การทำเรือหัวโทงพาหนะที่อยู่คู่วิถีประมงพื้นบ้าน ชมการสาธิตทำเรือหัวโทงจำลองที่เป็นสินค้าโอทอปขึ้นชื่อ

kohklang2

kohklang56

ชมท้องทุ่งรวงทองบนเกาะกับข้าวสังข์หยดรสชาติดีที่ปลูกได้ปีละครั้ง ชมศิลปะบนผืนผ้าตั้งแต่การปั๊มลายเทียนจนย้อมสีกลายเป็นผ้าปาเต๊ะที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ ก่อนกลับแวะอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสด ๆ ฝีมือชาวเกาะกลางได้ที่ร้านอาหารบ้านมะหญิง บรรยากาศดีริมเลมีกระชังปลาให้ดูเพลิน ๆ ขอบอกว่าทุกเมนูซีฟู้ดของที่นี่อร่อยลืมโลกเลยจ้า

baanklang

kohklang

kohklang34

kohklang3

----------

4.เกาะลันตา... ข้ามสะพานลันตาสัมผัสเสน่ห์ชุมชนเมืองเก่า

ที่ตั้ง : เกาะลันตาใหญ่ อ. เกาะลันตา จ. กระบี่ พิพิธภัณฑ์ชุมชนชาวเกาะลันตา เปิดวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30-16.30 น. โทร. 09-3638-1419

เกาะลันตาเป็นเกาะขนาดใหญ่ในทะเลอันดามัน ประกอบด้วยเกาะลันตาน้อย ที่ตั้งตัวอำเภอและศูนย์ราชการต่าง ๆ และเกาะลันตาใหญ่ ที่ตั้งชุมชนเมืองเก่าลันตาหรือ Lanta Old Town หมุดหมายที่นักเดินทางอยากมาสัมผัสความสงบงามและเรื่องราวของคนลันตา แพข้ามฟากจากเกาะลันตาน้อยไปเกาะลันตาใหญ่

kohlanta3

kohlanta67

วันนี้กลายเป็นอดีต ด้วยสร้างสะพานปูนเชื่อมทั้ง 2 เกาะเข้าด้วยกันทำให้การเดินทางมาที่เกาะลันตาใหญ่จึงง่ายและเร็วมาก ชุมชนเมืองเก่าลันตาหรือเรียกอีกชื่อว่า ชุมชนศรีรายา ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะลันตาใหญ่ ยังคงกลิ่นอายเมืองเก่าด้วยสถาปัตยกรรมบ้านไม้สองชั้นทอดยาวไปบนสองฝั่งถนน ที่บางบ้านได้ปรับโฉมเป็นร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ผ้าบาติก

kohlanta

kohlanta46

รวมทั้งเปิดเป็นเกสท์เฮาส์และร้านกาแฟให้กลมกลืนไปกับชุมชน อาคารไม้หลังเก่าอายุนับ 100 ปี ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ทำการอำเภอเกาะลันตาได้เปลี่ยนโฉมเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนชาวเกาะลันตา

kohlanna45

kaolanta

ที่รวบรวมเรื่องราวครั้งอดีตให้ย้อนระลึกถึง ภายในแบ่งเป็นสองชั้น จัดเป็ณห้องแสดงความเป็นอยู่ของชุมชนชาวจีน มุสลิมและชาวเลสมัยก่อน รวมถึงจำลองยุคการค้าขายรุ่งเรืองโดยเฉพาะการผลิตและค้าถ่านไม้กับชาวจีน ปีนัง อินโดนีเซีย สิงคโปร์

kohlanta678

----------

5.บ้านทุ่งหยีเพ็ง...ล่องเรือเรียนรู้วิถีชุมชนต้นแบบ

ที่ตั้ง : เกาะลันตาใหญ่ ต. ศาลาด่าน อ. เกาะลันตา จ. กระบี่ คุณนราธร หงส์ทอง ประธานชุมชนท่องเที่ยวทุ่งหยีเพ็ง โทร. 08-95909173 เรือหางยาว ลำละ 1,000 บาท ไม่เกิน 4 คน / เรือแจวโบราณ ลำละ 600 บาท 2 คน / เรือคายัค ลำละ 350 บาท

ชุมชนเล็ก ๆ ในโอบกอดของผืนป่าชายเลน ที่ในอดีตเคยเป็นแหล่งผลิตถ่านไม้ที่เลื่องชื่อบนเกาะลันตา สิบกว่าปีที่คุณนราธร หงส์ทอง ประธานชุมชนและชาวบ้านทุ่งหยีเพ็งได้ร่วมมือกันอนุรักษณ์ผืนป่าชายเลนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

thungpanyee

thungpanyee2

พื้นที่ป่าชายเลนกว่า 2,000 ไร่จึงเปรียบเสมือนบ้านอันแสนอบอุ่น ที่เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนให้มาสัมผัสธรรมชาติที่งดงาม ถ้ามาเป็นครอบครัวแนะนำให้นั่งเรือหางยาวชมความงามผืนป่า ตลอดสองฝั่งคลองเตาถ่านออกสู่ปากอ่าวลันตาจะพบนกนานาชนิด มีลิงแสม ปูก้ามด้าม ปลาตีน หอยแครง หอยตาแดง และปูดำอาหารอันโอชะของชาวบ้านที่นี่ แต่ถ้าอยากใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ท่ามกลางธรรมชาติ แนะนำให้นั่งเรือแจวโบราณเลือกช่วงแดดร่มลมตกบรรยากาศสุดโรแมนติกเหมือนฉากในละครเลยล่ะ หรือจะเลือกเช่าเรือคายัคแล้วพายเล่นเองก็สนุกสนาน

thungpanyee34

thungpanyee45

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติยาว 770 ม. ให้เดินลัดเลาะป่าโกงเกงชมนกชมไม้แบบเพลิน ๆ อีกทั้งยังมีกิจกรรมมากมายในชุมชนอย่างการทำ “ซั้ง” หรือสร้างบ้านให้ปลา การทำกะปิ ทำสวนเกษตร ทำขนมและอาหารพื้นบ้าน ฯลฯ ให้ร่วมเรียนรู้ไปกับวิถีชุมชนต้นแบบบ้านทุ่งหยีเพ็ง

thungpayee54

-----------

6.สระมรกต...สวนน้ำกลางป่ามหัศจรรย์ธรรมชาติสร้าง

ที่ตั้ง : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ต. คลองท่อมเหนือ อ. คลองท่อม จ. กระบี่ เปิด 08.30-17.00 น. ค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

สระน้ำสีมรกตกลางผืนป่าทุ่งเตียว ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ที่เป็นป่าดิบชื้นที่ราบต่ำผืนสุดท้ายในประเทศ คือความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างจนกลายเป็นสถานที่ Unseen ที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต

moragok

บริเวณทางเข้ามีร้านรวงมากมายตั้งเรียงรายสองฝั่งทั้งร้านอาหาร ของฝาก ขายเสื้อผ้า ห่วงยาง มีบริการครบ ทางเดินเข้าไปยังสระมรกตมี 2 ทางให้เลือกจะเดินชมธรรมชาติก็เลือกทางปูนเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติลัดเลาะเข้าไปในผืนป่ายาว 1,400 ม.

moragot

moragok3

มีจุดไฮไลท์คือสระแก้ว ถ้าโชคดีแบบสุด ๆ อาจได้กับ “นกแต้วแร้วท้องดำ” ที่เคยถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ไปแล้ว ส่วนอีกทางจะสั้นกว่าเป็นทางดินลูกรังยาว 800 ม. เดินตรงไปก็จะพบสระมรกตสวนน้ำกลางป่าที่ธรรมชาติสร้าง ซึ่งที่ในวันเสาร์อาทิตย์จะกลายเป็นสวนน้ำที่คึกคักดั่งสวนสยามกรุงเทพ จากตัวสระมรกตยังมีเส้นทางเดินอีกประมาณ 600 เมตรไปสู่ต้นน้ำสระมรกต คือ “สระน้ำผุด” สีฟ้าครามใสแจ๋วราวกระจก ถ้าลองปรบมือใกล้ ๆ จะมีน้ำผุดขึ้นมาสระชวนมหัศจรรย์

-----------

>>>ขอขอบคุณ : งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

>>>ติดต่อสอบถามได้ที่ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกระบี่ โทร. 0-7562-2163


prachubadverrr



( 1 Vote ) Add a comment
   

โนราโรงครู พิธีกรรมสืบสานตำนานโนรา

โนราโรงครู พิธีกรรมสืบสานตำนานโนรา >>> “โนรา” มหรสพของชาวปักษ์ใต้ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น อยู่กับวิถีชีวิตและเป็นวัฒนธรรมชาวบ้านที่แสดงถึงความศรัทธาในพิธีกรรมอันลึกซึ้ง

nora_cover

“โนราโรงครู” เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อไหว้ครูหมอโนรา-บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เคารพครูบาอาจารย์ ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน วัดท่าแค อ.เมืองพัทลุง มีพิธีโนราโรงครูอันโด่งดังไปทั่วภาคใต้ เพราะเชื่อว่า “พ่อขุนศรีศรัทธา” ปรมาจารย์โนราได้เคยอยู่ที่นี่ พิธีจะจัดขึ้นราวสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ในช่วงปีมีเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น จัดติดต่อกัน 3 – 4 วัน หากมีวันพระมาคั่นระหว่างงาน จะหยุด 1 วัน และทำพิธีในวันถัดไป ปกติจะเริ่มกันในวันพุธ แต่ละวันก็จะมีพิธีกรรมสำคัญและการแสดงโนราให้ความเพลินเพลินอยู่ตลอด

nora2

nora1

เริ่มจากวันที่ 1 “พิธีเบิกโรง”จะมีการเชิญครูหมอโนราให้มาชุมนุม โนราเจ้าพิธีจะนำเครื่องเส้นไหว้ ครูหมอโนราอัญเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษโนรามาสู่โรงพิธี แล้วต่อด้วย “พิธีลงโรง” ที่มีการประโคมดนตรีร่วมด้วย และ “พิธีกาศครู” บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และร้องบทโนราต่างๆ ปิดท้ายด้วย “พิธีชุมนุมครู” จนไปจบที่การรำโนราทั่วไปเพื่อความบันเทิงแก่ชาวบ้านเป็นอันเสร็จพิธี

nora4

nora5

เช้าวันที่สองหลังจากเสร็จพิธีถวายของแล้วก็ต่อด้วย “พิธีไหว้ครู” อัญเชิญครูโนรามาชุมนุม โดยโนราที่มีครู หรือชาวบ้านที่รับครูหมอโนราจะพากันมานั่งในโรงครูแล้วมีการ “จับลง” หรือการเข้าทรง บางคนนั่งตัวตรงนิ่ง บางคนตัวสั่น บางคนก็ยกมือยกไม้ตั้งท่ารำ เร้าบรรยากาศด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องห้า (1. ทับ (โทนหรือทับโนรา) 2. กลอง 3. ปี่ใน 4. โหม่ง คือ ฆ้องคู่ 5. ฉิ่ง 6. แตระ หรือ แกระ คือ กรับ) ของวงโนราที่เล่นคลออยู่ตลอดพิธี ความขลังของพิธีทำเอาตัวผมเองขนลุก อีกหนึ่งพิธีคือ “พิธีห่มโพธิ์” ซึ่งจัดเฉพาะที่วัดท่าแคเท่านั้น เป็นการห่มผ้าบูชาต้นโพธิ์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่สถิตของดวงวิญญาณพ่อขุนศรีศรัทธา

nora3

nora7

นอกจากนี้ยังมี “พิธีผูกผ้าตัดจุก” หรือการครอบครูโนรา เชื่อว่าผู้ที่จะเป็นโนราได้นั้นต้องเป็นผู้ที่ขาวสะอาด รักษาศีล และยังไม่แต่งงานจึงสามารถเข้าพิธีนี้ได้ ยังมีพิธีแก้บน ชาวบ้านเชื่อว่าหากใครบนกับโนราไว้ ก็ต้องมาทำการแก้บนและพิธีว่ากลอน 12 คำพลัด คือการว่ากลอนที่มีคติสอนใจให้รู้คุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และคติในการดำเนินชีวิต ยังมีพิธี “พิธีเหยียบเสน” คือการรักษาโรคปานด้วยการให้โนราทำพิธีเหยียบไปที่ปานนั้นจนหาย ซึ่งจะมีชาวบ้านพาลูกหลานมาให้โนราทำพิธีรักษาโรคกันหลายคน 

naro11

naro12

nora6

วันสุดท้ายมีพิธีสำคัญคือ “พิธีคล้องหงส์” คณะโนราจะนำเรื่องพระสุธน-มโนราห์มาเล่นแผงกับพิธีกรรมของคนใต้ และ “พิธีแทงเข้” โดยการนำเรื่องไกรทองมาเล่นเพื่อสะเดาะเคราะห์หรือสิ่งไม่ดีให้พ้นไป ตลอดพิธีกรรมชาวบ้านที่นั่งชมพากันหัวเราะออกมาดังลั่นไปทั่ว เพราะมุกตลก ค่ารมณ์ของนักแสดงโนราที่ทำให้พิธีกรรมอันดูน่ากลัวกลายเป็นเรื่องสนุก

naro9

naro10

naro8

nora13

สุดท้ายคือ “พิธีชาครูหมอ” หรือพิธีส่งครู เป็นอันเสร็จพิธีโนราโรงครูทั้งหมด ถ้ามองโนราโรงครูแบบเผินๆอาจคิดว่าเป็นพิธีกรรมที่ดูเคร่งขรึมและเป็นของเก่าที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นว่าพิธีกรรมเหล่านี้สอดแทรกเรื่องราว การรู้คุณครูบาอาจารย์ คติในการดำเนินชีวิต เป็นงานที่จะทำให้ครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา และเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน

nora14

“โนรา” เป็นดังผู้สืบทอดเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของคนใต้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเห็นการแสดงโนราทั่วไปในภาคใต้ทั้งใน พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา ฯลฯ เพราะโนรา คือเครื่องยืนยันวัฒนธรรมอันงดงามของคนใต้มานานหลายชั่วอายุคน

ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


( 0 Votes ) Add a comment
   

ความสนุก ผลุ่บๆ โผล่ๆ ที่บ้านอนุรักษ์แย้

" อะไรนะ ไปดูแย้!!! " คุณคงประหลาดใจ ที่จู่ๆ "นายรอบรู้" ก็ชวนไปดูเจ้าสัตว์ที่หน้าตาเหมือนกิ้งก่าผสมกับตุ๊กแกชนิดนี้ บางคนอาจจะอี๋ แต่เชื่อเถอะ มันน่ารักกว่าที่คิด

บ้านอื่นเห็นแย้คงพากันจับกิน ด้วยมันเป็นเมนูโปรตีนชั้นดีที่คนกินกันมาเนิ่นนาน แต่ที่หมู่บ้านสุพรรณตะไล ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้มาเกือบ 30 ปี จนได้ชื่อว่าเป็น "บ้านอนุรักษ์แย้" น่าจะเป็นแห่งเดียวของไทย และแห่งเดียวในโลก!


ใครไปใครมาจะได้เห็นแย้หลายสิบตัววิ่งไปวิ่งมาอย่างสุขสันต์ที่ลานแย้ ลานดินขนาดประมาณครึ่งสนามบาส แต่มีรูแย้อยู่กว่า 80 รู!! เดี๋ยวแย้ก็วิ่งลงรู เดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมาใหม่ ผลุบๆ โผล่ๆ อย่างนั้นให้เราดูจนเพลินเลยล่ะ

หมู่บ้านอนุรักษ์แย้ อยู่ทางเดียวกับถนนสายดอกปรีดิยาธร ทางหลวง 3502 ห่างจากตลาดสามชุกประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ในช่วงฤดูร้อน มาชมดอกไม้แล้วแวะมาชมแย้ด้วยคราวเดียวกันได้เลย

พี่ม่อน นพมาศ ปานสุวรรณ เล่าที่มาของการอนุรักษ์ให้ฟังว่า ราว 30 ปีก่อน คุณพ่อ-ลุงสิน แตงโสภา นำแย้คู่แรกมาเลี้ยงไว้ ลุงสินตั้งใจจะเลี้ยงไว้ให้ลูกหลานได้ดู และขอให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่ให้จับกิน หลังจากนั้นมันก็ออกลูกออกหลาน แพร่พันธุ์มาจนปัจจุบันมีราว 100 ตัวทั่วหมู่บ้าน จนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

ถ้าอยากมาชม ต้องมาช่วงเช้าเพราะแย้จะออกมาวิ่งเล่นอาบแดดอ่อนๆ ช่วงบ่ายคงร้อนจึงมุดลงรูกันหมด ตอนเย็นก็ดันหินปิดรูเข้านอน  แย้จะโชว์ตัวให้ชมได้ราวเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม เพราะพอเข้าเดือนมิถุนายนมันจะเข้ารูจำศีล

แย้ที่นี่น่ารัก ไม่ดุร้าย ตัวอ้วนพีเพราะมีอาหารให้กินวันละสามมื้อ ชาวบ้านรักมันเหมือนหมาแมว จำได้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน แถมมีชื่อประจำตัวเสียด้วย เช่น น้องพร จารุนี ไมค์ น้องโซเชียล ฯลฯ

อาหารหลักของแย้ที่นี่คือหนอกนก (หนอนที่ใช้เลี้ยงนกกรงหัวจุก) ชาวบ้านให้กินวันละ 3 มื้อ รูไหนมีลูกแย้ ก็จะเอาไปหยอดให้กินก่อน เพราะเดี๋ยวมันแย่งตัวใหญ่กินไม่ทัน ราคาหนอนกิโลกรัมละ 500 บาท นับว่าค่อนข้างสูง นอกจากให้อาหาร ชาวบ้านยังต้องระวังสัตว์อื่นๆ ที่จะมาทำอันตรายแย้ เช่น สุนัข แมว งู พี่ม่อนบอกว่ารู้สึกปลื้มใจทุกครั้งที่เอาอาหารมาให้แล้วเห็นแย้วิ่งออกมากิน แม้วันนี้พ่อจากไปแล้วแต่พี่ม่อนก็ดูแลแย้ต่อมาอย่างดี จนกลายเป็นความผูกพันไปแล้ว

แต่ละตัวจะมีรูของตัวเอง ชาวบ้านเรียกว่า แปว รูมีขนาดเท่ากับตัวของมัน ตอนเย็นๆ มันจะดันก้อนดินมาปิดรูนอน ไม่ให้ตัวอะไรเข้าไปทำร้าย เช้าก็เปิดรูใหม่ หรือตอนใกล้ฝนตกมันจะปิดรู แย้จึงพยากรณ์อากาศให้ชาวบ้านแม่นยำยิ่งกว่ากรมอุตุฯ ถ้าแย้ตัวไหนมัวแต่เที่ยวกลับไม่ทันไปปิดรู มันจะรีบวิ่งเอาตัวไปบังปากรูไม่ให้ฝนเข้า คงเพราะกลัวน้ำขังในรูจนอยู่ไม่ได้ ...นี่อาจเรียกว่า แย้หวงรู

แย้ตัวเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดไม่นานจะอาศัยอยู่รูเดียวกับแม่ก่อน พอโตขึ้นตัวเริ่มใหญ่ แม่แย้จะรอวันฝนตกแล้วไล่ลูกออกไปจากรู ไล่แบบผลักไสไล่ส่งเลยก็ว่าได้ เพื่อให้ลูกไปขุดรูของตัวเอง



สัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มันชอบอาศัยตามพื้นดินร่วนปนทราย ในที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง แย้ตัวผู้มีสีสวยกว่าตัวเมีย แต่ปรับสีของลำตัวตามสภาพแวดล้อมไม่ได้ ในทางนิเวศวิทยา ถือเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อชาวนาชาวไร่ เพราะช่วยกินแมลงตัวเล็กๆ ที่เป็นศัตรูพืช ในขณะเดียวกันก็เป็นอาหารของงู ช่วยให้วงจรธรรมชาติสมดุล

ปัจจุบันจำนวนแย้ลดลงไปทุกที ที่เคยอยู่ในนาก็โดยปุ๋ยยาเคมีเด๊ดสะมอเร่กันไปหมด จนกลายเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ "นายรอบรู้" ก็เพิ่งเห็นแย้ตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรก คงจะดีไม่น้อยถ้าเราช่วยกันอนุรักษ์ไว้คนรุ่นลูกหลานเราได้รู้จักแย้

 

..............................................

 

ขอขอบคุณ งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

" อะไรนะ ไปดูแย้!!! " คุณคงประหลาดใจ ที่จู่ๆ "นายรอบรู้" ก็ชวนไปดูเจ้าสัตว์ที่หน้าตาเหมือนกิ้งก่าผสมกับตุ๊กแกชนิดนี้ บางคนอาจจะอี๋ แต่เชื่อเถอะ มันน่ารักกว่าที่คิด
บ้านอื่นเห็นแย้คงพากันจับกิน ด้วยมันเป็นเมนูโปรตีนชั้นดีที่คนกินกันมาเนิ่นนาน แต่ที่หมู่บ้านสุพรรณตะไล ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้มาเกือบ 30 ปี จนได้ชื่อว่าเป็น "บ้านอนุรักษ์แย้" น่าจะเป็นแห่งเดียวของไทย และแห่งเดียวในโลก!
ใครไปใครมาจะได้เห็นแย้หลายสิบตัววิ่งไปวิ่งมาอย่างสุขสันต์ที่ลานแย้ ลานดินขนาดประมาณครึ่งสนามบาส แต่มีรูแย้อยู่กว่า 80 รู!! เดี๋ยวแย้ก็วิ่งลงรู เดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมาใหม่ ผลุบๆ โผล่ๆ อย่างนั้นให้เราดูจนเพลินเลยล่ะ
หมู่บ้านอนุรักษ์แย้ อยู่ทางเดียวกับถนนสายดอกปรีดิยาธร ทางหลวง 3502 ห่างจากตลาดสามชุกประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ในช่วงฤดูร้อน มาชมดอกไม้แล้วแวะมาชมแย้ด้วยคราวเดียวกันได้เลย
พี่ม่อน นพมาศ ปานสุวรรณ เล่าที่มาของการอนุรักษ์ให้ฟังว่า ราว 30 ปีก่อน คุณพ่อ-ลุงสิน แตงโสภา นำแย้คู่แรกมาเลี้ยงไว้ ลุงสินตั้งใจจะเลี้ยงไว้ให้ลูกหลานได้ดู และขอให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่ให้จับกิน หลังจากนั้นมันก็ออกลูกออกหลาน แพร่พันธุ์มาจนปัจจุบันมีราว 100 ตัวทั่วหมู่บ้าน จนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา
ถ้าอยากมาชม ต้องมาช่วงเช้าเพราะแย้จะออกมาวิ่งเล่นอาบแดดอ่อนๆ ช่วงบ่ายคงร้อนจึงมุดลงรูกันหมด ตอนเย็นก็ดันหินปิดรูเข้านอน  แย้จะโชว์ตัวให้ชมได้ราวเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม เพราะพอเข้าเดือนมิถุนายนมันจะเข้ารูจำศีล
แย้ที่นี่น่ารัก ไม่ดุร้าย ตัวอ้วนพีเพราะมีอาหารให้กินวันละสามมื้อ ชาวบ้านรักมันเหมือนหมาแมว จำได้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน แถมมีชื่อประจำตัวเสียด้วย เช่น น้องพร จารุนี ไมค์ น้องโซเชียล ฯลฯ
อาหารหลักของแย้ที่นี่คือหนอกนก (หนอนที่ใช้เลี้ยงนกกรงหัวจุก) ชาวบ้านให้กินวันละ 3 มื้อ รูไหนมีลูกแย้ ก็จะเอาไปหยอดให้กินก่อน เพราะเดี๋ยวมันแย่งตัวใหญ่กินไม่ทัน ราคาหนอนกิโลกรัมละ 500 บาท นับว่าค่อนข้างสูง นอกจากให้อาหาร ชาวบ้านยังต้องระวังสัตว์อื่นๆ ที่จะมาทำอันตรายแย้ เช่น สุนัข แมว งู พี่ม่อนบอกว่ารู้สึกปลื้มใจทุกครั้งที่เอาอาหารมาให้แล้วเห็นแย้วิ่งออกมากิน แม้วันนี้พ่อจากไปแล้วแต่พี่ม่อนก็ดูแลแย้ต่อมาอย่างดี จนกลายเป็นความผูกพันไปแล้ว
แต่ละตัวจะมีรูของตัวเอง ชาวบ้านเรียกว่า แปว รูมีขนาดเท่ากับตัวของมัน ตอนเย็นๆ มันจะดันก้อนดินมาปิดรูนอน ไม่ให้ตัวอะไรเข้าไปทำร้าย เช้าก็เปิดรูใหม่ หรือตอนใกล้ฝนตกมันจะปิดรู แย้จึงพยากรณ์อากาศให้ชาวบ้านแม่นยำยิ่งกว่ากรมอุตุฯ ถ้าแย้ตัวไหนมัวแต่เที่ยวกลับไม่ทันไปปิดรู มันจะรีบวิ่งเอาตัวไปบังปากรูไม่ให้ฝนเข้า คงเพราะกลัวน้ำขังในรูจนอยู่ไม่ได้ ...นี่อาจเรียกว่า แย้หวงรู
แย้ตัวเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดไม่นานจะอาศัยอยู่รูเดียวกับแม่ก่อน พอโตขึ้นตัวเริ่มใหญ่ แม่แย้จะรอวันฝนตกแล้วไล่ลูกออกไปจากรู ไล่แบบผลักไสไล่ส่งเลยก็ว่าได้ เพื่อให้ลูกไปขุดรูของตัวเอง
สัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มันชอบอาศัยตามพื้นดินร่วนปนทราย ในที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง แย้ตัวผู้มีสีสวยกว่าตัวเมีย แต่ปรับสีของลำตัวตามสภาพแวดล้อมไม่ได้ ในทางนิเวศวิทยา ถือเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อชาวนาชาวไร่ เพราะช่วยกินแมลงตัวเล็กๆ ที่เป็นศัตรูพืช ในขณะเดียวกันก็เป็นอาหารของงู ช่วยให้วงจรธรรมชาติสมดุล
ปัจจุบันจำนวนแย้ลดลงไปทุกที ที่เคยอยู่ในนาก็โดยปุ๋ยยาเคมีเด๊ดสะมอเร่กันไปหมด จนกลายเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ "นายรอบรู้" ก็เพิ่งเห็นแย้ตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรก คงจะดีไม่น้อยถ้าเราช่วยกันอนุรักษ์ไว้คนรุ่นลูกหลานเราได้รู้จักแย้
..............................................
ขอขอบคุณ งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 7 จาก 60