NaiRobRoo.com | เมืองไทยน่าเที่ยว

ถํ้าลอด ถํ้าผีหัวโต พายเรือมุดถํ้าตามหา AMAZING LAGOON

1

สายน้ำในคลองบ่อท่อไหลเชี่ยว สองมือเราจับพายไว้มั่นแล้วออกแรงจ้ำอย่างรวดเร็ว ส่งเรือคายักพุ่งไปข้างหน้า  ในไม่ช้าโค้งน้ำก็เปิดออกเห็นเทือกเขาหินปูนสูงตระหง่านกลางป่าโกงกางเขียวชอุ่ม  จุดหมายที่เรารอคอยอยู่ที่นั่น...

2

เคยได้ยินมานานแล้วว่า จ. กระบี่มีลากูน (lagoon) หรือทะเลในซึ่งเป็นทะเลที่แอบซ่อนอยู่หลังภูเขาหินปูน โอบล้อมด้วยภูผาสูง  หนึ่งในนั้นอยู่ที่ถ้ำลอด พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ซึ่งจะเข้าไปได้ก็ต้องรอช่วงน้ำทะเลลงเท่านั้น เราจึงเฝ้าฝันจะได้มาเยือน  ท้องทะเลที่เป็นดั่งทะเลแห่งความลับ” นี้สักครั้ง

3

น้ำกระเซ็นขึ้นมาโดนตัวรู้สึกถึงความเย็นฉ่ำ เราพายผ่านแนวผืนป่าชายเลนอันแน่นทึบ รับลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านมา  ดูรากโกงกางที่ค้ำยันต้นไม้มองหานกกระเต็นสีฟ้าสดที่มารอจับปลา และเห็นลิงแสมฝูงใหญ่มากินน้ำ ตามเส้นทางที่เราจะแวะถ้ำผีหัวโตกันก่อน

5

ถ้ำผีหัวโต เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ซ่อนอยู่ในภูเขาหินปูนลูกโดด แวดล้อมด้วยป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์  ในถ้ำเราสัมผัสถึงสายลมเย็นและอากาศที่ถ่ายเท ไม่เหม็นอับเหมือนที่ที่เคยไป  จากนั้นวิญญาณนักผจญภัยก็เข้าสิงเราเดินสำรวจภาพเขียนสีโบราณบนผนังถ้ำ เป็นภาพมือ เท้า สัตว์ คนและอื่น ๆ อีกนับร้อยภาพ  ภาพที่มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์คือรูปคนตัวยาว ส่วนบนคล้ายหัวสัตว์มีเขา เขียนด้วยสีแดงเป็นลายขวางตลอดตัวสันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้นราว 2,000-3,000 ปีมาแล้วพวกเรากลับมาลงเรือต่อ  อีกไม่นานนักเรือลำเล็กสุดปราดเปรียวก็พาเรามาถึงถ้ำลอดที่เป็นจุดหมาย

6

ถ้ำลอด เป็นโพรงถ้ำคร่อมลำคลองคล้ายอุโมงค์ มีหินงอกหินย้อยรูปทรงแปลกตามากมาย  เราค่อย ๆ พายคายักลอดผ่านความมืดกลางเวิ้งน้ำยาวนานหลายอึดใจ ก่อนจะพบกับทะเลในอยู่ตรงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ภาพแรกที่ปรากฏต่อสายตา คือท้องทะเลขนาดสระว่ายน้ำ รายล้อมด้วยผืนป่าและภูเขาหินปูนสูงลิ่ว มีแสงสว่างสาดส่องลงมา อากาศเย็นสบาย มองไปทางไหนก็ดูสบายตาสบายใจ นับเป็นความสวยงามมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่หาชมไม่ได้ง่าย ๆ เลย

 

ถํ้าลอด ถํ้าผีหัวโต
• อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี บ้านบ่อท่อ ต. อ่าวลึกใต้ อ. อ่าวลึก จ. กระบี่
• ขึ้นเรือที่ท่าเรือบ่อท่อ บ้านบ่อท่อ
• ค่าเรือคายัก 500 บาท/คน (ติดต่อเรือ โทร. 08-8451-4652, 08-9288-6037)
• www.borthorkayak.com

( 0 Votes ) Add a comment
   

สนุกและสามัคคี ประเพณียกธงวันสงกรานต์ บ้านเบญพาด กาญจนบุรี

open

"อย่าลืมมาดูนะ พรุ่งนี้พี่จะไม่ได้เป็นคนเหมือนวันนี้"

กว่าจะเข้าใจ คำพูดของพี่ๆ ชาวชุมชนเบญพาด ก็เมื่อได้เห็นแต่ละคน “จัดเต็ม” มาในขบวนแห่ธง ประเพณีโบราณของชาวตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทั้งสนุก และสร้างความร่วมไม้ร่วมมือในชุมชนไปในคราวเดียวกัน

1

กว่า 100 ปีแล้ว ที่ประเพณียกธงของชาวบ้านเบญพาด สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย ชาวบ้านซึ่งมีเชื้อสายไทยทรงดำ ลาวครั่ง และลาวโซ่ง เชื่อว่าการช่วยกันยกธงในวันสงกรานต์ จะทำให้คนในบ้านเมืองมีความสุข น้ำท่า ข้าวปลาอาหาร อุดมสมบูรณ์ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจในวันปีใหม่ ถ้าปีไหนไม่ได้ยก ชาวบ้านจะไม่สบายใจ

2

การยกธงยังเป็นประเพณีแห่งความสนุกสนานและสามัคคี อาศัยเวลาที่คนกลับมารวมตัวกันในช่วงสงกรานต์มาช่วยกันทำธงให้สวยงามคนละไม้คนละมือ และยังถือเป็นการทำบุญร่วมกันด้วย ที่น่าสนุกคือแต่ละบ้านในชุมชนเบญพาด ทั้ง 7 หมู่บ้าน จะแข่งขันกัน ใครยกธงขึ้นสำเร็จก่อนจะเป็นผู้ชนะ แม้จะไม่มีรางวัลให้ แต่ก็เป็นความภูมิใจของบ้านนั้น มีเรื่องคุยไปได้ตลอดทั้งปี

34

เตรียมธง ก่อนขึ้นสู่ยอดเสา

วันยกธงกำหนดไว้ที่ 17 เมษายน ช่วงท้ายของวันสงกรานต์ของคนทั่วไป ก่อนถึงวันงานชาวบ้านจะมาช่วยกันทำธง ผู้ชายจะเข้าป่าไปหาไม้ไผ่ลำดีๆ ที่ยาวไม่ต่ำกว่า 10-20 เมตร ยิ่งเป็นลำตรง ทรงสวยได้ยิ่งดี จากนั้นช่วยกันแบกกลับมา ขูดผิว ตกแต่งกิ่งก้าน แล้วนำขมิ้นผสมน้ำ ทาให้เหลืองสวยเพื่อทำเป็นเสาธง ขาดไม่ได้คือ ไม้ที่ติดกับเสาเพื่อใช้แขวนผืนธง ซึ่งจะแกะสลักเป็นรูปพญานาค ด้วยความเชื่อว่าท่านจะให้น้ำ ฝนจะตกตามฤดูกาล

5

ส่วนผู้หญิงจะช่วยกันทำเครื่องประดับ ทั้งดอกไม้ประดิษฐ์ ใยแมงมุมที่ทำจากด้ายหลากสี ติดตามกิ้งก้านของเสาไม้ไผ่ ถ้าเป็นแบบดั้งเดิมจะใช้เศษผ้าสีต่างๆ มาผูก และนำใบตาลมาสานเป็นปลาตะเพียน นก ตะกร้อ กบ ไซหาปลา ฯลฯ ซึ่งแต่ละอันมีความหมายผูกพันกับวิถีชีวิต เช่น ปลาตะเพียนสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ มีปลาในท้องนา ตะกร้อคือการละเล่น ซึ่งจะเล่นกันก่อนหน้าวันสงกรานต์ ในช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวในนาแล้ว กบคือสัตว์ที่ร้องแล้วฝนจะตก ไซคือเครื่องมือทำมาหากิน ฯลฯ แต่ปัจจุบันมีการประยุกต์ให้สวยงามตามสมัย โดยบางหมู่บ้านมีทั้งงานสานด้วยใบตาลแบบโบราณและงานสานสมัยใหม่ที่เป็นรูปต่างๆ เช่น หมูออมสิน ทุเรียน ซาลาเปา ตุ๊กตามินเนียน ซึ่งเป็นสีสันที่น่าสนใจ

6

ผ้าธงแต่เดิมนั้น ทำจากผ้าที่หาได้ทั่วไป เช่น ผ้าดิบ ผ้าขาวม้า นำมาต่อเป็นธงผืนยาว ประดับด้วยปุยฝ้ายย้อมสี และพวงอุบะที่ทำจากดอกรัก บางหมู่บ้านมีตัว "ไอ้แก้ว ไอ้เปลือย" -ใบตาลที่ตัดเป็นรูปมนุษย์ผู้หญิงผู้ชาย ติดประดับไว้ด้วยเป็นความเชื่อว่าเป็นตัวแทนของมนุษย์ ปัจจุบันผ้าธงประยุกต์รูปแบบไปให้สวยตามสมัยนิยม ผ้าธงไม่จำกัดชนิดผ้า สีสัน และความยาว แต่เมื่อยกขึ้นไปโดนลมแล้วควรจะสะบัดสวยงาม และชายธงไม่ละพื้น

สำคัญไม่แพ้กันคือขบวนผ้าป่าท้ายธง ที่เป็นการร่วมระดมกันทำบุญเพื่อนำปัจจัยจากชาวบ้านไปถวายวัด

นอกจากไม้แกะสลักรูปพญานาคและพวงอุบะแล้ว วัสดุทุกอย่างที่นำมาทำธงจะต้องให้วัดใช้ประโยชน์ได้หมด เช่น ของตกแต่งธงนำไปตกแต่งวัดเมื่อมีงานบุญ ไม้ไผ่นำไปทำราวหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ ถ้าเป็นผ้าขาวม้าก็นำไปแจกญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรม นับเป็นกุศโลบายที่ลึกซึ้ง ทั้งทำนุบำรุงศาสนาและสะท้อนถึงวิธีคิดของคนยุคเก่าที่ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยแทบไม่มีส่วนใดเหลือทิ้งเลย

7

ขบวนแห่สุดมันส์ คนเบญพาด

เมื่อธงพร้อม คนก็พร้อม หลังจากทำธงเสร็จล่วงหน้า เมื่อถึงวันงาน 17 เมษายน แต่ละบ้านนัดกันแต่งชุดกันเพื่อตั้งขบวนแห่ธงจากหมู่บ้านไปที่วัด วันนี้คือวันแห่งสีสันและความสนุกสนานอย่างแท้จริง แต่ละบ้านจัดกันเต็มที่ไม่มีใครยอมใคร บ้างก็นัดกันใส่ชุดพื้นเมือง บ้างก็เสื้อลายดอกสีสันแสบตา บ้างก็ชุดแฟนซีเป็นหมู่คณะ บางคนก็ใส่ชุดแปลกๆ หลุดโลกไปเลยก็มี แล้วตั้งขบวนช่วงบ่ายของวันงาน

8

9

พอถึงประมาณบ่ายสองหรือบ่ายสามโมงก็เริ่มเคลื่อนขบวนแห่ธงจากหมู่บ้านไปที่วัดพนมทวน ขบวนผ้าป่านำหน้า ตามด้วยคนแบกเสาธงที่ยาวเฟื้อยและขบวนชาวบ้าน เสียงเพลงลำซิ่งดังสนั่น ทุกคนร้องรำกันเต็มที่ สนุกกันสุดเหวี่ยง ปลดปล่อยความเครียดที่เผชิญมาตลอดทั้งปี เป็นที่มาที่ชาวบ้านบอกกับเราว่า วันนี้ขอไม่ใช่คนหนึ่งวัน!

10

สามแยกก่อนเข้าวัดที่เต็มไปด้วยคนที่มารอชม ผู้คนกว่าหลายพันคนยืนเต็มถนนจนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง บางคนก็ฉีดน้ำใส่ขบวนแห่ให้ความเย็นฉ่ำ จากนั้นเมื่อขบวนแห่ธงมาถึงวัดเบญพาด ก็จะนำเสาธงมาวางพาดกับฐานที่ตั้งเรียงรายบนลาน ส่วนผ้าธงนำไปเวียนรอบโบสถ์ แล้วม้วนตั้งไว้ให้ชาวบ้านพรมน้ำอบน้ำหอม พรมพระทราย และกระดูกบรรพบุรุษ รวมทั้งมาพรมเสาธงกันอย่างเนืองแน่นจนลานทรายหน้าวิหารเต็มไปด้วยคนนับพัน แต่ละคนจะมีก้านมะยมและถังหรือขันใส่น้ำอบน้ำปรุง จะมาเวียนต่อแถวกันพรมน้ำที่เสาธงของทุกหมู่บ้าน จนกระทั่งขบวนแห่นำเสาธงทั้ง 7 หมู่บ้านมาประจำการที่ฐานจนครบ จากนั้นเข้าสู่ช่วงพิธี พระจะสวดให้ศีลให้พร ชาวบ้านน้ำผ้าธงมาผูกกับเสาธง จากนั้นคอยฟังพระให้สัญญาณตั้งธงได้

11

ธงแห่งความสามัคคี

ช่วงเวลาที่น่าตื่นตาตื่นใจก็มาถึง หลังเสียงสัญญาณ ชาวบ้านคนหนุ่มคนแก่ก็ช่วยกันตั้งเสาธงที่ยาวกว่าสิบเมตรให้เร็วที่สุด ทั้งใช้มือยก และใช้ไม้ช่วยกันค้ำ เป็นบรรยากาศร่วมแรงร่วมใจกันที่แสนวุ่นวาย ไม่กี่วินาทีเท่านั้นเสาธงของแต่ละหมู่บ้านก็ตั้งกันเด่นสง่าจนครบทั้ง 7 หมู่บ้าน เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้น ชาวบ้านช่วยกันมัดเสาธงเข้ากับฐานก็เป็นอันเสร็จสิ้น

12

ปีนี้เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค เพราะจริงๆ แล้วยังไม่มีสัญญาณมาจากพระสงฆ์ แต่เป็นชาวบ้านที่เข้าใจผิดไปเอง จึงต้องโน้มเสาธงลงมายกขึ้นใหม่ เมื่อพระให้สัญญาณปรากฏว่าคราวนี้มีเสาธงของหมู่บ้านหนึ่งหัก ยกขึ้นไม่ได้ ในขณะที่บ้านอื่นยกธงขึ้นหมดแล้ว ชาวบ้านผู้หญิงบางคนตกใจหน้าถอดสี นาทีนั้นเราได้เห็นความร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง เพราะชาวบ้านผู้ชายจากบ้านอื่นต่างกรูเข้ามาช่วย นำไม้ค้ำเสาธงของบ้านตนเองมามัดดามกับเสาธงบริเวณที่หักจนแน่น และตัดสินใจปลดผ้าธงออกเพื่อลดน้ำหนัก แล้วทุกคนก็ช่วยกันยกขึ้นอีกรอบ เสาธงตั้งขึ้นได้ท่ามกลางเสียงดีใจที่ดังขึ้นดังกว่าเดิม เพราะมาจากชาวบ้านทุกคนที่ยืนลุ้น เสาธงของทั้ง 7 หมู่บ้านตั้งขึ้นเรียบร้อย ดูโดดเด่นเป็นสง่า ผ้าธงสะบัดพลิ้วเมื่อต้องลม ดูสวยงามอย่างยิ่ง จะประดับธงไว้ราว 3-4 วัน ก่อนจะปลดธงลงเพื่อถวายวัด

13

เมื่อตั้งเสาธงกันเสร็จแล้วจากนั้นก็ถึงเวลารื่นเริงอีกครั้ง เพลงมันส์ๆ ก็มา ชาวบ้านเต้นกันสุดใจขาดดิ้น ทั้งหนุ่มสาว รุ่นพ่อแม่ คนเฒ่าคนแก่ แล้วขบวนผู้คนก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากลานวัดไปเฉลิมฉลองที่ด้านนอกวัดกันอย่างเต็มที่ สาดน้ำเล่นกันสนาน บรรยากาศครึกครื้นคึกคัก

14

15

นับเป็นประเพณีในวันปีใหม่ไทยที่มีเสน่ห์อีกแห่งหนึ่งที่สนุกสนานไม่แพ้ประเพณีสงกรานต์ที่อื่นๆ เลย

16

ขอขอบคุณ : งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกาญจนบุรี โทร. 034-511-200,034-512-500
#walkingthailand #เบญพาด #เที่ยวเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง


( 0 Votes ) Add a comment
   

หมู่เกาะบุโหลน โดนใจคนรักความสงบ

1

หากคุณชอบการพักผ่อนบนเกาะแบบเน้นความเงียบสงบ เน้นธรรมชาติเน้นความเป็นส่วนตัว หมู่เกาะบุโหลนคือคำตอบที่ดีที่สุดของคุณในทริปนี้

2

3

หมู่เกาะบุโหลนอยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา  ชื่อ  บุโหลน” ว่ากันว่าเพี้ยนมาจากคำว่า  บูโละ” ในภาษามลายูที่แปลว่าไม้ไผ่  เกาะที่เป็นไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมีสามเกาะ คือ เกาะบุโหลนเล เกาะบุโหลนดอน และเกาะบุโหลนไม้ไผ่  กิจกรรมก็จะเป็นการเที่ยวเกาะแบบเนิบช้า อยู่กับธรรมชาติ สัมผัสวิถีชีวิตชาวเกาะ

4

5

เราเลือกพักกันที่เกาะบุโหลนเล เพราะเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะบุโหลน  มีที่พักแบบบังกะโลราคาประหยัดอยู่มากมาย  บนเกาะมีชุมชนชาวอูรักลาโว้ย รวมถึงหาดทรายและอ่าวต่าง ๆ รอบเกาะซึ่งได้ชื่อว่างดงามที่สุดของหมู่เกาะนี้  ตกเย็นพวกเรามาเดินเล่นที่หาดแพนแซนแหลมสน ซึ่งเป็นชายหาดที่ยาวและสวยที่สุดของเกาะ  ส่วนคนชอบดำน้ำก็พากันไปอ่าวม่วง อ่าวพังกาน้อย ไปสัมผัสโลกใต้ทะเลอย่างเพลิดเพลินไม่รู้เบื่อ

6

7

เช้าวันใหม่เราเช่าเรือหางยาวตะลอนเที่ยวแบบ one day trip รอบหมู่เกาะ  จุดแรกที่แวะคือเกาะบุโหลนดอน  บนเกาะมีชาวอูรักลาโว้ยอาศัยอยู่กว่า 300 คน  คนที่นี่น่ารัก บางคนพูดไทยได้ด้วย  เต็มอิ่มกับวิถีชีวิตพื้นถิ่นแล้วก็ตรงดิ่งไปที่เกาะบุโหลนไม้ไผ่ กันต่อ  เกาะนี้บรรยากาศเงี้ยบ...เงียบ ได้ยินเสียงธรรมชาติชัดเจนมาก  บนเกาะมีหาดทรายสองจุด น้ำทะเลใสสูสีกัน ทั้งหาดทรายก็ขาวนวลไม่มีใครยอมใคร 

8

ท้ายสุดเราปิดทริปด้วยการไปดำน้ำชมปะการังเจ็ดสีที่กองหินขาว ซึ่งเป็นจริงอย่างที่ใคร ๆ ร่ำลือ ปะการังสวยงามไม่แพ้ร่องน้ำจาบังจริง ๆ ด้วย !

9

สองวัน หนึ่งคืน ที่หมู่เกาะบุโหลน กับการได้อยู่กับธรรมชาติท่ามกลางความเงียบสงบจริง ๆ นั้น ดีต่อใจแค่ไหน สำหรับคนที่อยากพักใจกาย เราบอกได้เลย--หมู่เกาะบุโหลนจะไม่ทำให้คุณเสียดายเวลาแม้แต่วินาทีเดียว

11

12

• ค่าเรือสปีดโบ๊ตจากท่าเรือปากบาราหรือท่าเรือที่ทำการอุทยานฯ
หมู่เกาะเภตรา ไปเกาะบุโหลนเล 400 บาท/คน/เที่ยว  
ค่าต่อเรือหางยาวไปขึ้นเกาะ 50 บาท/คน/เที่ยว
• ค่าเรือเช่าเหมาลำ one day trip รอบหมู่เกาะบุโหลน 
ราคา 1,600-1,800 บาท
• อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ต. ปากน้ำ อ. ละงู จ. สตูล
โทร. 0-7474-0272

 


( 0 Votes ) Add a comment
   

เกาะตะรุเตา•เกาะหินงาม•เกาะไข่ มนตรา และ อาถรรพ์

1

เกาะตะรุเตาเมื่อราว 80 ปีก่อนเป็นที่คุมขังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์และนักโทษการเมือง ใครถูกส่งไปก็เหมือนถูกขังลืม นอกจากไกลสุดโพ้นทะเล คลื่นลมรุนแรงในฤดูมรสุม รอบเกาะยังมีจระเข้และฉลามชุมชุมเป็นเหมือนป้อมปราการหลายชั้น จนยากที่ใครจะหลบหนีออกมาสำเร็จ อดีตนักโทษคนหนึ่งเรียกว่าเป็น “นรกกลางทะเลลึก”

3

4

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อาหารที่ส่งมาจากบนฝั่งขาดแคลน ทำให้นักโทษรวมตัวกันเป็นโจรสลัดแห่งเกาะตะรุเตาออกปล้นปล้นเรือสินค้า เดือดร้อนรัฐบาลต้องเข้ามาปราบปราม ทำให้ต่อมามีการยกเลิกการคุมขังทั้งหมดและประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ...แค่อ่านเรื่องราว ก็ทำให้เราอยากไปสัมผัสประวัติศาสตร์อันมีมนต์เสน่ห์ของเกาะแห่งนี้ด้วยตาตนเอง!

11

เรือเทียบท่าที่อ่าวพันเตมะลากา เรามุ่งหน้าไปชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราว “นิคมฝึกอาชีพตะรุเตา” ซึ่งเคยคุมขังนักโทษกว่า 3,000 ชีวิต มีของใช้และเรื่องราวที่บอกเล่าว่าพวกเขาถูกใช้ให้ทำงานราวกับทาส ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความแร้นแค้นและไข้ป่า ถึงอย่างนั้นก็มีนักโทษคนหนึ่งที่สร้างผลงานอันมีคุณูปการอย่างยิ่งกับสังคมไทย คือ สอ เสถบุตร ผู้เขียนพจนานุกรมอังกฤษไทยซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลาย ขณะถูกคุมขังที่นี่

10 9

ที่อ่าวตะโละมาเนาะอีกฟากของเกาะ มีเดินเส้นทางศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งเชิญอดีตนักโทษมาช่วยจำลองสภาพแวดล้อมในสมัยนั้น ทั้งบ้านผู้คุม โรงเลื่อย เรือนนอนนักโทษ หลุม 700 ศพ ทำให้เราค่อยๆ เห็นภาพชัดเจนขึ้น ที่น่าสนใจคือ “ตึกแดง” ซึ่งใช้ลงโทษหนักที่สุด นักโทษจะถูกขังเดี่ยวในอาคารเล็กๆ ทำด้วยเหล็กที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง เมื่อแดดแผดเผาจะทรมานมาก ยังมีการลงโทษที่รุนแรงอื่นอีกเช่นตีด้วยไม้คมแฝกหรือขังไว้กลางทะเล

6

แม้ประวัติศาสตร์อาจดูโหดร้าย แต่วันนี้มันก็เงียบหายราวคลื่นกระทบฝั่ง ทุกสิ่งผ่านไปเหลือไว้เพียงธรรมชาติที่สมบูรณ์สวยงาม หาดทรายที่ขาวละเอียด น้ำทะเลใส โอบล้อมด้วยท้องฟ้าสีคราม ในตอนเย็นๆ เราขึ้นไปที่จุดชมวิวผาโต๊ะบู ชมพระอาทิตย์ตก มองเห็นเกาะไข่ เกาะกลาง และเกาะอาดังอยู่ไกลๆ มีสายลมเย็นพัด รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ

5

วันต่อมาเราเดินทางไปอีกเกาะที่มีเรื่องราวชวนค้นหาไม่แพ้กันนั่นคือ เกาะหินงาม ซึ่งชายหาดเต็มไปด้วยก้อนหินกลมมนสีดำลวดลายแปลกตา มีตำนานเล่าขานว่าผู้ใดเก็บหินไปจะต้องมีอันเป็นไป จริงหรือไม่ไม่รู้ แต่มีนักท่องเที่ยวส่งหินที่ขโมยไปใส่กล่องพัสดุกลับมาคืนที่อุทยานฯ เพราะเชื่อว่าโดนอาถรรพ์คำสาปเจ้าพ่อตะรุเตา!

7

อีกเกาะคือเกาะไข่ เกาะเล็กๆ ซึ่งมีหินธรรมชาติเป็นรูปสะพานโค้งตั้งอยู่บนหาดทรายขาวสะอาด เรียกกันว่า “ซุ้มรักนิรันด์” เชื่อว่าคู่รักที่มาลอดจะครองคู่กันอย่างมีความสุข ...ยังไม่มีใครพิสูจน์ความจริง แต่คงไม่สำคัญเท่าไรนัก เพราะเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสีสัน แต่งแต้มให้ธรรมชาติที่สวยงาม ยิ่งมีมนต์เสน่ห์มากขึ้นไปอีก

8

ล้อมกรอบ
- มีเรือโดยสารจากท่าเรือปากบาราไปเกาะตะรุเตา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที
- เรือสปีดโบ๊ตไปเกาะตะรุเตา-เกาะหลีเป๊ะ มักแวะจอดให้ชมเกาะไข่ ประมาณ 15-20 นาที
- เกาะหินงามมักอยู่ในโปรแกรมดำน้ำตื้น (รอบใน) ของเกาะหลีเป๊ะ
- ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเที่ยว คือเดือน พ.ย.-พ.ค.
- อุทยานแห่งชาติตะรุเตา โทร. 07478-3485, 0-7478-3597

 


( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 2 จาก 61