NaiRobRoo.com | เมืองไทยน่าเที่ยว

โนราโรงครู พิธีกรรมสืบสานตำนานโนรา

โนราโรงครู พิธีกรรมสืบสานตำนานโนรา >>> “โนรา” มหรสพของชาวปักษ์ใต้ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น อยู่กับวิถีชีวิตและเป็นวัฒนธรรมชาวบ้านที่แสดงถึงความศรัทธาในพิธีกรรมอันลึกซึ้ง

nora_cover

“โนราโรงครู” เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อไหว้ครูหมอโนรา-บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เคารพครูบาอาจารย์ ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน วัดท่าแค อ.เมืองพัทลุง มีพิธีโนราโรงครูอันโด่งดังไปทั่วภาคใต้ เพราะเชื่อว่า “พ่อขุนศรีศรัทธา” ปรมาจารย์โนราได้เคยอยู่ที่นี่ พิธีจะจัดขึ้นราวสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ในช่วงปีมีเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น จัดติดต่อกัน 3 – 4 วัน หากมีวันพระมาคั่นระหว่างงาน จะหยุด 1 วัน และทำพิธีในวันถัดไป ปกติจะเริ่มกันในวันพุธ แต่ละวันก็จะมีพิธีกรรมสำคัญและการแสดงโนราให้ความเพลินเพลินอยู่ตลอด

nora2

nora1

เริ่มจากวันที่ 1 “พิธีเบิกโรง”จะมีการเชิญครูหมอโนราให้มาชุมนุม โนราเจ้าพิธีจะนำเครื่องเส้นไหว้ ครูหมอโนราอัญเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษโนรามาสู่โรงพิธี แล้วต่อด้วย “พิธีลงโรง” ที่มีการประโคมดนตรีร่วมด้วย และ “พิธีกาศครู” บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และร้องบทโนราต่างๆ ปิดท้ายด้วย “พิธีชุมนุมครู” จนไปจบที่การรำโนราทั่วไปเพื่อความบันเทิงแก่ชาวบ้านเป็นอันเสร็จพิธี

nora4

nora5

เช้าวันที่สองหลังจากเสร็จพิธีถวายของแล้วก็ต่อด้วย “พิธีไหว้ครู” อัญเชิญครูโนรามาชุมนุม โดยโนราที่มีครู หรือชาวบ้านที่รับครูหมอโนราจะพากันมานั่งในโรงครูแล้วมีการ “จับลง” หรือการเข้าทรง บางคนนั่งตัวตรงนิ่ง บางคนตัวสั่น บางคนก็ยกมือยกไม้ตั้งท่ารำ เร้าบรรยากาศด้วยเสียงดนตรีจากเครื่องห้า (1. ทับ (โทนหรือทับโนรา) 2. กลอง 3. ปี่ใน 4. โหม่ง คือ ฆ้องคู่ 5. ฉิ่ง 6. แตระ หรือ แกระ คือ กรับ) ของวงโนราที่เล่นคลออยู่ตลอดพิธี ความขลังของพิธีทำเอาตัวผมเองขนลุก อีกหนึ่งพิธีคือ “พิธีห่มโพธิ์” ซึ่งจัดเฉพาะที่วัดท่าแคเท่านั้น เป็นการห่มผ้าบูชาต้นโพธิ์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่สถิตของดวงวิญญาณพ่อขุนศรีศรัทธา

nora3

nora7

นอกจากนี้ยังมี “พิธีผูกผ้าตัดจุก” หรือการครอบครูโนรา เชื่อว่าผู้ที่จะเป็นโนราได้นั้นต้องเป็นผู้ที่ขาวสะอาด รักษาศีล และยังไม่แต่งงานจึงสามารถเข้าพิธีนี้ได้ ยังมีพิธีแก้บน ชาวบ้านเชื่อว่าหากใครบนกับโนราไว้ ก็ต้องมาทำการแก้บนและพิธีว่ากลอน 12 คำพลัด คือการว่ากลอนที่มีคติสอนใจให้รู้คุณพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และคติในการดำเนินชีวิต ยังมีพิธี “พิธีเหยียบเสน” คือการรักษาโรคปานด้วยการให้โนราทำพิธีเหยียบไปที่ปานนั้นจนหาย ซึ่งจะมีชาวบ้านพาลูกหลานมาให้โนราทำพิธีรักษาโรคกันหลายคน 

naro11

naro12

nora6

วันสุดท้ายมีพิธีสำคัญคือ “พิธีคล้องหงส์” คณะโนราจะนำเรื่องพระสุธน-มโนราห์มาเล่นแผงกับพิธีกรรมของคนใต้ และ “พิธีแทงเข้” โดยการนำเรื่องไกรทองมาเล่นเพื่อสะเดาะเคราะห์หรือสิ่งไม่ดีให้พ้นไป ตลอดพิธีกรรมชาวบ้านที่นั่งชมพากันหัวเราะออกมาดังลั่นไปทั่ว เพราะมุกตลก ค่ารมณ์ของนักแสดงโนราที่ทำให้พิธีกรรมอันดูน่ากลัวกลายเป็นเรื่องสนุก

naro9

naro10

naro8

nora13

สุดท้ายคือ “พิธีชาครูหมอ” หรือพิธีส่งครู เป็นอันเสร็จพิธีโนราโรงครูทั้งหมด ถ้ามองโนราโรงครูแบบเผินๆอาจคิดว่าเป็นพิธีกรรมที่ดูเคร่งขรึมและเป็นของเก่าที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นว่าพิธีกรรมเหล่านี้สอดแทรกเรื่องราว การรู้คุณครูบาอาจารย์ คติในการดำเนินชีวิต เป็นงานที่จะทำให้ครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา และเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน

nora14

“โนรา” เป็นดังผู้สืบทอดเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของคนใต้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเห็นการแสดงโนราทั่วไปในภาคใต้ทั้งใน พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา ฯลฯ เพราะโนรา คือเครื่องยืนยันวัฒนธรรมอันงดงามของคนใต้มานานหลายชั่วอายุคน

ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


( 0 Votes ) Add a comment
   

ความสนุก ผลุ่บๆ โผล่ๆ ที่บ้านอนุรักษ์แย้

" อะไรนะ ไปดูแย้!!! " คุณคงประหลาดใจ ที่จู่ๆ "นายรอบรู้" ก็ชวนไปดูเจ้าสัตว์ที่หน้าตาเหมือนกิ้งก่าผสมกับตุ๊กแกชนิดนี้ บางคนอาจจะอี๋ แต่เชื่อเถอะ มันน่ารักกว่าที่คิด

บ้านอื่นเห็นแย้คงพากันจับกิน ด้วยมันเป็นเมนูโปรตีนชั้นดีที่คนกินกันมาเนิ่นนาน แต่ที่หมู่บ้านสุพรรณตะไล ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้มาเกือบ 30 ปี จนได้ชื่อว่าเป็น "บ้านอนุรักษ์แย้" น่าจะเป็นแห่งเดียวของไทย และแห่งเดียวในโลก!


ใครไปใครมาจะได้เห็นแย้หลายสิบตัววิ่งไปวิ่งมาอย่างสุขสันต์ที่ลานแย้ ลานดินขนาดประมาณครึ่งสนามบาส แต่มีรูแย้อยู่กว่า 80 รู!! เดี๋ยวแย้ก็วิ่งลงรู เดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมาใหม่ ผลุบๆ โผล่ๆ อย่างนั้นให้เราดูจนเพลินเลยล่ะ

หมู่บ้านอนุรักษ์แย้ อยู่ทางเดียวกับถนนสายดอกปรีดิยาธร ทางหลวง 3502 ห่างจากตลาดสามชุกประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ในช่วงฤดูร้อน มาชมดอกไม้แล้วแวะมาชมแย้ด้วยคราวเดียวกันได้เลย

พี่ม่อน นพมาศ ปานสุวรรณ เล่าที่มาของการอนุรักษ์ให้ฟังว่า ราว 30 ปีก่อน คุณพ่อ-ลุงสิน แตงโสภา นำแย้คู่แรกมาเลี้ยงไว้ ลุงสินตั้งใจจะเลี้ยงไว้ให้ลูกหลานได้ดู และขอให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่ให้จับกิน หลังจากนั้นมันก็ออกลูกออกหลาน แพร่พันธุ์มาจนปัจจุบันมีราว 100 ตัวทั่วหมู่บ้าน จนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

ถ้าอยากมาชม ต้องมาช่วงเช้าเพราะแย้จะออกมาวิ่งเล่นอาบแดดอ่อนๆ ช่วงบ่ายคงร้อนจึงมุดลงรูกันหมด ตอนเย็นก็ดันหินปิดรูเข้านอน  แย้จะโชว์ตัวให้ชมได้ราวเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม เพราะพอเข้าเดือนมิถุนายนมันจะเข้ารูจำศีล

แย้ที่นี่น่ารัก ไม่ดุร้าย ตัวอ้วนพีเพราะมีอาหารให้กินวันละสามมื้อ ชาวบ้านรักมันเหมือนหมาแมว จำได้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน แถมมีชื่อประจำตัวเสียด้วย เช่น น้องพร จารุนี ไมค์ น้องโซเชียล ฯลฯ

อาหารหลักของแย้ที่นี่คือหนอกนก (หนอนที่ใช้เลี้ยงนกกรงหัวจุก) ชาวบ้านให้กินวันละ 3 มื้อ รูไหนมีลูกแย้ ก็จะเอาไปหยอดให้กินก่อน เพราะเดี๋ยวมันแย่งตัวใหญ่กินไม่ทัน ราคาหนอนกิโลกรัมละ 500 บาท นับว่าค่อนข้างสูง นอกจากให้อาหาร ชาวบ้านยังต้องระวังสัตว์อื่นๆ ที่จะมาทำอันตรายแย้ เช่น สุนัข แมว งู พี่ม่อนบอกว่ารู้สึกปลื้มใจทุกครั้งที่เอาอาหารมาให้แล้วเห็นแย้วิ่งออกมากิน แม้วันนี้พ่อจากไปแล้วแต่พี่ม่อนก็ดูแลแย้ต่อมาอย่างดี จนกลายเป็นความผูกพันไปแล้ว

แต่ละตัวจะมีรูของตัวเอง ชาวบ้านเรียกว่า แปว รูมีขนาดเท่ากับตัวของมัน ตอนเย็นๆ มันจะดันก้อนดินมาปิดรูนอน ไม่ให้ตัวอะไรเข้าไปทำร้าย เช้าก็เปิดรูใหม่ หรือตอนใกล้ฝนตกมันจะปิดรู แย้จึงพยากรณ์อากาศให้ชาวบ้านแม่นยำยิ่งกว่ากรมอุตุฯ ถ้าแย้ตัวไหนมัวแต่เที่ยวกลับไม่ทันไปปิดรู มันจะรีบวิ่งเอาตัวไปบังปากรูไม่ให้ฝนเข้า คงเพราะกลัวน้ำขังในรูจนอยู่ไม่ได้ ...นี่อาจเรียกว่า แย้หวงรู

แย้ตัวเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดไม่นานจะอาศัยอยู่รูเดียวกับแม่ก่อน พอโตขึ้นตัวเริ่มใหญ่ แม่แย้จะรอวันฝนตกแล้วไล่ลูกออกไปจากรู ไล่แบบผลักไสไล่ส่งเลยก็ว่าได้ เพื่อให้ลูกไปขุดรูของตัวเอง



สัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มันชอบอาศัยตามพื้นดินร่วนปนทราย ในที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง แย้ตัวผู้มีสีสวยกว่าตัวเมีย แต่ปรับสีของลำตัวตามสภาพแวดล้อมไม่ได้ ในทางนิเวศวิทยา ถือเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อชาวนาชาวไร่ เพราะช่วยกินแมลงตัวเล็กๆ ที่เป็นศัตรูพืช ในขณะเดียวกันก็เป็นอาหารของงู ช่วยให้วงจรธรรมชาติสมดุล

ปัจจุบันจำนวนแย้ลดลงไปทุกที ที่เคยอยู่ในนาก็โดยปุ๋ยยาเคมีเด๊ดสะมอเร่กันไปหมด จนกลายเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ "นายรอบรู้" ก็เพิ่งเห็นแย้ตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรก คงจะดีไม่น้อยถ้าเราช่วยกันอนุรักษ์ไว้คนรุ่นลูกหลานเราได้รู้จักแย้

 

..............................................

 

ขอขอบคุณ งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

" อะไรนะ ไปดูแย้!!! " คุณคงประหลาดใจ ที่จู่ๆ "นายรอบรู้" ก็ชวนไปดูเจ้าสัตว์ที่หน้าตาเหมือนกิ้งก่าผสมกับตุ๊กแกชนิดนี้ บางคนอาจจะอี๋ แต่เชื่อเถอะ มันน่ารักกว่าที่คิด
บ้านอื่นเห็นแย้คงพากันจับกิน ด้วยมันเป็นเมนูโปรตีนชั้นดีที่คนกินกันมาเนิ่นนาน แต่ที่หมู่บ้านสุพรรณตะไล ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้มาเกือบ 30 ปี จนได้ชื่อว่าเป็น "บ้านอนุรักษ์แย้" น่าจะเป็นแห่งเดียวของไทย และแห่งเดียวในโลก!
ใครไปใครมาจะได้เห็นแย้หลายสิบตัววิ่งไปวิ่งมาอย่างสุขสันต์ที่ลานแย้ ลานดินขนาดประมาณครึ่งสนามบาส แต่มีรูแย้อยู่กว่า 80 รู!! เดี๋ยวแย้ก็วิ่งลงรู เดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมาใหม่ ผลุบๆ โผล่ๆ อย่างนั้นให้เราดูจนเพลินเลยล่ะ
หมู่บ้านอนุรักษ์แย้ อยู่ทางเดียวกับถนนสายดอกปรีดิยาธร ทางหลวง 3502 ห่างจากตลาดสามชุกประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ในช่วงฤดูร้อน มาชมดอกไม้แล้วแวะมาชมแย้ด้วยคราวเดียวกันได้เลย
พี่ม่อน นพมาศ ปานสุวรรณ เล่าที่มาของการอนุรักษ์ให้ฟังว่า ราว 30 ปีก่อน คุณพ่อ-ลุงสิน แตงโสภา นำแย้คู่แรกมาเลี้ยงไว้ ลุงสินตั้งใจจะเลี้ยงไว้ให้ลูกหลานได้ดู และขอให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่ให้จับกิน หลังจากนั้นมันก็ออกลูกออกหลาน แพร่พันธุ์มาจนปัจจุบันมีราว 100 ตัวทั่วหมู่บ้าน จนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา
ถ้าอยากมาชม ต้องมาช่วงเช้าเพราะแย้จะออกมาวิ่งเล่นอาบแดดอ่อนๆ ช่วงบ่ายคงร้อนจึงมุดลงรูกันหมด ตอนเย็นก็ดันหินปิดรูเข้านอน  แย้จะโชว์ตัวให้ชมได้ราวเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม เพราะพอเข้าเดือนมิถุนายนมันจะเข้ารูจำศีล
แย้ที่นี่น่ารัก ไม่ดุร้าย ตัวอ้วนพีเพราะมีอาหารให้กินวันละสามมื้อ ชาวบ้านรักมันเหมือนหมาแมว จำได้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน แถมมีชื่อประจำตัวเสียด้วย เช่น น้องพร จารุนี ไมค์ น้องโซเชียล ฯลฯ
อาหารหลักของแย้ที่นี่คือหนอกนก (หนอนที่ใช้เลี้ยงนกกรงหัวจุก) ชาวบ้านให้กินวันละ 3 มื้อ รูไหนมีลูกแย้ ก็จะเอาไปหยอดให้กินก่อน เพราะเดี๋ยวมันแย่งตัวใหญ่กินไม่ทัน ราคาหนอนกิโลกรัมละ 500 บาท นับว่าค่อนข้างสูง นอกจากให้อาหาร ชาวบ้านยังต้องระวังสัตว์อื่นๆ ที่จะมาทำอันตรายแย้ เช่น สุนัข แมว งู พี่ม่อนบอกว่ารู้สึกปลื้มใจทุกครั้งที่เอาอาหารมาให้แล้วเห็นแย้วิ่งออกมากิน แม้วันนี้พ่อจากไปแล้วแต่พี่ม่อนก็ดูแลแย้ต่อมาอย่างดี จนกลายเป็นความผูกพันไปแล้ว
แต่ละตัวจะมีรูของตัวเอง ชาวบ้านเรียกว่า แปว รูมีขนาดเท่ากับตัวของมัน ตอนเย็นๆ มันจะดันก้อนดินมาปิดรูนอน ไม่ให้ตัวอะไรเข้าไปทำร้าย เช้าก็เปิดรูใหม่ หรือตอนใกล้ฝนตกมันจะปิดรู แย้จึงพยากรณ์อากาศให้ชาวบ้านแม่นยำยิ่งกว่ากรมอุตุฯ ถ้าแย้ตัวไหนมัวแต่เที่ยวกลับไม่ทันไปปิดรู มันจะรีบวิ่งเอาตัวไปบังปากรูไม่ให้ฝนเข้า คงเพราะกลัวน้ำขังในรูจนอยู่ไม่ได้ ...นี่อาจเรียกว่า แย้หวงรู
แย้ตัวเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดไม่นานจะอาศัยอยู่รูเดียวกับแม่ก่อน พอโตขึ้นตัวเริ่มใหญ่ แม่แย้จะรอวันฝนตกแล้วไล่ลูกออกไปจากรู ไล่แบบผลักไสไล่ส่งเลยก็ว่าได้ เพื่อให้ลูกไปขุดรูของตัวเอง
สัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มันชอบอาศัยตามพื้นดินร่วนปนทราย ในที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง แย้ตัวผู้มีสีสวยกว่าตัวเมีย แต่ปรับสีของลำตัวตามสภาพแวดล้อมไม่ได้ ในทางนิเวศวิทยา ถือเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อชาวนาชาวไร่ เพราะช่วยกินแมลงตัวเล็กๆ ที่เป็นศัตรูพืช ในขณะเดียวกันก็เป็นอาหารของงู ช่วยให้วงจรธรรมชาติสมดุล
ปัจจุบันจำนวนแย้ลดลงไปทุกที ที่เคยอยู่ในนาก็โดยปุ๋ยยาเคมีเด๊ดสะมอเร่กันไปหมด จนกลายเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ "นายรอบรู้" ก็เพิ่งเห็นแย้ตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรก คงจะดีไม่น้อยถ้าเราช่วยกันอนุรักษ์ไว้คนรุ่นลูกหลานเราได้รู้จักแย้
..............................................
ขอขอบคุณ งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

( 0 Votes ) Add a comment
   

สิมิลัน...ใครว่าไปยาก

สิมิลัน...ใครว่าไปยาก>>>อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันกันอีกสักแห่ง ข่าวว่าน้ำทะเลใสปิ๊ง หาดทรายขาวละเอียดเนียนฝ่าเท้า ทำให้อดใจไม่ไหวต้องไปเยือนให้ได้ ไม่อย่างนั้นกลับไปอายเขาตาย...

sililancover

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันตั้งอยู่ในเขตอำเภอท้ายเหมือง มีพื้นที่ทั้งหมด 140 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่เกาะราว 26 ตารางกิโลเมตร “สิมิลัน” เป็นภาษายาวี แปลว่าเก้า เนื่องจากในอดีตชาวเรือนับหมู่เกาะเหล่านี้ได้เก้าเกาะ แต่จริงๆ แล้วมีมากเกาะกว่านั้น หากเรียงลำดับจากทิศใต้ขึ้นไปทางเหนือจะมีเกาะต่างๆ ดังนี้ เกาะหนึ่ง (เกาะหูยง) เกาะสอง (เกาะปาหยัง) เกาะสาม (เกาะปาหยัน) เกาะสี่ (เกาะเมียง) เกาะห้า เกาะหก เกาะเจ็ด (เกาะปายู) หินปูซาร์ เกาะแปด (เกาะสิมิลัน) และเกาะเก้า (เกาะบางู) เนื่องจากมีการสำรวจหมู่เกาะเป็นครั้งแรกบนเกาะแปด เกาะนี้จึงได้ชื่อว่าสิมิลันตามชื่ออุทยานฯ ปัจจุบันได้มีการผนวกเกาะบอนและเกาะตาชัยเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานฯ ด้วยพร้อมกันหรือยัง?

sililan4

sililan1

sililan2

ได้เวลาเรือออกแล้ว Let’s go to the sea ! การเดินทางสู่เกาะสิมิลัน พวกเรายังคงใช้บริการของบริษัททัวร์ เพราะเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายที่สุดแล้ว เช้านี้เราเดินทางไปกับบริษัทเลิฟ อันดามัน จำกัด โดยออกจากบริเวณท่าเรือทับละมุซึ่งมีหลายบริษัททัวร์ให้บริการอยู่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันอยู่ห่างจากแผ่นดินประมาณ 70 กิโลเมตร เดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ตราว 1 ชั่วโมงครึ่งพวกเราก็ได้เหยียบผืนทรายเนื้อนุ่มท่ามกลางน้ำทะเลใสๆ กันแล้ว พักใหญ่ภาพหินปูซาร์ ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เกาะนี้มีขนาดเล็กที่สุดในหมู่เกาะสิมิลัน ใต้น้ำมีลักษณะเป็นหุบเหวเต็มไปด้วยปะการัง วันไหนโชคดีนักท่องเที่ยวจะพบกับฝูงปลาสากว่ายวนเวียนมาให้ชม

sililan5

sililan3

จากหินปูซาร์เรือมุ่งหน้าสู่เกาะสี่ (เกาะเมียง) เพื่อนำลูกทัวร์ทุกคนเข้าเช็กอินที่บ้านพักอุทยานฯ แล้วแยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัย เกาะสี่เป็นที่ตั้งของที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ สล. 1 (เกาะเมียง) บนเกาะจึงมีทั้งร้านอาหาร บ้านพัก ที่กางเต็นท์ ห้องน้ำ และ Wi-Fi ให้บริการบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

sililan10

ที่เที่ยวบนเกาะสี่ที่เดินไปเที่ยวได้คือหาดเล็ก อยู่ห่างจากศูนย์บริการฯ ประมาณ 500 เมตร แม้เป็นเพียงหาดทรายเล็กๆ แต่นักท่องเที่ยวก็ให้ความสนใจไม่น้อย เพราะทรายขาวละเอียด น้ำทะเลใส คลื่นไม่แรง ลงเล่นน้ำได้สนุกสนาน ทั้งยังลงดำน้ำตื้นชมปะการังได้ด้วย มีปลาสวยงามหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาการ์ตูน ปลาผีเสื้อ หรือปลาสินสมุทร

sililan6

sililan8

อีกจุดคือจุดชมทิวทัศน์ลานข้าหลวง ใช้เส้นทางเดียวกับไปหาดเล็ก โดยทางขึ้นอยู่ทางขวามือก่อนถึงตัวหาด ทางเดินค่อนข้างลาดชัน ต้องระมัดระวังพอสมควร แต่ทางอุทยานฯ ก็ทำเชือกไว้ให้ยึดเกาะตลอดทาง ช่วยในการทรงตัวได้มาก ถึงอย่างนั้นกว่าจะเดินขึ้นมาถึงก็หอบแล้วหอบอีก ต้องหยุดเดินเพื่อเติมออกซิเจนให้เต็มปอดเป็นพักๆ ทว่าความงามที่พบถือว่าคุ้มค่าเพราะได้เห็นทิวทัศน์ท้องทะเลหมู่เกาะสิมิลันอันสวยงามอย่างเต็มตา ชื่นใจจนไม่อยากกลับลงไป เจ้าหน้าที่บอกว่าในวันฟ้าเปิด จุดนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ไม่ควรพลาดอีกด้วย

sililan12

วันรุ่งขึ้นอากาศบนเกาะสี่ชวนให้เราต้องตื่นแต่เช้าออกมาเดินเล่นบริเวณหน้าหาด อาบแดดยามเช้า หลังอาหารเช้าอันแสนอร่อยก็พร้อมออกเดินทางสู่เกาะแปด เกาะอันเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นและมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหมู่เกาะสิมิลัน มีอ่าวเกือกม้าเป็นชายหาดยาวและสวยที่สุดของเกาะ จุดหมายของนักท่องเที่ยวเมื่อเหยียบเกาะแปดคือการปีนป่ายก้อนหินลูกโตขึ้นไปยังจุดชมทิวทัศน์หินเรือใบ ถ่ายรูป สร้างแลนด์มาร์กกัน ทางอุทยานฯ ทำเชือกให้นักท่องเที่ยวยึดเกาะไปตลอด เพราะเส้นทางทั้งลาดชันและแคบ เดินค่อนข้างลำบาก

sililan7

sililan9

ด้านบนถือเป็นจุดชมทิวทัศน์ท้องทะเลสิมิลันที่สวยงาม มองเห็นอ่าวเกือกม้า ได้ทั้งเวิ้งอ่าว ก่อนโบกมือลาหมู่เกาะสิมิลัน ใครที่ยังไม่หมดแรงก็ลงดำน้ำในอีกหนึ่งจุด นั่นคือเกาะเก้า (เกาะบางู) ซึ่งมีกองหินคริสต์มาสพอยต์เป็นไฮไลต์ ส่วนคนที่ลงดำน้ำลึกก็พบทั้งปลาไหลริบบิ้นสีฟ้า กั้งตั๊กแตน ฉลามสีเทา ฉลามครีบขาว และกระเบนราหู


>>>อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะสิมิลัน โทร. 0-7659-5044 ช่วงเวลาท่องเที่ยว16 พฤศจิกายน-15พฤษภาคม เท่านั้น ไฟฟ้าบนเกาะเปิดเวลา 18.00-06.00 น. <<<

huanhinboost-01



( 0 Votes ) Add a comment
   

ไปเที่ยวย่านเก่าเมืองสงขลากันคุณขา...

ไปเที่ยวย่านเก่ากันคุณขา...ถึงสงขลาแล้วต้องห้ามพลาด>>> ย่านเก่าของเมืองสงขลาที่กำลังจะพาไปเดินเที่ยวนั้น ปัจจุบันได้รับการประกาศให้เป็นเมืองเก่า 1 ใน10 เมืองของไทย เพราะมีคุณลักษณะพิเศษทางศิลปะ สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย ทั้งไทย จีน และมุสลิม ซึ่งได้รับการผสมผสานกันอย่างลงตัวมาหลายร้อยปี จึงมีการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเก่าสงขลาเน้นการท่องเที่ยวให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวของท้องถิ่นและสร้างสีสันทางการท่องเที่ยวด้วยศิลปะบริเวณย่านเมืองเก่าสงขลา ตามโครงการศิลปะข้างถนน หรือ “สตรีทอาร์ต” ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่แล้ว ยังช่วยอนุรักษ์ และฟื้นฟูเมืองเก่าสงขลาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

coversongklacity 

>>>เดินทอดน่องส่องถนนสามสาย ...ถ. นางงาม ถ. นครนอก ถ. นครใน

ถนนทั้งสามสายเป็นถนนสายสั้นๆ ในตัวเมืองเทศบาลสงขลาที่สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้ ในอดีตมีความคำคัญมากเพราะเป็นท่าเรือจอดเรือสินค้าและท่าเรือประมง ปัจจุบันถนนหนทางเจริญขึ้นมากท่าเรือแห่งนี้ก็ซบเซาไปตามกาลเวลา แต่ทว่าความสวยงามของบ้านเก่าและย่านการค้าที่เจริญยังหลงเหลืออยู่

songklacity12 songklacity13 songklacity14

ที่นี่จึงเป็นย่านเดินชมสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลและของกินพื้นถิ่นแสนอร่อยที่หากได้มาเดินรับรองว่าเพลินมากๆ เริ่มที่ถ. นครนอก และนครใน สองฟากถนนจะเต็มไปด้วยบ้านเรือนยุคเก่าและตึกแถวแบบโคโลเนียลในสมัยร. 4 และร. 5 มีการผสมผสานระหว่างงานไม้และปูนปั้น จับจ้องที่กรอบหน้าต่าง และประตูของบ้านแต่ละหลังให้ดี เพราะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อย ซ่อนอยู่เอาไว้ได้น่าชมยิ่งนัก

songklacity7 songklacity5 songklacity2

songklacity1 songklacity3 songklacity6

เดินๆ แล้วหิวแนะนำให้ลัดเลาะออกไปที่ถ. นางงาม ถนนเส้นนี้มีแต่ของอร่อยไม่ว่าจะเป็นสตูหมูที่ร้านเกียดฝั่ง ไอศกรีมไข่แข็งร้านบันหลีเฮง ร้านจิ่นกั๊วหยวน(ไอศกรีมไอยิว) ก๋วยเตี๋ยวหมูใต้โรงงิ้ว ที่มีความโดดเด่นเรื่องน้ำซุปและการมุดเข้าไปนั่งกินกันแบบจุ้มปุ๊กกระกระจุกตัวรวมกัน ปิดท้ายด้วยการตามหาภาพ Graffiti สวยๆ ตามกำแพงตึกเก่าที่ซ่อนตัวอยู่ตามตึกต่างๆ บนถ. นางงาม ซึ่งผู้คนที่อยู่ในภาพวาดนั้นล้วนแต่มีตัวตนจริงๆ ทั้งนั้นด้วย

songklacity9 songklacity10

>>>เรียนรู้ความเป็นสงขลาที่หับ โห้ หิ้น ...โรงสีแดงแห่งการเรียนรู้

โรงสีข้าวเก่าริมทะเลสาบสงขลา ภาษาฮกเกี้ยนแปลว่า สามัคคี กลมเกลียว เจริญรุ่งเรือง ในอดีตนั้นเป็นทั้งโรงสีข้าว โรงน้ำแข็ง โกดังเก็บยางพารา และท่าเรือประมงขนาดเล็กในยุคพ.ศ. 2457-2490 ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขอคุณสุชาติ รัตนปราการ หลานขุนราชกิจจารี(จุ่นเลี้ยง ลิ้มเสาวพฤกษ์) เจ้าของเดิมผู้ก่อตั้งโรงสีแห่งนี้

songklacity21

songklacity22

ด้วยความที่เจ้าของยังเก็บรักษาสัญญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองในอดีตเอาไว้ โรงสีแดงสดสุดถนนนางงามจึงเป็นเหมือนแหล่งเรียนรู้เล็กๆ ในการเป็นย่านค้าขายของชาวจีนฮกเกี้ยน เป็นที่ตั้งของภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม

songklacity23

ภายในมีนิทรรศการภาพถ่ายและเรื่องเล่าความเป็นเมืองสงขลาเอาไว้ให้ชม อีกทั้งยังเป็น SONGKHLA SMART CENTER ที่ทาง TK PARK (สำนักงานอุทยานการเรียนรู้)ได้เข้ามาปรับปรุงพื้นที่บางส่วนที่ทางเจ้าของได้มอบให้ปรับปรุงเป็นห้องสมุดมีชีวิตเบื้องต้นก่อนการจัดตั้งอุทยานการเรียนรู้นครสงขลา หรือ Songkhla Smart Center พื้นที่แห่งการเรียนรู้ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองสงขลาที่จะเปิดให้บริการในอีกสองปีข้างหน้า

songkla24 songklacity25 songklacity26

>>>กินอาหารร้านแต้เฮี้ยงอิ๊ว ...หรอยระดับเหลาร้านเก่าแก่บนถนนนางงาม

(เปิดวันละ 2 ช่วง คือเวลา 11.30-14.00 น. และเวลา 17.00-20.00 น. โทร.0-7431-1505)


จัดเป็นร้านอาหารจีนเก่าแก่คู่เมืองสงขลามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2480 แม้จะเป็นอาคารสองคูหาติดกันไม่ใหญ่โตโอ่อ่าแต่การันตีความอร่อยได้จากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่ต่างแวะเวียนกันมากินไม่เคยขาดสายตั้งแต่ร้านเปิดจนร้านปิด จากเด็ดร้านนี้คือต้มยำแห้งปลากะพง รสชาติกลมกล่อมทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ด แถมมีน้ำขลุกขลิกมาหน่อยๆ ให้คลุกเข้าร้อนๆ เพิ่มระดับความอร่อย

songklacity16

songklacity15

อีกจานเป็นเนื้อปูผัดพริกขี้หนู หน้าตาและสีสันดูธรรมดาแต่ทว่ารสชาติจัดจ้านเกินบรรยาย เต็มปากเต็มคำกับเนื้อปูเน้นๆ นำมาผัดคั่วกับพริกขี้หนูสวนบุบพอแหลกแลปรุงรสนิดหน่อยๆ ให้ความหวานหอมของเนื้อปูคั่วยังคงอยู่

songklacity17 songklacity18 songklacity20

สุดท้ายที่ยำมะม่วงเบา มาถึงถิ่นใต้ต้องกินมะม่วงเบา จานนี้ซอยมะม่วงจนเป็นฝอย คลุกเคล้ากับกุ้งแห้งป่น หอมแดงซอย พริกขี้หนูสวนซอย เติมรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา ขอบอกเลยว่าแซ่บจนไม่อยากแบ่งใคร

 

ขอบคุณ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)

prachubadverrr



( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 9 จาก 61