NaiRobRoo.com | เมืองไทยน่าเที่ยว

จิบชาแก้หนาว...ที่บ้านศรีนาป่าน-ตาแวน

หนาวๆ แบบนี้นึกถึงชาร้อนๆ และชาร้อนๆ ก็ทำให้นึกถึงป่าเมี่ยงที่บ้านศรีนาป่าน-ตาแวน บ้านศรีนาป่าน-ตาแวน จ. น่าน เป็นชุมชนที่อพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนาและสิบสองจุไทย ชาวบ้านที่นี่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคุ้นเคยกับการปลูกต้นเมี่ยงเป็นอย่างดี เพราะครั้งที่อพยพมานั้นมีการนำพันธุ์ต้นเมี่ยงหรือชามาปลูกด้วยซึ่งเป็นต้นชาสายพันธุ์เดียวกับ ชาอัสสัม ที่นี่จึงมีการทำเมี่ยงและผลิตภัณฑ์ชายี่ห้อ "ทีพนา"  เป็นชาคุณภาพดี รสชาติกลมกล่อมมากๆ

srinaban12

ต้นชาหรือต้นเมี่ยงที่ป่าห้วยหลวง บ้านศรีนาป่าน-ตาแวนเติบโตดีเพราะอยู่ในดงป่าไม้ใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ ได้รับความชุ่มชื้นจากใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันมานานปี กลายเป็นปุ๋ยชั้นเยี่ยมที่ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี มีพื้นที่การปลูกชาประมาณ 5,000 ไร่ จุดที่ปลูกชาสูงกว่าระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 300-800 เมตร อุณหภูมิ 25-30 องศา 

srinaban3 srinaban4

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวพักโฮมสเตย์ที่บ้านศรีนาป่าน ก็จะได้ชมสวนป่าเมี่ยงและลงมือเก็บใบเมี่ยงด้วยตัวเอง อีกทั้งชมกระบวนการทำเมี่ยงไปจนถึงชมโรงงานการทำชาที่ทั้งสนุกและได้ความรู้แบบตาสว่างกันทั้งวัน เพราะคุณจะได้ทั้งอมเมี่ยงของกินพื้นถิ่นของชาวล้านนา และจิบชาร้อน ชาเย็นกันทั้งวัน

srinaban8 srinaban9

srinaban10 srinaban11

บ้านศรีนาป่านยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ที่นี่อากาศดีมาก แวะมาเรียนรู้ จิบชา ชมป่าเมี่ยงกันได้นะจ๊ะ 

srinaban6

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

>>>อบต.เรือง โทร. 0- 5470 -1033, 08 -9997 -8230 (นายกฯ คุณวิเชียร เขื่อนคง)

>>> สอบต. คุณเฉลียว สมจิต โทร. 08- 9266- 3770


covernan-01



( 0 Votes ) Add a comment
   

มุมธรรมชาติสุดฟิน อิน “แม่แจ่ม” ไม่เช็คอินไม่ได้แล้ว!!!

แม่แจ่ม มันแจ่มอย่างไรก็ต้องลองตาม “นายรอบรู้” ที่จัดมุมสุดฮิต ถ่ายยังไงก็สวย รับรองได้เลย 

>>>นาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียง 

maejam13

maejam11

maejam14

บ้านป่าบงเปียง นาขั้นบันไดที่สามารถชมทิวทัศน์กว่า 180 องศา ด้วยมุมมองที่มีทุ่งนาเป็นฉากหน้า บวกกับกระท่อมหลังเล็กๆ ประปราย ด้านหลังเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน ถ้าหากมาช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกด้วยแล้ว แสงอาทิตย์สีส้มกับทุ่งนาเขียวขจีรวมกับละอองฝนโปรยปรายช่วยให้นาชุ่มชื้นและสวยงามขึ้นไปอีกหลายเท่า หากใครยังนึกภาพไม่ออก น่าจะลองมานอนพักโฮมสเตย์ที่นี่สักคืนที่นี่ก็มีกระท่อมโฮมสเตย์หลังน้อยๆ กับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยสายหมอก ทุ่งนา และธรรมชาติที่งดงามไม่แพ้ที่ใดในโลกเลยจริงๆ 

>>>จุดชมทะเลหมอกบ้านบนนา

maejam4

maejam3

นับเป็นจุดไฮไลท์ของการชมทะเลหมอกที่ผู้มาเยือนแม่แจ่มต้องมาสัมผัส ด้วยมีต้นไม้ใหญ่เป็นแลนมาร์ก ฉากหลังคือขุนเขาที่โอบกอดท้องทุ่งแม่แจ่มเอาไว้ ยิ่งช่วงปลายฝนต้นหนาวสายธารหมอกจะห่มคลุมท้องทุ่งและขุนเขาไว้เหมือนมีม่านสีขาวผืนใหญ่มาบดบัง พอสายลมหนาวพัดมาอาทิตย์ดวงโตเริ่มเผยโฉม สายหมอกจะค่อย ๆ เผยให้เห็นความงดงามเหมือนดั่งฉากรักโรแมนติกในเทพนิยายเชียวล่ะ จุดชมทะเลหมอกบ้านบนนาตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่แจ่มไม่ไกลประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น และห่างออกไปราว 3 กิโลเมตร ก็มีอีกหนึ่งจุดชมวิวที่สวยงามมองเห็นขุนเขาและสายหมอกได้แบบ 360 องศา

>>>ทุ่งดอกบัวตองบ้านดินขาว

maejam1

maejam2

จากตัวเมืองแม่แจ่มไปตามทางหลวงชนบทหมายเลข 4024 เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตามสันเขา บางช่วงขรุขระเป็นหลุมบ่อ บางช่วงก็คลุกฝุ่นบนทางดินลูกรัง ด้วยระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร ที่ดั้นด้นขึ้นมาจนถึงบ้านดินขาว ต. ปางหินฝน ดินแดนทุ่งดอกบัวตอง ที่น้อยคนนักจะเคยมาสัมผัส ดอกบัวตองสีเหลืองสดสะพรั่งบานอวดโฉมตามรายทางและขึ้นห่มคลุมบนเนินเขา รับสายลมหนาว เบื้องหลังปรากฎภาพวัดพระมารดานิจจานุเคราะห์หรือที่ชาวแม่แจ่มเรียกว่าโบสถ์เซนต์โยเซฟ ตั้งตระหง่านบนเขาสูงเป็นฉากหลังที่ช่วยให้บรรยากาศดูโรแมนติกเหมือนอยู่เมืองนอก           

>>>สวนเกษตรบ้านโหล่งปง

maejam5

maejam6

maejam7

ใครอยากซื้อผักสด ๆ จากไร่ แนะนำให้มาที่สวนเกษตรบ้านโหล่งปง เป็นสวนเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในแม่แจ่ม ห่างจากตัวเมืองแม่แจ่มไปประมาณ 25 กิโลเมตร บนทางหลวงหมายเลข 1088 มองไปยังสองข้างทางเต็มไปด้วยพืชผักเมืองหนาว ที่ปลูกผัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดปี มีทั้งมะเขือเทศ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว พริกหยวก หอมแดง และพืชผักอีกนานาชนิด แถมยังปลูกมันฝรั่งนับสิบ ๆ ไร่ สามารถแวะซื้อผักสด ๆ คุณภาพดีในราคามิตรภาพที่ส่งตรงจากชาวสวนเกษตรบ้านโหล่งปง 


prachubadverrr

  


( 0 Votes ) Add a comment
   

ชมดอกไม้ ถ่ายรูปสุดชิค ที่งานมหกรรมดอกไม้ดาษดา

งานมหกรรมดอกไม้ "ดาษดา" ที่ดาษดาแกลเลอรี่ อ. เมือง จ.ปราจีนบุรี ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ด้วยคอนเซ็ป “Art in heart แค่เห็นก็เข้าใจ” มีดอกไม้นานาชนิดถูกจัดตกแต่งอย่างสวยงามท่ามกลางบรรยากาศเขาใหญ่ ที่ใครๆก็อยากไปสัมผัสสักครั้ง โดยทาง ดาษดา ได้จัดโซนต่างๆเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงาม และถ่ายภาพกันได้อย่างเต็มที่ วันนี้”นายรอบรู้”จะพาเพื่อนๆไปชมโซนเด่นๆในงานกัน

dadsacover11012016

ทิวเขาใหญ่โอบล้อมทุ่งนาที่ข้าวกำลังตั้งท้องนั้นสวยงามต้องใจนัก บรรยากาศที่นี่ทำให้หลายๆคนถ่ายรูปจนลืมเวลากันเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีศาลาเทวดา ศาลาไม้ขนาดใหญ่ที่สร้างได้อย่างงดงาม ที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินซึ่งเป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศา และพี่หมีตัวใหญ่ให้ได้เซลฟีไปอวดเพื่อนๆกันได้อีก

dadsa12

dadsa14

dadsa11

จากทุ่งดาษดา นั่งรถรับส่งที่บริการอยู่ใกล้ๆไปที่สวนเพื่อนตัวน้อย  เข้าไปสัมผัสบรรยากาศของสัตว์ต่างๆเช่น นกยูง กระต่าย แพะ นกแก้ว และสัตว์ตัวน้อยอีกมากมายได้อย่างใกล้ชิด เพราะมีทางเดินยกระดับผ่านเข้าไปในกรงขนาดใหญ่ จุดนี้เด็กๆจะได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนตัวน้อยท่ามกลางบรรยากาศต้นไม้ น้ำตก ที่เป็นธรรมชาติสุดๆ

dadsa15

dadsa22

dadsa21

dadsa20

ถัดมาที่ Hall B ซึ่งเป็นไฮไลท์ของปีนี้เลยก็ว่าได้ คือการแสดงดอกกล้วยไม้ฟาแลนนอฟซิสในห้องมืด ร่วมกับเทคนิค Mapping และ Interactive Game Design ที่มีทั้งแสงสีเสียงตระการตา ในห้องที่เต็มไปด้วยดอกกล้วยไม้หลายพันดอก เราจะได้เห็นการฉายแสงไปบนดอกกล้วยไม้ และเปลี่ยนสีไปตามจังหวะดนตรีเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยวทุกๆคน โดยจัดแสดงเป็นรอบ รอบละ 15 นาที เริ่มแสดงทุกๆต้นชั่วโมง

dadsa1

dadsa2

dadsa5

dadsa6

ออกจากชมการแสดง ชมกล้วยไม้ฟาเลนอฟซิส ดอกไม้ไฮไลท์ของปีนี้จัดแสดงอยู่ในเรือนกระจกควบคุมอุณภูมิ ซึ่งดอกกล้วยไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่ต้องอาศัยการดูแลและเอาใจใส่เป็นอย่างมาก กว่าที่จะมีดอกให้เราได้ชมนั้นต้องใช้เวลาดูแลถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว ชมดอกไม้และถ่ายรูปกันจนเต็มอิ่ม ใครที่อยากซื้อดอกกล้วยไม้กลับบ้าน ก็สามารถซื้อหากันได้จากตรงนี้ นอกจากจะได้กล้วยไม้กลับบ้านแล้วยังได้ความรู้จากกูรูที่ให้คำปรึกษาอยู่ในร้านอีกด้วย

dadsa7

dadsa9

dadsa10

dadsa4

dadsa13

หากใครมีเวลาต่อที่นี่มีร้านอาหาร ร้านกาแฟบรรยากาศชิคๆบริการ หรือช่วงเย็นแวะไปชมอุโมงเรืองแสงรูปหัวใจ และน้ำพุเต้นระบำอีกหนึ่งจุดแนะนำสำหรับคนชอบแสงไฟยามค่ำคืน รับรองว่าจะได้วันพักผ่อนดีๆไปกับความงามของดอกไม้ และบรรยากาศของ ดาษดาแกลเลอรี่ อย่างแน่นอน 

***************

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก 150 บาท และเด็กที่ความสูงต่ำกว่า 90 ซ.ม.เข้าชมฟรี (ศุกร์– อาทิตย์ 9.00 น. – 19.00 น. , จันทร์ – พฤหัส 9.00 น. – 18.00 น.) หรือโทร 061-404-5000

*************

ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและ ดาษดาแกลเลอรี่

prachubadverrr

 


( 0 Votes ) Add a comment
   

เส้นทางวัดใจคนกล้า... ไต่ภูผาพิชิต “เขาเย็น”

ใครที่เคยเดินเท้าพิชิตยอดดอย คงรู้ว่าหลังการเดินอันยาวนานจบสิ้นลง เราจะรู้สึกถึงความสุข ความทรงจำหมุนย้อนกลับราวกรอม้วนฟิล์ม ภาพต่างๆ ผุดพรายขึ้นมา ...ความลำบากรสขมวันนั้นกลายเป็นความทรงจำรสหวานในวันนี้ 

coverkaoyen

กลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย ที่ดูแลพื้นที่จังหวัดสุโขทัย-กำแพงเพชร ชวน “นายรอบรู้” ไปเดินป่า 3 วัน 2 คืน เพื่อพิชิตยอดเขาเย็น ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า จังหวัดกำแพงเพชร ที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,800 เมตร ระยะทางไปกลับรวมกว่า 13 กิโลเมตร เป็นเส้นทางเดินป่าแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดปีนี้เป็นปีแรก

มีคนกระซิบเตือนล่วงหน้ามาว่า -- โหดน้องๆ โมโกจู 

“นายรอบรู้” มาลุยแล้วบอกได้เพียงว่ายังไม่โหดเท่า แต่ก็ไม่หมูชนิดว่าจะเดินสบาย ผ่านไปง่ายๆ ถ้าเคยเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวมาแล้ว เขาเย็นน่าจะยากกว่าเล็กน้อย ที่แน่ๆ คือเดินสนุกมาก เราเอาใจเข้าสู้ ลากสังขารไปจนถึงยอดเขาเย็นโดยไม่บอบช้ำ (เกินไป) นาทีที่เห็นทิวทัศน์ข้างหน้าสวยงามมันช่างอิ่มใจนัก-ภาษาวัยรุ่นว่า โคตรฟิน! 

เราทำได้ คุณก็ทำได้!

>>>เตรียมพร้อมก่อนลุย

เขาเย็นอยู่ตอนบนสุดของผืนป่าตะวันตก-ป่าผืนใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นแนวเขาขนาดใหญ่ที่กั้นแบ่งเขตแดนจังหวัดกำแพงเพชรกับตาก มียอดหลายยอด ยอดที่สูงสุดอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 เมตร ปัจจุบันยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไป ส่วนยอดที่เพิ่งเปิดให้ขึ้นปีนี้อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,816 เมตร 

kaoyen13

ชาวบ้านแถวนั้นเรียกกันว่า “เขาเย็น” มาเนิ่นนาน ส่วนชาวปกาเกอะญอเรียกว่า “กะเจ๊อคลิ๊” ซึ่งแปลตรงตัวว่าภูเขาที่เย็นเช่นเดียวกัน อากาศบนเขาเย็นทั้งปี ในช่วงฤดูหนาวอาจจะลดเหลือแค่เลขตัวเดียว นอกจากนี้ยังมีลมพัดแรง ดังนั้นใครอยากมานอนตากลมหนาว บอกเลยว่าไม่ผิดหวัง แต่ก่อนที่จะบุกไปพิชิตเขาเย็น สิ่งสำคัญขั้นแรกคือ คุณต้องพิชิตการจองทริปกับอุทยานฯ ให้ได้เสียก่อน! ทางอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ไปจนถึง 31 มีนาคมของทุกปี และ เปิดรอบพิเศษในวันช่วงสงกรานต์ ใช้ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน นับเป็น 1 ทริป ซึ่งแต่ละทริปเปิดรับนักท่องเที่ยวคราวละ 2 กลุ่ม จำนวนไม่เกิน 30 คน โดยต้องจองทางโทรศัพท์ หรือเฟซบุ๊คล่วงหน้าเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวเอง บางกรณีเราอาจขอร่วมไปกับกลุ่มอื่นได้ ถ้าจำนวนคนยังไม่เกิน นอกจากต้องแจ้งชื่อ จำนวนคนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่ต้องแจ้งคือใครมีโรคประจำตัว หรือเคยผ่าตัดหัวใจ ผ่าตัดขา-เข่า เจ้าหน้าที่จะได้ดูแลใกล้ชิด

ราคาเหมาจ่ายนั้นคือค่าจ้างเจ้าหน้าที่และรถรับส่ง ไม่รวมค่าเต๊นท์และอาหารซึ่งเราต้องเตรียมไปเอง ส่วนของใช้ส่วนตัว บอกเลยว่าที่นั่นอากาศหนาว บริเวณจุดพักแรมมีลมแรงมากทั้ง 2 คืน เสื้อกันหนาวจึงควรอุ่นเพียงพอและกันลมได้ มีถุงนอนอุ่นๆ ด้วยยิ่งดี ไฟฉายก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะข้างบนไม่มีไฟฟ้า ส่วนรองเท้าควรยึดเกาะพื้นได้ดีและกระชับ 

kaoyen2

ก่อนเดินขึ้นควรเตรียมน้ำดื่มไปด้วยสัก 1-2 ขวดใหญ่ ด้านบนมีแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นน้ำซับขนาดเล็ก เพียงพอสำหรับการดื่มกินและใช้ประกอบอาหารเท่านั้น ดังนั้นร้อยทั้งร้อย แทบจะไม่ได้อาบน้ำไปตลอด 3 วัน ส่วนห้องน้ำ ไม่ต้องกังวลมากเท่าไร เพราะเจ้าหน้าที่ทำส้วมหลุมไว้บริการบริเวณจุดพักแรม แค่เตรียมอุปกรณ์ชำระความสะอาด เช่น ทิชชูแห้ง-เปียก ไปด้วย แต่ถ้าปวดระหว่างเส้นทาง คงต้องหาหลังพุ่มไม้เหมาะๆ ทำธุระกันเอาเอง 

ทาก คุ่น เห็บ สามตัวร้ายที่นักเดินป่าขยาด ที่นี่มีครบหมด แต่ถ้ามาหลังหมดฝนระยะหนึ่ง ทากจะหายไปด้วย ส่วนคุ่นมีชุกชุมมาก ควรเตรียมสเปรย์ตะไคร้หอมไว้ฉีดป้องกัน เพราะถ้าใครแพ้จะคันเรื้อรังไปอีกนาน ขณะที่เห็บนั้นพบไม่เยอะ เพียงระวังไม่ไปนั่งบนขอนไม้กิ่งไม้แห้งซึ่งเห็บชอบอาศัยอยู่ ก็น่าจะปลอดภัยระดับหนึ่งแล้ว ส่วนสัญญาณโทรศัพท์ มีเฉพาะบริเวณแคมป์พักแรมเท่านั้น แคมป์คืนแรกค่ายสีเขียวโทรได้ ส่วนแคมป์คืนที่ 2 เป็นเวลาของค่ายสีแดง ดังนั้นควรจัดการงานที่คั่งค้างให้เรียบร้อย และบอกคนที่คุณรักไว้ล่วงหน้า!   

>>>วันแรก – ขึ้นสุด-ลงสุด! 

เราเริ่มต้นกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ลงรถแล้วทุกคนต้องเตรียมเป้ของตัวเองรวมทั้งเสบียงส่วนกลางให้พร้อม หลังจากนี้ต้องต่อรถ 4WD ของอุทยานไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ทางที่ดีจึงควรมาถึงอุทยาน ประมาณ 9 โมงเช้า จะไปถึงพอดีกินข้าวเที่ยงแล้วเดินขึ้นได้เลย

kaoyen3

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แจ้งให้ทราบว่าวันแรกเราจะเดินระยะทาง 6 กิโลเมตร แต่เป็น 6 กิโลเมตรที่หนักที่สุด เดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพราะต้องเดินขึ้นสุด-ลงสุด ส่วนวันที่ 2 ระยะทางสั้นกว่า และมีเวลาพักผ่อนตามสบาย  เรานั่งรถเข้าไปทางหมู่บ้านโละโคะ บ้านป่าคา มาถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนวังเจ้า นำของส่วนกลางมาฝากไว้กับลูกหาบ ของส่วนตัวต้องแบกไปเอง หลังจากนั้นก็กินข้าวเที่ยง ก่อนจะเรียงแถวเดินเข้าสู่ป่า

kaoyen4

ช่วงแรก ทางยังไม่โหดมาก จะเดินตัดผ่านป่าดิบชื้นไปเรื่อยๆ ไม่นานนักเราก็มาถึงลำธารแรก เจ้าหน้าที่อุทยานเรียกว่า “คลอง 1” ซึ่งต้องเดินเหยียบก้อนหินข้ามไป ผ่านป่าอีกช่วงหนึ่งจะถึง “คลอง 2” ซึ่งเป็นลำธารเส้นเดียวกัน ผ่านจากคลอง 2 ถือเป็นการเริ่มต้นเส้นทางที่โหดขึ้น จากทางราบเรียบจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทางชัน บางจุดน่าจะเอียงจากพื้นโลกเกือบๆ 70 องศา ต้องค่อยๆ ทรงตัวเดินตามรอยเดิมขึ้นไป หลายครั้งต้องใช้มือช่วยจับก้อนหินพยุงตัว

kaoyen5

เส้นทางตั้งแต่คลอง 2 ผ่านผาหิน มาจนถึงดงต้นกำลังเลือดม้านี้ มีจุดที่ค่อนข้างหวาดเสียวประมาณ 2-3 จุด เพราะเป็นทางเดินแคบๆ ริมเขา เราต้องเอียงตัวเกาะกิ่งไม้เดินไปอย่างใจเย็น ถ้าพลาดก็มีสิทธิกลิ้งลงไปได้ แต่พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานก็คอยดูแลใกล้ชิด ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่โหดที่สุด ใช้ระยะเวลาเดินราวๆ กว่าครึ่งชั่วโมง    จากนั้นผ่านดงเฟิน ถ้าเริ่มสังเกตเห็นป่าหญ้าคาเมื่อไร นั่นหมายความว่าความหฤโหดผ่านไปแล้ว ช่วงนี้ทางเดินไม่สูงชัน เดินต่ออีกหน่อยจะเริ่มเห็นทิวทัศน์เทือกเขาและที่ทำกินของชาวบ้านด้านล่าง ไม่นานนักเราก็ถึงจุดหมายของวันแรก คือลานกางเต๊นท์ ที่พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “แคมป์ดาวบนดิน”

kaoyen6

แคมป์นี้เรากางเต๊นท์กันกลางป่าหญ้าคา ไม่ไกลจากหน้าผา มองไปเห็นทิวทัศน์ด้านทิศตะวันออก ตอนเย็นท้องฟ้าเปลี่ยนเฉดสี เห็นแนวเขาเย็นที่มีหมอกขาวคลอเคลียบนยอด ดูงดงามยิ่ง แต่ที่เป็นไฮไลต์คือช่วงกลางคืน จะมองเห็นแสงไฟจากตัวเมืองกำแพงเพชรส่องแสงระยิบระยับบนพื้น เป็นที่มาของชื่อแคมป์ “ดาวบนดิน” หลังดวงตะวันลับ ราตรีกาลเข้าปกคลุม อากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว เราก่อกองไฟล้อมวงกันกินข้าว กับข้าวร้อนๆ ง่ายๆ อย่างไข่เจียว แกงหยวก ปลาเค็มทอด ก็อร่อยสุดใจในวันที่เหนื่อยล้า

>>>วันที่ 2 – ก้าวไปพิชิตยอดเขาเย็น

“สงสัยต้องมาอีกครั้งแล้วล่ะ” พี่อาดูน อ่อนตาตัน เจ้าหน้าที่อุทยาน พูดทีเล่นทีจริง เมื่อเช้ามืดวันต่อมาท้องฟ้าปิด ดวงตะวันซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก ผ่านไปจนเกือบแปดโมงเราจึงเห็นแสงสีทองเรื่อๆ พระอาทิตย์โผล่มาส่องแสงแวบเดียวก็ลับหายไปอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เป็นภาพแบบที่เราคาดหวัง แต่ก็งดงามไปอีกแบบ อากาศวันนี้เย็นกว่าเมื่อวาน สายลมเย็นเฉียบพัดผ่าน ผืนป่าปกคลุมไปด้วยไอหมอกขาว ราวเก้าโมงเช้าพวกเราออกเดินกันต่อ ขึ้นเขาสูงชันผ่านป่าเมฆหรือป่าดิบเขาระดับสูงที่ชุ่มชื้นด้วยไอหมอก ต้นไม้มีมอส เฟินขึ้นปกคลุมตามกิ่งก้านไปทั่วดังที่ใครเรียกว่า “ต้นไม้ใส่เสื้อ” บรรยากาศดูลึกลับชวนค้นหาเหมือนป่าในเทพนิยาย สายหมอกยังคงเป็นพระเอกของวันนี้ มันเป็นเพื่อนไปตลอดเส้นทาง เราเดินผ่านป่าหญ้าที่สูงท่วมหัว ผ่านดงต้นเฟินไปหยุดพักที่ต้นไม้ใหญ่ ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลทำให้เราไม่ต้องต่อสู้กับความรีบเร่ง มีเวลาแวะถ่ายภาพดอกไม้ข้างทางที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่น ดอกต่างไก่ป่า เทียนดอย เทียนคำ ฯลฯ ถึงจะมีดอกไม้ไม่มาก แต่ก็มีสีสันสวยงาม

kaoyen10

จากแคมป์แรก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ เดินระยะทางราว 2 กิโลเมตร ก็ถึงจุดแวะพักคืนที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่กลางดงเฟิน บนแนวสันเขาที่กั้นแบ่งระหว่างจังหวัดกำแพงเพชรและตาก เหนือระดับน้ำทะเล 1,785 เมตร แนวเขานี้คือส่วนยอดของเขาเย็น โดยที่ยอดสูงสุดที่สูง 1,816 เมตรเหนือนะดับน้ำทะเลนั้นอยู่ใกล้เพียงเดินไปไม่เกิน 5 นาทีก็ถึง

kaoyen11

kaoyen12

บริเวณนี้คือจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามมากอีแห่ง มองเห็นผืนป่าตะวันตกที่กว้างใหญ่โอบล้อมไว้ ยอดไม้เบียดแน่นทึบราวกับผักบล๊อกโคลี มีแนวเขาเรียงตัวเป็นชั้นๆ ไกลสุดสายตาคือแนวเขาถนนธงชัยที่กั้นพรมแดนไทยกับพม่า บางครั้งบางคราวหมอกขาวก็กลืนภาพเบื้องหน้าหายไป

kaoyen8 kaoyen9

ช่วงเย็นๆ เราเห็นเหยี่ยวบินถลาร่อนอย่างสง่าเหนือผืนป่า เห็นแสงไฟรถจากถนนอันไกลลิบ ก่อนที่ท้องฟ้าจะเปลี่ยนเฉดสี และดวงตะวันจะลาลับไปเบื้องหน้า หากได้ชมกับตาจะรู้สึกว่าคุ้มค่าที่ดั้นด้นมาถึง  รุ่งเช้าอีกวันท้องฟ้ายังปิด หมอกลงหนักจนทุกสิ่งทุกอย่างเปียกฉ่ำ ทุกคนถอดใจว่าวันนี้คงไม่เห็นพระอาทิตย์ แต่ชั่วแวบที่ม่านหมอกจางลง เราก็เห็นดวงตะวันสีทองกำลังปรากฎขึ้นตรงขอบฟ้าก่อนที่ม่านหมอกจะบดบังอีกครั้ง มันรวดเร็วจนบางคนไม่ทันกลับไปหยิบกล้องมาถ่าย แต่ก็ยาวนานพอที่จะบันทึกลงในความทรงจำของเราไปอีกแสนนาน แม้จะเป็นเพียงดวงตะวันดวงเดิมที่เห็นอยู่ทุกวัน ทว่าเรื่องราวและความลำบากกว่าจะมาถึงตรงนี้ ทำให้มันมีความหมาย หลังกินข้าวเช้าเสร็จ ถึงเวลาร่ำลายอดเขาเย็นกลับสู่พื้นราบ ซึ่งเป็นการย้อนกลับเส้นทางเดิม ผ่าดงเฟิน ป่าหญ้า ป่าเมฆ แคมป์ดาวบนดิน โค้งที่แสนลาดชันเมื่อตอนขึ้น  

kaoyen13

kaoyen15

บางคราวเรารู้สึกเหมือนเวลาเดินย้อนกลับ ระหว่างนั่งรถกลับจากหน่วยจัดการต้นน้ำขุนวังเจ้ากลับสู่อุทยานฯ เราทั้งดีใจและใจหาย ดีใจที่ได้พิชิตยอดเขาสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ใจหายที่ความสนุกสนานกำลังจบลงแล้ว ภาพภูเขา สายหมอก ป่าเฟิน รอยแผล เรื่องขำๆ และมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมทาง ราวกับถูกมัดรวมแล้วเก็บไว้ในกล่องเล็กๆ ซอกใดซอกหนึ่งของความทรงจำ ปิดป้ายหน้ากล่องว่า “เขาเย็น” เมื่อเปิดกล่องขึ้นมาเมื่อไร ความสุขก็ไหลทะลักออกมา ....อีกครั้งที่เราพบว่า บางครั้งความทรงจำอันแสนมีค่า ก็มาจากประสบการณ์ที่สุดลำบาก!

.................................................... 

รายละเอียดค่าใช้จ่ายการทริปพิชิตยอดเขาเย็น   ทริปละ 10,000 บาท จำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 10 คน/ รวม 1.ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน 2. ค่ารถรับส่ง 3.ค่าเจ้าหน้าที่ดูแลคณะ 2 ท่าน ไม่รวมค่าลูกหาบ (ลูกหาบ 400 บาท/คน/วัน น้ำหนักลูกหาบไม่เกิน 25 กก.)  

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

>>> อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า โทร.  093-7900-935, 091-2897-196, www.facebook.com/Khlongwangchao

>>> การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย โทร. 055-616228-9


coverphutboon-01


 


( 1 Vote ) Add a comment
   

หน้า 8 จาก 59