NaiRobRoo.com | เมืองไทยน่าเที่ยว

เส้นทางวัดใจคนกล้า... ไต่ภูผาพิชิต “เขาเย็น”

ใครที่เคยเดินเท้าพิชิตยอดดอย คงรู้ว่าหลังการเดินอันยาวนานจบสิ้นลง เราจะรู้สึกถึงความสุข ความทรงจำหมุนย้อนกลับราวกรอม้วนฟิล์ม ภาพต่างๆ ผุดพรายขึ้นมา ...ความลำบากรสขมวันนั้นกลายเป็นความทรงจำรสหวานในวันนี้ 

coverkaoyen

กลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย ที่ดูแลพื้นที่จังหวัดสุโขทัย-กำแพงเพชร ชวน “นายรอบรู้” ไปเดินป่า 3 วัน 2 คืน เพื่อพิชิตยอดเขาเย็น ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า จังหวัดกำแพงเพชร ที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,800 เมตร ระยะทางไปกลับรวมกว่า 13 กิโลเมตร เป็นเส้นทางเดินป่าแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดปีนี้เป็นปีแรก

มีคนกระซิบเตือนล่วงหน้ามาว่า -- โหดน้องๆ โมโกจู 

“นายรอบรู้” มาลุยแล้วบอกได้เพียงว่ายังไม่โหดเท่า แต่ก็ไม่หมูชนิดว่าจะเดินสบาย ผ่านไปง่ายๆ ถ้าเคยเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวมาแล้ว เขาเย็นน่าจะยากกว่าเล็กน้อย ที่แน่ๆ คือเดินสนุกมาก เราเอาใจเข้าสู้ ลากสังขารไปจนถึงยอดเขาเย็นโดยไม่บอบช้ำ (เกินไป) นาทีที่เห็นทิวทัศน์ข้างหน้าสวยงามมันช่างอิ่มใจนัก-ภาษาวัยรุ่นว่า โคตรฟิน! 

เราทำได้ คุณก็ทำได้!

>>>เตรียมพร้อมก่อนลุย

เขาเย็นอยู่ตอนบนสุดของผืนป่าตะวันตก-ป่าผืนใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นแนวเขาขนาดใหญ่ที่กั้นแบ่งเขตแดนจังหวัดกำแพงเพชรกับตาก มียอดหลายยอด ยอดที่สูงสุดอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 เมตร ปัจจุบันยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไป ส่วนยอดที่เพิ่งเปิดให้ขึ้นปีนี้อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,816 เมตร 

kaoyen13

ชาวบ้านแถวนั้นเรียกกันว่า “เขาเย็น” มาเนิ่นนาน ส่วนชาวปกาเกอะญอเรียกว่า “กะเจ๊อคลิ๊” ซึ่งแปลตรงตัวว่าภูเขาที่เย็นเช่นเดียวกัน อากาศบนเขาเย็นทั้งปี ในช่วงฤดูหนาวอาจจะลดเหลือแค่เลขตัวเดียว นอกจากนี้ยังมีลมพัดแรง ดังนั้นใครอยากมานอนตากลมหนาว บอกเลยว่าไม่ผิดหวัง แต่ก่อนที่จะบุกไปพิชิตเขาเย็น สิ่งสำคัญขั้นแรกคือ คุณต้องพิชิตการจองทริปกับอุทยานฯ ให้ได้เสียก่อน! ทางอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ไปจนถึง 31 มีนาคมของทุกปี และ เปิดรอบพิเศษในวันช่วงสงกรานต์ ใช้ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน นับเป็น 1 ทริป ซึ่งแต่ละทริปเปิดรับนักท่องเที่ยวคราวละ 2 กลุ่ม จำนวนไม่เกิน 30 คน โดยต้องจองทางโทรศัพท์ หรือเฟซบุ๊คล่วงหน้าเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวเอง บางกรณีเราอาจขอร่วมไปกับกลุ่มอื่นได้ ถ้าจำนวนคนยังไม่เกิน นอกจากต้องแจ้งชื่อ จำนวนคนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่ต้องแจ้งคือใครมีโรคประจำตัว หรือเคยผ่าตัดหัวใจ ผ่าตัดขา-เข่า เจ้าหน้าที่จะได้ดูแลใกล้ชิด

ราคาเหมาจ่ายนั้นคือค่าจ้างเจ้าหน้าที่และรถรับส่ง ไม่รวมค่าเต๊นท์และอาหารซึ่งเราต้องเตรียมไปเอง ส่วนของใช้ส่วนตัว บอกเลยว่าที่นั่นอากาศหนาว บริเวณจุดพักแรมมีลมแรงมากทั้ง 2 คืน เสื้อกันหนาวจึงควรอุ่นเพียงพอและกันลมได้ มีถุงนอนอุ่นๆ ด้วยยิ่งดี ไฟฉายก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะข้างบนไม่มีไฟฟ้า ส่วนรองเท้าควรยึดเกาะพื้นได้ดีและกระชับ 

kaoyen2

ก่อนเดินขึ้นควรเตรียมน้ำดื่มไปด้วยสัก 1-2 ขวดใหญ่ ด้านบนมีแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นน้ำซับขนาดเล็ก เพียงพอสำหรับการดื่มกินและใช้ประกอบอาหารเท่านั้น ดังนั้นร้อยทั้งร้อย แทบจะไม่ได้อาบน้ำไปตลอด 3 วัน ส่วนห้องน้ำ ไม่ต้องกังวลมากเท่าไร เพราะเจ้าหน้าที่ทำส้วมหลุมไว้บริการบริเวณจุดพักแรม แค่เตรียมอุปกรณ์ชำระความสะอาด เช่น ทิชชูแห้ง-เปียก ไปด้วย แต่ถ้าปวดระหว่างเส้นทาง คงต้องหาหลังพุ่มไม้เหมาะๆ ทำธุระกันเอาเอง 

ทาก คุ่น เห็บ สามตัวร้ายที่นักเดินป่าขยาด ที่นี่มีครบหมด แต่ถ้ามาหลังหมดฝนระยะหนึ่ง ทากจะหายไปด้วย ส่วนคุ่นมีชุกชุมมาก ควรเตรียมสเปรย์ตะไคร้หอมไว้ฉีดป้องกัน เพราะถ้าใครแพ้จะคันเรื้อรังไปอีกนาน ขณะที่เห็บนั้นพบไม่เยอะ เพียงระวังไม่ไปนั่งบนขอนไม้กิ่งไม้แห้งซึ่งเห็บชอบอาศัยอยู่ ก็น่าจะปลอดภัยระดับหนึ่งแล้ว ส่วนสัญญาณโทรศัพท์ มีเฉพาะบริเวณแคมป์พักแรมเท่านั้น แคมป์คืนแรกค่ายสีเขียวโทรได้ ส่วนแคมป์คืนที่ 2 เป็นเวลาของค่ายสีแดง ดังนั้นควรจัดการงานที่คั่งค้างให้เรียบร้อย และบอกคนที่คุณรักไว้ล่วงหน้า!   

>>>วันแรก – ขึ้นสุด-ลงสุด! 

เราเริ่มต้นกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ลงรถแล้วทุกคนต้องเตรียมเป้ของตัวเองรวมทั้งเสบียงส่วนกลางให้พร้อม หลังจากนี้ต้องต่อรถ 4WD ของอุทยานไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ทางที่ดีจึงควรมาถึงอุทยาน ประมาณ 9 โมงเช้า จะไปถึงพอดีกินข้าวเที่ยงแล้วเดินขึ้นได้เลย

kaoyen3

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แจ้งให้ทราบว่าวันแรกเราจะเดินระยะทาง 6 กิโลเมตร แต่เป็น 6 กิโลเมตรที่หนักที่สุด เดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพราะต้องเดินขึ้นสุด-ลงสุด ส่วนวันที่ 2 ระยะทางสั้นกว่า และมีเวลาพักผ่อนตามสบาย  เรานั่งรถเข้าไปทางหมู่บ้านโละโคะ บ้านป่าคา มาถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนวังเจ้า นำของส่วนกลางมาฝากไว้กับลูกหาบ ของส่วนตัวต้องแบกไปเอง หลังจากนั้นก็กินข้าวเที่ยง ก่อนจะเรียงแถวเดินเข้าสู่ป่า

kaoyen4

ช่วงแรก ทางยังไม่โหดมาก จะเดินตัดผ่านป่าดิบชื้นไปเรื่อยๆ ไม่นานนักเราก็มาถึงลำธารแรก เจ้าหน้าที่อุทยานเรียกว่า “คลอง 1” ซึ่งต้องเดินเหยียบก้อนหินข้ามไป ผ่านป่าอีกช่วงหนึ่งจะถึง “คลอง 2” ซึ่งเป็นลำธารเส้นเดียวกัน ผ่านจากคลอง 2 ถือเป็นการเริ่มต้นเส้นทางที่โหดขึ้น จากทางราบเรียบจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทางชัน บางจุดน่าจะเอียงจากพื้นโลกเกือบๆ 70 องศา ต้องค่อยๆ ทรงตัวเดินตามรอยเดิมขึ้นไป หลายครั้งต้องใช้มือช่วยจับก้อนหินพยุงตัว

kaoyen5

เส้นทางตั้งแต่คลอง 2 ผ่านผาหิน มาจนถึงดงต้นกำลังเลือดม้านี้ มีจุดที่ค่อนข้างหวาดเสียวประมาณ 2-3 จุด เพราะเป็นทางเดินแคบๆ ริมเขา เราต้องเอียงตัวเกาะกิ่งไม้เดินไปอย่างใจเย็น ถ้าพลาดก็มีสิทธิกลิ้งลงไปได้ แต่พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานก็คอยดูแลใกล้ชิด ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่โหดที่สุด ใช้ระยะเวลาเดินราวๆ กว่าครึ่งชั่วโมง    จากนั้นผ่านดงเฟิน ถ้าเริ่มสังเกตเห็นป่าหญ้าคาเมื่อไร นั่นหมายความว่าความหฤโหดผ่านไปแล้ว ช่วงนี้ทางเดินไม่สูงชัน เดินต่ออีกหน่อยจะเริ่มเห็นทิวทัศน์เทือกเขาและที่ทำกินของชาวบ้านด้านล่าง ไม่นานนักเราก็ถึงจุดหมายของวันแรก คือลานกางเต๊นท์ ที่พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “แคมป์ดาวบนดิน”

kaoyen6

แคมป์นี้เรากางเต๊นท์กันกลางป่าหญ้าคา ไม่ไกลจากหน้าผา มองไปเห็นทิวทัศน์ด้านทิศตะวันออก ตอนเย็นท้องฟ้าเปลี่ยนเฉดสี เห็นแนวเขาเย็นที่มีหมอกขาวคลอเคลียบนยอด ดูงดงามยิ่ง แต่ที่เป็นไฮไลต์คือช่วงกลางคืน จะมองเห็นแสงไฟจากตัวเมืองกำแพงเพชรส่องแสงระยิบระยับบนพื้น เป็นที่มาของชื่อแคมป์ “ดาวบนดิน” หลังดวงตะวันลับ ราตรีกาลเข้าปกคลุม อากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว เราก่อกองไฟล้อมวงกันกินข้าว กับข้าวร้อนๆ ง่ายๆ อย่างไข่เจียว แกงหยวก ปลาเค็มทอด ก็อร่อยสุดใจในวันที่เหนื่อยล้า

>>>วันที่ 2 – ก้าวไปพิชิตยอดเขาเย็น

“สงสัยต้องมาอีกครั้งแล้วล่ะ” พี่อาดูน อ่อนตาตัน เจ้าหน้าที่อุทยาน พูดทีเล่นทีจริง เมื่อเช้ามืดวันต่อมาท้องฟ้าปิด ดวงตะวันซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอก ผ่านไปจนเกือบแปดโมงเราจึงเห็นแสงสีทองเรื่อๆ พระอาทิตย์โผล่มาส่องแสงแวบเดียวก็ลับหายไปอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เป็นภาพแบบที่เราคาดหวัง แต่ก็งดงามไปอีกแบบ อากาศวันนี้เย็นกว่าเมื่อวาน สายลมเย็นเฉียบพัดผ่าน ผืนป่าปกคลุมไปด้วยไอหมอกขาว ราวเก้าโมงเช้าพวกเราออกเดินกันต่อ ขึ้นเขาสูงชันผ่านป่าเมฆหรือป่าดิบเขาระดับสูงที่ชุ่มชื้นด้วยไอหมอก ต้นไม้มีมอส เฟินขึ้นปกคลุมตามกิ่งก้านไปทั่วดังที่ใครเรียกว่า “ต้นไม้ใส่เสื้อ” บรรยากาศดูลึกลับชวนค้นหาเหมือนป่าในเทพนิยาย สายหมอกยังคงเป็นพระเอกของวันนี้ มันเป็นเพื่อนไปตลอดเส้นทาง เราเดินผ่านป่าหญ้าที่สูงท่วมหัว ผ่านดงต้นเฟินไปหยุดพักที่ต้นไม้ใหญ่ ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลทำให้เราไม่ต้องต่อสู้กับความรีบเร่ง มีเวลาแวะถ่ายภาพดอกไม้ข้างทางที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่น ดอกต่างไก่ป่า เทียนดอย เทียนคำ ฯลฯ ถึงจะมีดอกไม้ไม่มาก แต่ก็มีสีสันสวยงาม

kaoyen10

จากแคมป์แรก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ เดินระยะทางราว 2 กิโลเมตร ก็ถึงจุดแวะพักคืนที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่กลางดงเฟิน บนแนวสันเขาที่กั้นแบ่งระหว่างจังหวัดกำแพงเพชรและตาก เหนือระดับน้ำทะเล 1,785 เมตร แนวเขานี้คือส่วนยอดของเขาเย็น โดยที่ยอดสูงสุดที่สูง 1,816 เมตรเหนือนะดับน้ำทะเลนั้นอยู่ใกล้เพียงเดินไปไม่เกิน 5 นาทีก็ถึง

kaoyen11

kaoyen12

บริเวณนี้คือจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามมากอีแห่ง มองเห็นผืนป่าตะวันตกที่กว้างใหญ่โอบล้อมไว้ ยอดไม้เบียดแน่นทึบราวกับผักบล๊อกโคลี มีแนวเขาเรียงตัวเป็นชั้นๆ ไกลสุดสายตาคือแนวเขาถนนธงชัยที่กั้นพรมแดนไทยกับพม่า บางครั้งบางคราวหมอกขาวก็กลืนภาพเบื้องหน้าหายไป

kaoyen8 kaoyen9

ช่วงเย็นๆ เราเห็นเหยี่ยวบินถลาร่อนอย่างสง่าเหนือผืนป่า เห็นแสงไฟรถจากถนนอันไกลลิบ ก่อนที่ท้องฟ้าจะเปลี่ยนเฉดสี และดวงตะวันจะลาลับไปเบื้องหน้า หากได้ชมกับตาจะรู้สึกว่าคุ้มค่าที่ดั้นด้นมาถึง  รุ่งเช้าอีกวันท้องฟ้ายังปิด หมอกลงหนักจนทุกสิ่งทุกอย่างเปียกฉ่ำ ทุกคนถอดใจว่าวันนี้คงไม่เห็นพระอาทิตย์ แต่ชั่วแวบที่ม่านหมอกจางลง เราก็เห็นดวงตะวันสีทองกำลังปรากฎขึ้นตรงขอบฟ้าก่อนที่ม่านหมอกจะบดบังอีกครั้ง มันรวดเร็วจนบางคนไม่ทันกลับไปหยิบกล้องมาถ่าย แต่ก็ยาวนานพอที่จะบันทึกลงในความทรงจำของเราไปอีกแสนนาน แม้จะเป็นเพียงดวงตะวันดวงเดิมที่เห็นอยู่ทุกวัน ทว่าเรื่องราวและความลำบากกว่าจะมาถึงตรงนี้ ทำให้มันมีความหมาย หลังกินข้าวเช้าเสร็จ ถึงเวลาร่ำลายอดเขาเย็นกลับสู่พื้นราบ ซึ่งเป็นการย้อนกลับเส้นทางเดิม ผ่าดงเฟิน ป่าหญ้า ป่าเมฆ แคมป์ดาวบนดิน โค้งที่แสนลาดชันเมื่อตอนขึ้น  

kaoyen13

kaoyen15

บางคราวเรารู้สึกเหมือนเวลาเดินย้อนกลับ ระหว่างนั่งรถกลับจากหน่วยจัดการต้นน้ำขุนวังเจ้ากลับสู่อุทยานฯ เราทั้งดีใจและใจหาย ดีใจที่ได้พิชิตยอดเขาสำเร็จ ขณะเดียวกันก็ใจหายที่ความสนุกสนานกำลังจบลงแล้ว ภาพภูเขา สายหมอก ป่าเฟิน รอยแผล เรื่องขำๆ และมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมทาง ราวกับถูกมัดรวมแล้วเก็บไว้ในกล่องเล็กๆ ซอกใดซอกหนึ่งของความทรงจำ ปิดป้ายหน้ากล่องว่า “เขาเย็น” เมื่อเปิดกล่องขึ้นมาเมื่อไร ความสุขก็ไหลทะลักออกมา ....อีกครั้งที่เราพบว่า บางครั้งความทรงจำอันแสนมีค่า ก็มาจากประสบการณ์ที่สุดลำบาก!

.................................................... 

รายละเอียดค่าใช้จ่ายการทริปพิชิตยอดเขาเย็น   ทริปละ 10,000 บาท จำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 10 คน/ รวม 1.ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน 2. ค่ารถรับส่ง 3.ค่าเจ้าหน้าที่ดูแลคณะ 2 ท่าน ไม่รวมค่าลูกหาบ (ลูกหาบ 400 บาท/คน/วัน น้ำหนักลูกหาบไม่เกิน 25 กก.)  

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

>>> อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า โทร.  093-7900-935, 091-2897-196, www.facebook.com/Khlongwangchao

>>> การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย โทร. 055-616228-9


coverphutboon-01


 


( 1 Vote ) Add a comment
   

เที่ยวสถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ ความสุขเหลือล้นที่บ้านแม่กลางหลวง

ต้นเดือนที่ผ่านมา “นายรอบรู้” แว่บไปขึ้นดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่  ...หลายคนคงเคยมากิ่วแม่ปาน หรือยอดดอยหลวงกันแล้ว แต่อาจไม่รู้ว่าบนดอยอินทนนท์มีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ โดยเฉพาะด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร คราวนี้เราได้รับเชิญจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เจ้าของพื้นที่ซึ่งดูแลงาน “โครงการหลวง” ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาและวิจัยด้านเกษตรให้กับชาวเขา พาเราไปชมตั้งแต่สถานีเกษตรไปจนถึงหมู่บ้านชนเผ่าปกาเกอะญอ  ...ใครที่มาดอยอินทนนท์แล้วพลาดไป บอกเลยว่าต้องมาแก้ตัวให้ได้!! 

doiincover

>>>ชิมปลาเทราต์ ชมดอกไม้เมืองหนาว ที่สถานีเกษตรหลวงฯ

ไม่ต้องคนอื่นไกล ตัว “นายรอบรู้” เองขึ้นดอยอินท์ฯ ก็หลายครั้ง แต่ไม่ได้แวะเที่ยวสถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์สักเท่าไร เลยไม่รู้ว่านอกจากดอกไม้สวยๆ แล้ว เดี๋ยวนี้เขามีที่พักน่านอนราคาไม่แพง มีร้านอาหารที่ปรุงจากพืชผักและปลาจากเมืองหนาวด้วย สถานีตั้งอยู่ที่บ้านขุนกลาง อยู่เลย กม.31 มานิดเดียว

doiin1

doiin2

สถานีเกษตรแห่งนี้ เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ชาวเขาทำการเกษตรทดแทนการปลูกฝิ่น การตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย ที่จะสร้างปัญหาตามมาในอนาคต จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรแผนใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ดึงให้ชาวบ้านลดละเลิกการเกษตรวิถีเก่ามาสู่การเกษตรวิถีใหม่ 

doiin3

doiin4

ก่อนจะไปชิม เราขอชวนเดินเที่ยวสวนดอกไม้ ภายในสถานีเกษตรเต็มไปด้วยพรรณไม้ดอกไม้ที่ประดับไว้สวยงามตามจุดต่างๆ จุดแรกคือสวน 80 พรรษา ที่มีสวนดอกไม้และสระน้ำที่มีหงส์ดำและหงส์ขาวว่ายอวดโฉมไปมา มีสวนกุหลาบพันปี-พันธุ์ไม้หายากที่ขึ้นเฉพาะตามพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,000 เมตรขึ้นไปเท่านั้น แต่นักวิจัยโครงการหลวงสามารถนำมาปลูกและผสมพันธุ์ได้สำเร็จ

doiin5

doiin6

หากเดินลึกเข้าไปจะพบชาวบ้านง่วนอยู่กับแปลงต้นไม้ดอกไม้ ซึ่งเตรียมนำมาจัดแสดงในสถานีและส่งลงไปจัดแสดงในอุทยานหลวงราชพฤกษ์  คอกาแฟแนะนำให้แวะเติมคาเฟอีนที่ซุ้มกาแฟบริเวณหน้าสวน 80 ปี แต่ที่นับเป็นสุดยอดไฮไลต์พลาดไม่ได้คืออาหารที่สโมสรสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ มีเมนูเด็ดหาชิมยากหลายอย่างฝีมือของ “เชฟโจ” พ่อครัวมือหนึ่งของสถานีเกษตรหลวงฯ โดยเฉพาะเมนูจากปลาเรนโบว์เทราต์หรือปลาเทราต์และปลาสเตอร์เจียน

doiin13 doiin10 

doiin14

จานเด็ดคือสเต็กปลาสเตอร์เจี้ยนซัลซ่าซอส ปลาสเตอร์เจี้ยนคือปลาที่ให้ไข่ปลาคาร์เวียร์ (คาร์เวียร์เป็นชื่อเรียกวิธีการถนอมอาหาร) นำพันธุ์มาจากรัสเซียและเยอรมันมาเลี้ยงบนดอยอินทนนท์ เนื้อของมันก็กินอร่อยไม่แพ้กัน ทั้งนุ่มและมัน เข้ากับรสเปรี้ยวของซอส อีกอย่างที่พลาดไม่ได้คือปลาเรนโบว์เทราต์นึ่งซีอิ๊ว ปลาเทราต์นำพันธุ์มาจากอเมริกาเหนือ เนื้อปลาละเอียด นึ่งกับเบคอน รสชาติกลมกล่อม

doiin7 doiin8

นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดอื่นๆ เช่น เป็ดอี้เหลียงอบกาแฟดอยคำ ที่เนื้อนุ่มกว่าเป็ดทั่วไป และหอมกลิ่นเมล็ดกาแฟอาราบิกาที่มาช่วยดับกลิ่นของเป็ด เป็ดอี้เหลียงเป็นเป็ดสายพันธุ์จีน นำมาเพาะพันธุ์และเลี้ยงที่ดอยอ่างขาง มีน้ำพริกเห็ดหอม ปลาสลิดทอด และแกงเหลืองปลาเทราต์ ผักที่นำมาประกอบอาหารก็สดใหม่ไร้สารพิษ ส่งตรงมาจากบ้านเมืองอางที่เป็นแหล่งปลูกผักโครงการหลวงแหล่งใหญ่ของดอยอินทนนท์ 

doiin11

ส่วนของหวานขอแนะนำพานาคอตตาสตรอว์เบอร์รี ที่ได้สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 รสหวานไร้สารพิษมาเป็นตัวชูโรง เท่านี้ก็อิ่มใจอิ่มกายกันแล้ว ตามหา “หยกของโลกสีเขียว” ที่สวนหลวงสิริภูมิอิ่มแล้วก็ไปเดินย่อยกันหน่อย ไม่ไกลจากสถานีเกษตรหลวงฯ มีเส้นทางสั้นๆ เดินไปชมน้ำตกสิริภูมิ น้ำตกขนาดเล็กที่สวยงามไม่น้อย

น้ำตกสิริภูมิ เดิมชื่อ น้ำตกเลาลี ตามชื่อของหัวหน้าเผ่าม้งผู้เป็นที่เคารพในชุมชน ต่อมาในปีพ.ศ. 2541 ม.ร.ว.จักรทอง ทองใหญ่ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น น้ำตกสิริภูมิ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

doiincover

เส้นทางที่จะเข้าสู่ตัวน้ำตกจัดทำเป็นสวนหลวงสิริภูมิ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ พัฒนาขึ้น พ.ศ. 2545 เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์เฟิน ปัจจุบันมีถึง 30 สกุล 50 ชนิด สวนแห่งนี้มาจากแนวคิดการปลูกเฟินเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำ เพราะรากเฟินช่วยยึดหน้าดิน สร้างขึ้นเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำพันธุ์เฟินจากทั่วเมืองไทย มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเพาะสปอร์แล้วนำมาปลูก ทำให้สวนแห่งนี้เป็นแหล่วงรวบรวมพันธุ์เฟินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยเฉพาะ Tree Fern หรือกูดต้น ซึ่งเป็นเฟินสายพันธุ์ที่สูงที่สุด มีถึงกว่า 10 ชนิด นับว่ามีกูดต้นมากที่สุดในเอเชียอาคเนย์ Tree Fern เหล่านี้ต้องอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร

doiin20

นอกจากนี้ยังมีเฟินอุ้งตีนหมี เฟินลูกไก่ทอง เฟินกีบแรด กูดกิน ซึ่งเป็นเฟินหายาก ใกล้สูญพันธุ์แล้ว พี่อนุพันธ์ สุรินรังษี นักวิชาการเฟิน ที่ทำงานอยู่ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ที่นำเดินชม บอกเล่าถึงเสน่ห์ของพืชชนิดนี้ว่าเป็นพืชโบราณ เกิดก่อนไม้ดอก มีเฟินมาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ และปรับตัวมาอยู่จนถึงปัจจุบัน ในผืนป่าที่มีเฟินจะทำให้มองไปแล้วเย็นตา เย็นใจ ร่มรื่น จึงมีการขนานนามเฟินว่าเป็น “หยกของโลกสีเขียว” ความสวยของเฟินยังอยู่คู่กับป่าตลอดทุกช่วงเวลา ต่างจากไม้ดอกที่พอหมดดอกแล้วก็หมดสวย 

>>>สัมผัสวิถีชาวปกาเกอะญอ ณ บ้านแม่กลางหลวง

บ้านแม่กลางหลวงอยู่ครึ่งทางก่อนถึงยอดดอยอินทนนท์ บริเวณกิโลเมตรที่ 26 จากสถานีเกษตรฯ ให้ย้อนลงมา เมื่อเข้าถึงหมู่บ้านจะพบนาขั้นบันไดผืนใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ราบกลางหุบเขา มีลำธารหลายสายไหลผ่าน ทำให้เหมาะกับการทำเกษตรรวมทั้งทำประมงที่สูง ชาวบ้านเป็นชาวปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง

doiin18

แม่กลางหลวงมีไฮไลต์เด็ดหลายอย่าง ตั้งแต่นาขั้นบันไดที่สวยงาม เริ่มปลูกกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และข้าวออกรวงเหลืองทองเริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ที่นี่ยังมีกาแฟอาราบิการสเยี่ยมเพราะปลูกที่ความสูงเหมาะสม อ้ายสมศักดิ์ บาริสต้าแห่งแม่กลางหลวงทั้งปลูกเอง คั่งเอง ก่อนมาเป็นกาแฟรสเยี่ยมให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง นอกจากนี้ยังมีผ้าทอสีสวยๆ และเสื้อปกาเกอะญอเก๋ๆ ให้เลือกซื้อไปฝากคนที่คิดถึง หากได้เห็นชาวบ้านนั่งตีฝ้าย ปั่นฝ้ายทำเป็นด้ายแล้วนำมาทอมือทีละเส้นทีละเส้นแล้ว ก็จะเห็นว่ากว่าจะได้ผ้าแต่ละผืนนั้นไม่ง่ายเลย 

ด้วยความเย็นที่เหมาะสม บ้านแม่กลางหลวงยังเป็นที่เลี้ยงปลาสเตอร์เจี้ยนและปูขนของงานประมงที่สูง ซึ่งเป็นอีกส่วนในโครงการหลวง ปลาสเตอเจี้ยนเป็นปลากระดูกอ่อน ตัวเหมือนฉลาม ต้องเลี้ยงจนมีอายุ 8 ปีจึงจะรีดไข่ไปทำไข่ปลาคาร์เวียร์ได้ เนื่องจากเป็นปลาที่ต้องเลี้ยงในน้ำเย็น และนำไหลตลอดเวลาทำให้ต้องสร้างบ่อที่เหมาะสม ด้วยความเอาใจใส่ของชาวบ้านทำให้ได้ปลาที่มีคุณภาพและให้ผลผลิตราคาสูง

doiin16 doiin17

ในหมู่บ้านแม่กลางหลวงมีที่พักหลายแห่งซึ่งเป็นกิจการของชาวบ้านเอง เช่น อินทนนท์คีรีมายา บ้านโอมือเชอปอ (แม่กลางหลวงวิว) แพรว-พลอยรีสอร์ต ในวันที่เรามานอนพักนั้น ชาวบ้านทำพิธีมัดมือให้พวกเราด้วย ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าเป็นพิธีที่ขับไล่สิ่งไม่ดีให้ออกไป และเรียกขวัญของเราที่หนีหายไปให้กลับคืนมา ของที่ใช้ในการทำพิธีมีด้ายสีขาว ข้าวต้มมัด ไก่ต้ม เหล้าขาว และข้าวเบ๊อะ-อาหารประจำชาติของชาวปกาเกอะญอ ในสมัยก่อนพวกเขามีลูกหลานเยอะ บางปีปลูกข้าวไม่พอกิน จึงนำข้าวที่เหลือมาทำเป็นข้าวต้มโดยใส่พริก ใส่ผักหลากชนิดลงไปด้วย ลูกหลานจึงกินกันได้พออิ่ม – เราลองชิมแล้วรสชาติคล้ายกับข้าวต้มผสมแกงเขียวหวาน นับว่าอร่อยเลยทีเดียว    

ส่วนของฝากที่พลาดไม่ได้ คือโทงเทงฝรั่ง ผลไม้ลูกเล็กรสเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นเฉพาะตัว ที่บ้านแม่กลางหลวงมีขายเป็นกองใหญ่ ราคาถูกกว่าข้างล่างเท่าตัว ใครได้ลองแล้วจะติดใจ มาเยือนดอยอินทนนท์เที่ยวนี้เราพบว่า ที่นี่ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมาย แว่วมาว่าทาง สวพส. มีโครงการพัฒนาหมู่บ้านอีกหลายแห่งให้เป็นจุดท่องเที่ยว หากมาครั้งหน้าคงมีอะไรตื่นตาตื่นใจอีกแน่นอน 


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) โทร. 0-5332-8496-8, www.hrdi.or.th

covercr-01 

 


( 0 Votes ) Add a comment
   

ขับรถเที่ยว เส้นทางดอกไม้อีสานใต้

พูดถึงดอกไม้ หลายคนพลันคิดไปถึงทางภาคเหนือ แต่อีสานบ้านเฮาก็มีเส้นทางดอกไม้ให้เที่ยวเหมือนกัน ทั้งแปลงดอกไม้ในฟาร์มและธรรมชาติ ยิ่งช่วงหนาว ดอกไม้ต่างชูช่อบานสะพรั่งอวดสีสันกันใหญ่ ว่าแล้วก็พร้อมกันยัง 

flower_cover

เราจะเริ่มเส้นทางการขับรถเที่ยวจาก กทม. ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 24  บริเวณอ. สีคิ้ว จ. นครราชสีมา แล้ววิ่งเข้าถนนทางหลวงหมายเลข 304 เพื่อยังไปยังจุดหมายแรกคือ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ใน ปี 2558 (อ่านเพิ่มเติม >>>http://goo.gl/684ZQe) ทางฟาร์มเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2558 – 10 มกราคม 2559 

jim9

jim12

ภายในแบ่งเป็นส่วนจัดแสดงต่างๆ ส่วนแรกเป็นแปลงดอกไม้คอตมอสหลากสีสันไกลสุดตา นอกจากทุ่งดอกไม้หลากสีแล้วยังมีกิจกรรมให้เรียนรู้ภายใต้ชื่อที่ว่า มังมูน บุญข้าว ที่ย่อโลกวัฒนธรรมอีสานอันเกี่ยวกับข้าวมาไว้ในที่เดียว  ในฟาร์มยังมีร้านอาหารพื้นถิ่นที่รสชาติถูกปากคนเมืองให้ลองชิ้มอีกด้วย ใช้เวลาที่นี้สัก 3-4 ชั่วโมงก่อนออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปคือ จ. บุรีรัมย์ จากจิมทอมป์สันให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 224 วิ่งเข้าทางหลวงหมายเลข 226 ไปอ. คูเมือง จ. บุรีรัมย์ มุ่งตรงไปยังเพลาเพลิน

ก่อนเข้าเพลาเพลินแวะชิมเป็ดที่ร้านเป็ดย่างคูเมืองซึ่งเมนูอาหารแนะนำคือ เป็ด เรียกได้ว่าทุกส่วนของเป็ดนำมาทำอาหารได้หมด ไม่เว้นแม้กระทั่งบันท้าย (ตูด) ยังนำมาย่างกินแล้วอร่อยดี  (เปิด 10.00-20.00 น. โทร. 0-4469-9230)

flower11 flower12

จากนั้นเช็คอินที่พักที่เพลาเพลิน นั้นคือ เพลาเพลิน บูติค รีสอร์ท ความพิเศษคือที่นี้แต่ละห้องตกแต่งตามธีมของแต่ละประเทศทั่วโลก ใครชอบประเทศไหนบอกได้เลย

flower7 

เพลาเพลินเป็นอุทยานแห่งการเรียนรู้ของจ. บุรีรัมย์ ภายในแบ่งออกเป็น 3 ส่วนส่วนที่ 1  บูติครีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ แคมป์  ส่วนที่ 2  อุทยานไม้ดอก (FLORA)  ส่วนที่ 3  ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร และปศุสัตว์ฟาร์ม  แต่ส่วนที่ฮอตฮิตคือ อุทยานไม้ดอกที่แบ่งการจัดแสดงพันธุ์ไม้ออกเป็น 6 โรงเรือน  เข้าไปโรงเรือนแรกเป็นโถงจัดแสดงพรรณไม้ตามฤดูกาล ที่ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  

flower1

flower3

flower2

จากนั้นตะลุยเข้าไปโรงเรือนที่ 2 จัดแสดงพันธุ์เฟินภายใต้คอนเซ็ปต์ ป่าดึกดำบรรพ์ มีรูปปั้นไดโนเสาร์ตัวใหญ่ยักษ์ ดูน่าเกรงขามซ่อนอยู่หลังกอเฟิน ดูราวกับตะลุยไปดินแดนเมื่อหลายล้านปีก่อน  โรงเรือนที่ 3 จัดแสดงสับปะรดสีและพืชกินแมลง ภายใต้คอนเซ็ปต์ สีสรรแห่งธรรมชาติ มีรูปปั้นนางเงือกน่ารักประดับอยู่โดยทั่ว มีผีเสื้อที่ทำจากดอกไม้ตัวใหญ่ให้ถ่ายรูปด้วย 

flower5

flower4

flower6

โรงเรือนที่ 4 จัดแสดงกล้วยไม้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ กินรี ภายในตกแต่งด้วยกล้วยไม้นานาพันธุ์ มีรูปปั้นจำลองเหตุการณ์ในวรรณคดีตอนที่พรานบุญกำลังจับกินรี  โรงเรือนที่ 5 จัดแสดงพืชทะเลทราย ภายใต้คอนเซ็ปต์ มหาพีระมิด ได้บรรยากาศเหมือนอยู่ที่อียิปต์   โรงเรือนที่ 6 จัดแสดงดอกหน้าวัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ ศิลปะอีสานใต้ สื่อถึงความเป็นประวัติศาสตร์และความเป็นอีสานผ่านนิทรรศการที่จำลองบ้านเรือนและวิถีชีวิตมาให้ดูกัน  

flower8

flower9

flower10

ในช่วงปลายปี 2558 ทางเพลาเพลินมีงานใหญ เรียกว่า The Dazzling Flora Carnival 2015 ซึ่งจะมีขบวนรถตกแต่งด้วยดอกไม้แลดูแฟนตาซี แต่ละคันมีดารานักแสดงร่วมด้วย ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตในสวนแบบอบอุ่นๆ 

flower15

flower16

flower20

วันที่ 2 ขับรถกลับเข้าตัวเมืองบุรีรัมย์ เพื่อวิ่งเข้าทางหลวงหมาย 226 อีกครั้ง ไป จ. อุบลราชธานี ทักทายกับทุ่งดอกไม้บนลานหิน เมื่อมาถึงตัวอ. เมืองอุบลฯให้ข้ามฝั่งมาที่ อ. วารินชำราบ ลั้นล้าในทุ่งดอกกระดุมเงินหนองหญ้าม้า อยู่ที่บ้านโนนเค็ง ชาวบ้านแถบนี้นิยมเรียกว่า “หญ้าหัวหงอก มีนับล้านดอกดูไกลเป็นพรมสีขาวสวยงาม (อ่านเพิ่มเติม >>>http://goo.gl/1ncaEi

flower14

flower18

จากนั้นรีบขับรถเข้าตัวเมืองโขงเจียม รีบหาที่พักแล้วรอเวลาพรุ่งนี้เช้าไปดูเลาเสียบโขงดูดอกไม้กัน (อ่านเพิ่มเติม >>>http://goo.gl/AFQYdr)


ขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

prachubadverrr


( 0 Votes ) Add a comment
   

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ทัวร์ 2558 : มังมูน บุญข้าว

ปี 2558 หลายคนคงรอคอยว่า  จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรและวัฒนธรรมจะจัดธีมงานแบบไหน?  มังมูน บุญข้าว เป็นธีมงานที่จัดขึ้นในปีนี้ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ถูกรังสรรค์ให้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนอีสานกับข้าว ตลอดปี 12 เดือน ชาวอีสานจะมีงานบุญแต่ละเดือน เรียกว่า “ฮีตสิบสองคลองสิบสี่” ทางจิม ทอมป์สัน จึงหยิบงานบุญอันเกี่ยวกับข้าว “หกงานบุญ” มาให้มาเรียนรู้กัน

jim13

 นอกจากนี้ยังมีการปรับภูมิทัศน์ให้สอดคล้องกับกลิ่นอายความเป็นอีสานในทุกจุดท่องเที่ยว เริ่มตั้งแต่การตกแต่งประตูทางเข้าด้วยซุ้มข้าวหลาม และลานม่วนชื่นชาวนา ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวนา รวมถึงการตกแต่งแลนมาร์คฟักทองด้านหน้าด้วย ต้นมาลัยไม้ไผ่ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวภูไทในบ้านกุดหว้า กาฬสินธุ์  และในส่วนของ 5 จุดท่องเที่ยว ภายใน จิม ทอมป์สันฟาร์ม ได้ถูกสร้างสรรค์ความพิเศษและความแปลกใหม่เพิ่มเติมประกอบด้วย 

jim1

jim2

จุดที่ 1 ทุ่งคอสมอสและแปลงเก็บผักปลอดสาร พบกับสีสันสดใสของ “ทุ่งดอกคอสมอสสีชมพูที่กว้างสุดลูกหูลูกตาบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ เพลินตากับ สวนผักลอยฟ้าที่มีไม้ดอกและเห็ดหลากหลายชนิด สนุกสนานกับการเก็บผักสดๆ จากแปลงผักปลอดสารพิษ ตื่นตากับกิจกรรม”ไฮไลท์ประจำจุดท่องเที่ยวนี้ “ รถนิทรรศการหมอลำเคลื่อนที่” ที่มีทั้งนิทรรศการหมอลำ เวทีและรถบัสนอน พร้อมพาชมโลกของหมอลำอันเป็นแก่นแท้ตามฉบับของวิถีชีวิตชาวอีสาน

jim3

jim4

จุดที่ 2 ลานฟักทองและทุ่งดอกไม้หลากสี นี้อาจเป็นจุดที่ตรึงคุณไว้นานที่สุดก็เป็นได้ เพราเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ อะไรๆก็สวยไปหมด โดดเด่นด้วยลูกฟักทองสีเหลืองยักษ์ ด้านหลังเป็นภูเขาพญาปราบ นอกจากความตระการตาของทุ่งดอกไม้แบบ 360 องศาแล้ว ยังเพลินตากับ”ลานบั้งไฟหลาย หลายล้าน”หรือลานบั้งไฟหลากสี เพลิดเพลินกับขบวนเซิ้งบั้งไฟที่แห่ผ่านทุ่งดอกไม้อย่างครึกครื้นและสนุกสนานกับกิจกรรม “คล้องกระติ๊บจิ๋ว” ด้วย

jim5

jim6

jim7

jim8

jim14

jim10

จุดที่ 3 หมู่บ้านอีสานชมวิจิตรงดงามของสถาปัตยกรรมอีสาน ทั้งเรือนโบราณและศาสนาคารอีสานดั้งเดิมทั้ง สิม หอไตร หอกลอง และเรือนไทยวนซึ่งเป็นเรือนพื้นถิ่นอีสานใหม่ 2 หลังจากอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งจัดแสดงการสาธิตงานบุญดั้งเดิมเกี่ยวกับข้าวใน “ฮีตสิบสอง” ของชาวอีสาน นั้นคือ บุญคูนลาน- บุญเดือนยี่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้างเปลือก  บุญข้าวจี่ – บุญเดือนสาม พิธีตักบาตรพระสงฆ์ด้วยข้าวจี่  บุญผะเหวต - บุญเดือนสี่ สดับตรับฟังเทศน์มหาชาติ งานบุญบั้งไฟ – บุญเดือนหก การบูชาพระยาแถนด้วยบั้งไฟเพื่อขอฝน บุญข้าวประดับดิน - บุญเดือนเก้า ที่อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรดาญาติผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยข้าวและอาหารคาวหวานนำไปแขวงไว้ตามกิ่งไม้ สุดท้ายเป็น บุญข้าวสาก-บุญเดือนสิบ การทำบุญที่ให้พระเณรจับสลาก เพื่อรับปัจจัยไทยทานและสำหรับกับข้าวที่ญาติโยมนำมาถวาย  พร้อมชมความอลังการของปราสาทข้าวที่สูงกว่า 14 เมตร โดดเด่นด้วยรูปทรงที่คล้ายกับปราสาทพิมาย ทุ่งข้าวหลากสีและควายหลากสี

jim16

jim15

jim19

jim18

jim21

จุดที่ 4 หมู่บ้านจิม เรียนรู้และร่วมทดลองกระบวนการผลิตผ้าไหมอันเป็นเอกลักษณ์ของจิม ทอมป์สันด้วยอย่างใกล้ชิดครบทุกขึ้นตอนตั้งแต่การเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อมเส้นไหมและการพิมพ์ผ้าไหม 

jim22

จุดที่ 5 ตลาดจิม ชมความงดงามของสวนแนวตั้งชิลเวอร์ฟอล และทุ่งดอกไม้ฮอลลี่ฮ็อค และสนุกกับการช้อปผัก ผลไม้ ต้นไม้ ไม้ดอกกะถางและผลผลิตทางการเกษตรทั้งสดและแปรรูป ตลอดจนผ้าไหม ผลิตภัณฑ์ต่างๆจากจิมทอมป์สัน 

jim17

jim11

jim12

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เกิดขึ้นมาเมื่อ ปี 2531 จากที่เป็นเพียงแหล่งผลิตไข่ไหม ส่งต่อให้ชาวบ้านซึ่งเป็นสมาชิกนำไปเลี้ยงต่อ แล้วรับซื้อรังไหมสดมาการผลิตเส้นไหมเพื่อทอเป็นผ้าไหมต่อไปแล้ว ทั้งยังเป็นแหล่งปลูกใบหม่อนด้วย ต่อมาปี 2541 ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพื่อเรียนรู้วิถีทางการเกษตรการ เพาะหนอนไหม ชมแปลงผักและดอกไม้ และในปี 2552 จิม ทอมป์สันเริ่มโครงการ Art on Farm ขึ้นเพื่อเป็นโครงการนำร่องที่ทำให้ฟาร์มเป็นสถานที่จัดงานศิลปะในบริบทของแหล่งท่องเที่ยวทางเกษตรกรรม  โดยใช้วัสดุทางธรรมชาติ ในท้องถิ่นมาจัดแสดงภายในฟาร์มจนถึงปัจจุบัน 

jim9

จิม ทอมป์สัน  ฟาร์ม ทัวร์ 2558 : มังมูน บุญข้าว เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2558 – 10 มกราคม 2559 เวลา 09.00 -17.00 น.  ราคาบัตรหน้าฟาร์มสำหรับวันธรรมดา ผู้ใหญ่ราคา 180 บาท เด็กราคา 135 บาท  วันเสาร์-อาทิตย์ ผู้ใหญ่ราคา 220 บาท เด็กราคา 180 บาท และวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ผู้ใหญ่ราคา 280 บาท เด็กราคา 220 บาท 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-2762-2566 และ 08-5660-7336  หรือเวปไซต์ http://www.jimthompsonfarm.com หรือ  https://www.facebook.com/JimThompsonFarmTour


prachubadverrr


( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 10 จาก 60