NaiRobRoo.com I หัวใจสีเขียว พาเที่ยวทั่วไทย

เที่ยวเขาตะเกียบ - ประจวบคีรีขันธ์


( 0 Votes ) Add a comment
 

ปั่นจักรยานเที่ยวเวียงกุมกาม

ในความเป็นจริงเชียงใหม่ก็มีสถานที่น่าปั่นจักรยานเที่ยวหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือเวียงกุมกาม เมืองเก่าก่อนการเกิดของเมืองเชียงใหม่  เวียงกุมกามเป็นพื้นที่ชุมชนที่อยู่คู่กับโบราณสถาน ภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านคู่กับภาพโบราณสถานที่สื่อถึงความรุ่งเรืองในอดีต ใครที่เคยไปเที่ยวเมืองเก่าอย่างอยุธยา สุโขทัย และชอบบรรยากาศประมาณนั้น เวียงกุมกามก็ให้บรรยากาศนั้นเช่นกันแต่ต่างกันที่ตรงที่เวียงกุมกามนั้นร่มรื่นน่าปั่นจักรยานมากกว่า

bikecnx10

คำว่า “เวียง” แปลว่าเมือง  กุมกามเป็นเวียงโบราณที่พญามังรายสร้างขึ้นก่อนการสร้างเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่พระองค์ได้ย้ายศูนย์กลางอำนาจจากเวียงเชียงแสนที่เชียงรายลงมายังที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง และเข้าตีเมืองหริภุณไชย (ลำพูน)ได้แล้ว จึงตั้งเมืองใหม่ที่เวียงกุมกามในพ.ศ. 1830  ทว่าถูกแม่น้ำปิงกัดเซาะใน พ.ศ. 1839 พญามังรายจึงย้ายเมืองหลวงไปที่เชิงดอยสุเทพและทิ้งเวียงกุมกามไว้ นานวันตะกอนจากแม่น้ำปิงทับทมจนกลบมิด กระทั่งปี 2523 กรมศิลปกรได้ขุดแต่งและบูรณะจนเป็นอย่งาที่เห็นทุกวันนี้ 

bikecnx

ใครที่จะมาเที่ยวเวียงกุมกามแนะนำให้นำจักรยานมาหรือจะมาเช่าที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ใกล้กันเป็นอาคารศูนย์ข้อมูลและอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางปั่นในทริปนี้  ภายในศูนย์ข้อมูลและอาคารพิพิธภัณฑ์จะให้ความรู้และข้อมูลภาพรวมของพื้นที่เวียงกุมกามทั้งทางงด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม 

bikecnx1

จากนั้นก็ได้เวลาถีบสองล้อปั่นชมเวียงกุมกาม จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปโบราณสถานวัดกู่ป้าด้อมซึ่งเหลือไว้ให้เห็นเพียงฐานวิหารและเจดีย์ ตั้งอยู่ลึกจากผิวดินปัจจุบันประมาณ 1 เมตร. แม้จะเหลือเพียงแค่ฐานแต่ก็ยังเห็นศิลปกรรมของฐานวิหารที่เป็นฐานปัทม์เป็นลักษณะคล้ายทรงนาฬิกาทรายที่จะมีเอวคอดตรงกลาง ภายในวิหารยังมีการพบฐานชุกชีด้วย  

bikecnx2

จากนั้นพวกเราก็ปั่นมายังวัดช้างค้ำซึ่งต้องผ่านวัดธาตุน้อยที่เหลือวิหารและเจดีย์ ด้านหลังวิหารมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปที่เหลือเพียงหน้าตักขนาด 2 ม. ชมครู่หนึ่งก็ได้เวลาปั่นมาที่วัดช้างค้ำ 

bikecnx6

bikecnx5

วัดช้างค้ำหรือวัดกานโถม ตั้งอยู่ในกลางเวียง พงศาวดารเหนือระบุว่า พญามังรายโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1831 เหลือเพียงฐานวิหารและเจดีย์ที่เห็นถึงร่องรอยเป็นช้างค้ำแบบเจดีย์สุโขทัย  เชื่อกันว่าพญามังรายกัลปนาที่ดินและผู้คนจากเมืองหงสาวดีเป็นจำนวน 500 ครัวมาที่วัดช้างค้ำแห่งนี้  ในบริเวณใกล้กับมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่

bikecnx4

จากนั้นพวกเราก็ปั่นไปดูเวียงกุมกามซึ่งก็เหลือเพียงฐานเช่นกัน แต่ชื่อวัดปรากฎอยู่ในตำนานชินกาลมณีปกรณ์ เรียกว่าวัดกุมกามทีปาราม ภายในวัดประกอบด้วยฐานของวิหารและเจดีย์แปดเหลี่ยม บริเวณวัดเป็นที่ตั้งของร้านค้าขายของที่ระลึก

bikecnx7

bikecnx8

บางวันอาจจะได้ยินดนตรีทำนองเพราะจากบรรดาพ่ออุ้ยแม่อุ้ยที่ใช้เวลาว่างมาเล่นดนตรีให้กับนักท่องเที่ยวฟัง จากนั้นไปไหว้พระที่วัดธาตุขาว นักท่องเที่ยวชอบมาแวะที่นี้เพื่อสักการะพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ 

bikecnx9

ทริปนี้สิ้นสุดที่วัดเจดีย์เหลี่ยม  ปรากฎในตำนวนเมืองเชียงใหม่และพงศาวดารเหนือว่า พญามังรายโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1831 รูปทรงเป็นรูปสามเหลี่ยมดูคล้ายปิระมิด เชื่อว่าเป็นอารามแห่งแรกที่พญามังรายโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่บำเพ็ญภาวนาของพระกัสสปเถระและสงฆ์สานุศิษย์ที่ธุดงค์มาถึงเวียงกุมกาม วัดนี้ได้รับการบูรณะหลายครั้งเช่นในปี พ.ศ. 2445 หลวงโยนกการพิจิตร ชาวพม่าเข้ามาทำไม้ในเชียงใหม่จนร่ำรวยเข้ามาบูรณะ  

bikecnx11

เวลาสิ้นสุดทริปในช่วงเวลาเกือบเที่ยง จึงรีบหิ้วท้องไปหาร้านอาหารพื้นเมืองทาน นั้นคือร้านหลองข้าวลำ - ยุ้งข้าวล้านนา (Lanna ricebarn)  ใครอยากอ่านรายละเอียดของร้านนี้ ติดตามต่อไป


mapofcnx1

ติดต่อสอบถามเส้นทางเวียงกุมกาม ศุูนย์บริการนักท่องเที่ยว เวียงกุมกาม โทร. 0-5314-0322 หรือ http://www.wiangkumkam.com/


ขอบคุณ:การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สายการบิน Thai smile 


covercr-01

 


( 0 Votes ) Add a comment
   

ชวนล่องลงใต้..หอบผ้าไปนอนริมเล ที่ ‘บ่อหินฟาร์มสเตย์’ ณ ตรัง

หากคุณได้มีโอกาสล่องลงใต้ “นายรอบรู้”อยากชวนให้ลองหยุดเท้าที่จังหวัดตรัง ปล่อยให้เราจับมือคุณพาไปสร้างความทรงจำใหม่ๆ ที่จะทำให้ทริปวันหยุดของคุณไม่เหมือนทุกครั้ง ที่นี่ ‘บ่อหินฟาร์มสเตย์’ ....ไกลออกไปจากท่าอากาศยานตรังประมาณ 40 นาที ที่ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา

trang3

ที่ตั้งของบ่อหินฟาร์มสเตย์ โฮมสเตย์ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังพัฒนาพื้นที่จากภายหลังการประสบภัยพิบัติสึนามิเมื่อปี 2547 เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กลายเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ต่อมาจึงพัฒนาส่วนบ้านพักให้เป็นรูปแบบโฮมสเตย์ริมชายทะเล บริการอาหารทะเลสดปรุงรสชาติท้องถิ่นแท้ๆ พ่วงด้วยกิจกรรมที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ และวิถีประมงพื้นบ้านอย่างใกล้ชิด 

trangs13

trang4

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปพบรอยยิ้มต้อนรับอย่างเป็นมิตรและเชื้อเชิญให้เข้าบ้าน พื้นที่บ้านไม้ยกสูงเนื้อที่ส่วนใหญ่ของตัวบ้านยืนตัวอยู่บนลำคลองสิเกา ส่วนที่พักอาศัยแบ่งเป็นโฮมสเตย์จำนวนสามหลัง มีระเบียงไม้เปิดโล่งขนาดกว้างป็นทั้งที่นั่งเล่นพักผ่อนและท่าเรือเคียงข้างด้วยกระชังเลี้ยงปลาของชุมชน

เจ้าบ้านต้อนรับด้วยขนมท้องถิ่นคู่กับน้ำกระเจี๊ยบรสหวานเย็นชุ่มคอ เมื่อนั่งพักจนหายเหนื่อย เจ้าบ้านเรียกลงเรือหางยาวขนาดบรรทุกไม่เกินเจ็ดคนออกเรือมุ่งหน้าไปตามลำคลองสิเกา ทิวทัศน์สองฝั่งซ้ายขวาเป็นภาพกำแพงสีเขียวสบายตาของป่าชายเลนเบียดตัวแน่น จากคำบอกเล่าของพี่ ‘บรรจง นฤพรเมธี’ ประธานกลุ่มโฮมสเตย์เล่าว่าในจำนวนต้นไม้ในป่าชายเลยรอบๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากฝีมือลงกล้าของนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาหลากหลายกลุ่ม

trangs11

เรือจอดเทียบฝั่งดินเลนของป่าด้านหนึ่ง ดินเลนมีพลังดูดมหาศาลทำให้การเดินเป็นไปด้วยความลำบากเล็กน้อย พี่บรรจงจัดแจงลำเลียงกล้าโกงกางที่นำติดมาด้วยออกจากเรือสำหรับกิจกรรมปลูกป่าชายเลน เริ่มต้นด้วยการสาธิตขั้นตอนการลงกล้า ตั้งแต่การกำจัดพสาติกห่อหุ้มส่วนราก

trangs16 trangs19

จากนั้นใช้ท่อนไม้ยาวหนึ่งเมตรโดยประมาณปักลงไปบนดินเลนหมุนเป็นวงกลมเพื่อให้เกิดโพรงความยาวประมาณหนึ่งฟุตสำหรับปักกล้าลงดิน และจบด้วยกลบดินรอบโคนต้นให้แน่นเสริมความแข็งแรงให้ต้นกล้าเติบโตเป็นโกงกางรุ่นใหญ่ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าชายเลนผืนใหญ่ในอนาคต

trangs12

trang7

จุดต่อมาเรือเข้าเทียบบนฝั่งป่าชายเลนอีกครั้ง มีสะพานไม้เล็กๆ เส้นทางมุ่งเข้าไปในกลุ่มต้นโกงกางใช้เวลาเดินไม่ถึงสิบนาทีพบบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่ผุดขึ้นเองกลางป่าชายเลน คำถามลักษณะเดียวกันถูกเอ่ยออกมาจากหลายๆ คนถึงความร้อนของน้ำ ไม่รอช้าพี่บรรจงผู้นำทาง วิ่งย้อนกลับไปที่เรือลำหนึ่ง กลับมาในมือมีกระบอกพลาสติก และเดินลงไปวิดน้ำขึ้นมาเต็มภาชะยื่นมาให้พิสูจน์ ความร้อนของน้ำร้อนพอที่จะลวกไข่ให้สุกได้สบายๆ 

trangs15

เรือพามุ่งต่อไปที่จุดสุดท้ายที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของทริปล่องเรือคือ ‘หาดเก็บตะวัน’ จุดชมพระอาทิตย์ตก เรือเร่งเครื่องยนต์เพื่อไปให้ทันแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับหาย

trangs14

trang9

เรือเทียบท่าริมหาดทรายกว้างร้างผู้คนมีเพียงเสียงลมยามเย็นโบกพัดผ่านกระทบหน้า อาทิตย์ดวงกลมโตกำลังค่อยๆลับหาย แสงที่ส่องสะท้อนผิวน้ำลงมาปรากฎเป็นสีเหลืองส้มเป็นริ้วเส้นขอบฟ้า จนกระทั่งแสงสุดท้ายกำลังค่อยๆ หายลับ ความมืดคลืบคลานเข้ามา เป็นสัญญาณบอกถึงเวลากลับบ้านพัก

trang22

trangd20

หลังอาหารเย็นปิดท้ายด้วยการแสดง ‘ลิเกป่า’ ศิลปะการละเล่นท้องถิ่นของเมืองใต้ ที่ปัจจุบันหาชมดูได้ยากแล้ว โดยคณะ‘กิจจาเกสร สุนทรศิลป์’ ชุมชนบ่อหิน ถึงแม้ว่าตลอดการแสดงจะใช้ภาษาท้องถิ่นของชาวปักษ์ใต้ที่ค่อนข้างฟังเข้าใจยาก แต่อากัปรกิริยาท่าทางการแสดง เสียงร้องเพลงประกอบดนตรีเต็มวง สามารถเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้แก่แขกผู้มาเยือนได้อย่างอิ่มสุข

ก่อนแยกย้ายหอบหิ้วพาร่างกายอันเหนื่อยล้าทิ้งตัวลงบนที่นอนนุ่มๆ ให้เสียงของเหล่าแมลงกลางคืนและลมทะเลขับกล่อม.... และที่นี่จะโปรยเสน่ห์ให้ตกหลุมรักจนถอดตัวไม่ขึ้น.

ติดต่อสอบถามข้อมูลที่พักและกิจกรรม ‘บ่อหินฟาร์มสเตย์’ ที่เบอร์ 081-892-7440 คุณบรรจง นฤพรเมธี (ประธานกลุ่มโฮมสเตย์บ้านพรุจูด ตำบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง)


huanhinboost-01


( 1 Vote ) Add a comment
   

ตาดู หูฟัง สองมือทำ สัมผัสวิถีเกษตร ในงาน ’60 พรรษา เจ้าฟ้ากุมารี’

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เตรียมเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ใหม่สองพื้นที่บริการ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบในชื่องานมหกรรม  ‘60 พรรษา เจ้าฟ้ากุมารี’ จะจัดขึ้นในวันที่ 4 -6 เมษายนนี้ 

soilmusuem2

ในวันงานจะเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ใหม่เป็นครั้งแรก คือ ‘พิพิธภัณฑ์ วิถีน้ำ’ พาไปสัมผัสกับคุณค่าของน้ำ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตผู้คน และรักษาสมดุลธรรมชาติ เปรียบได้กับแม่ผู้ให้ชีวิต นิทรรศการถาวรให้ข้อมูลของแหล่งน้ำในประเทศไทย และจัดฉายภาพยนตร์ 4 มิติ บนจอขนาด 270 องศา ความยาว 25 นาที สัมผัสการผจญภัยแบบเสมือนจริง ของเด็กชายที่เดินตามหาผู้ให้กำเนิดไปตามเส้นทางสายน้ำ ในระหว่างทางได้พบผู้ร่วมทาง และการผจญภัยที่ต้องตามไปลุ้นกันว่าจุดจบของเรื่องราว หนุ่มน้อยจะได้สมดั่งใจหวังหรือไม่ 

soilmuseum10

soilmuseum9

soilmusuem5

ถัดจากนั้นผจญภัยต่อสู่ใต้พื้นพิภพที่ ‘พิพิธภัณฑ์ ดินดล’ ดิน ที่เป็นรากฐานของการกำเนิดสิ่งมีชีวิต นิทรรศการจะพาไปทำความเข้าใจของธรรมชาติของดิน ระบบความสัมพันธ์ระหว่างดิน พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ รวมทั้งความรู้เรื่องภัยพิบัติอย่างเข้าใจง่าย นอกจากนี้จะพาดำดินลงสู่ความมืดมิดพบอาณาจักรใต้รากไม้ ผ่านภาพยนตร์ 4 มิติ ความยาว 10 นาที ผ่านจอขนาด 360 องศา สัมผัสความตื่นเต้นที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

soilmusuem1

soilmusuem6

ไม่เพียงแค่กิจกรรมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ใหม่เพียงอย่างเดียว ภายในงานมหกรรมตลอด 3 วันเต็ม จัดอบรม ‘วิชาของแผ่นดิน และอบรมเชิงปฏิบัติการ’ ด้านพันธุกรรมและเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 20 วิชา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ร่วมอบรมวิชาของแผ่นดิน อาทิ ‘การคัดเลือกพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิต’, ‘การเพาะเห็ด 7 ชั่วโคตร เลี้ยงชีพอย่างยั่งยืน’, ‘สมุนไพร สำหรับสตรี สุขภาพดี อายุยืน’, ‘3 ไร่ หายจน’ เป็นต้น และร่วมเวิร์คชอปลงมือปฏิบัติจริงหลายกิจกรรม เช่น ‘เทคนิคการเพาะพันธุ์ผักหวานป่า’, ‘ปุ๋ยหมักจากแกลบบำรุงพืช’, ‘น้ำยาล้างจานสมุนไพร’ เป็นต้น 

 soildmusuem13

soidmusuem12

กิจกรรมแบ่งเป็นสองช่วงเวลาตั้งแต่เช้า-เย็น (09.00-16.00 น.) และเดินช๊อปปิ้งอิ่มพุงกางต่อใน ‘ตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง’ จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ไม้นานาชนิด อาหารพื้นเมืองจาก 4 ภาค ชิมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กว่า 200 ร้านค้าในบรรยากาศสวนสนุกงานวัดย้อนยุค

งานมหกรรม ‘60 พรรษา เจ้าฟ้ากุมารี’ จะจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ที่ ถ.พหลโยธิน ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (โรงพยาบาลนวนครเดิม) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี


ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.wisdomking.or.th โทร.0-2529-2212, 086-901-4638 

 

 


( 0 Votes ) Add a comment
   

ออกเรือตามหายักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลอ่าวไทย

ในช่วงปลายฤดูฝนที่สายฝนตกพรำๆตลอดวัน เป็นช่วงเดียวกันกับที่น้ำจากแม่น้ำพัดพาแร่ธาตุจากแผ่นดินใหญ่ลงสู่ชายฝั่งทะเล เหล่าลูกปลาทั้งหลายจึงทยอยกันมาพร้อมหน้าบริเวณปากแม่น้ำสำคัญของอ่าวรูปตัว ก บริเวณอ่าวไทย ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง หรือปากแม่น้ำเพชรบุรีบริเวณอ่าวบางตะบูน จึงทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลไทยอย่างวาฬบรูด้าเข้ามาอวดโฉมนับสิบตัวให้กับนักท่องเที่ยวที่ลงเรือออกมาเยี่ยมชมท้องทะเลไทย 

buda10

วาฬบรูด้า หนึ่งในสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญที่อาศัยอยู่ในท้องทะเล จัดอยู่ในกลุ่มวาฬไม่มีฟันแต่จะมีกระดูกที่เรียกว่าบาลีนทำหน้าที่กรองแพลงตอนและสัตว์ขนาดเล็กในทะเลเป็นอาหาร ซึ่งรวมไปถึงปลาเล็กปลาน้อยที่รวมฝูงกินอาหารอยู่บริเวณปากแม่น้ำเหล่านี้ด้วย ต่างเป็นอาหารอันโอชะของวาฬบรูด้าทั้งสิ้น

buda6 

จากข้อมูลของ สมิทธิ์ สุติบุตร์ นักเขียนและช่างภาพผู้คลุกคลีกับวาฬบรูด้ามาเป็นเวลานาน ทำให้เราทราบว่า วาฬเหล่านี้ตามแหล่งอาหารสำคัญคือฝูงปลากะตักที่เข้ามากินอาหารบริเวณชายฝั่งในช่วงฤดูฝนของทุกปี สมิทธิ์ยังบอกอีกว่ากลุ่มวาฬบรูด้าเหล่านี้มีถิ่นอาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวไทยอยู่แล้ว จากการสำรวจและศึกษาทำให้ทราบว่ามีวาฬบรูด้าอาศัยอยู่บริเวณอ่าวไทยไม่ต่ำกว่า 40 ตัว เราจึงตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เพราะจากจำนวนแล้วโอกาสที่จะเห็นวาฬบรูด้ากับตาตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก 

buda5

buda13

เราลงเรือจากอ่าวบางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี ผ่านแหล่งทำประมงชายฝั่งมุ่งสู่ท้องทะเลในจุดที่สมิทธิ์บอกว่าเป็นจุดประจำของวาฬบรูด้าคือปากแม่น้ำท่าจีน ในระหว่างทางจะพบกับนกนาๆชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกนางนวลสายพันธุ์ต่างๆที่เข้ามาหาอาหาร หรือเกาะอยู่ตามเสาหินบริเวณฟาร์มเลี้ยงหอยของชาวประมงดูเป็นภาพที่สวยงามแปลกตา ทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆคนอดหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพไม่ได้ 

buda4

ออกมาจากฝั่งได้สักระยะหนึ่ง ที่จุดที่มีแต่ทะเลอันเวิ้งว้างมองเห็นเพียงแต่เรือประมงลำจิ๋วอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า เราได้ยินเสียงจากวิทยุของคนขับเรือว่า “ปลาวาฬอยู่ด้านหน้าเยื้องไปทางขวา ใกล้กับกลุ่มเรือลากหอยลาย” ก็ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหมดบนลำเรือต่างพากันลุกขึ้นชะโงกหน้าออกไปยังจุดที่ได้ยินนั้น แต่ทว่ามันอยู่ไกลจนเกินกว่าอำนาจสายตาจะมองเห็นได้ แต่เมื่อเรือแล่นเข้าไปอีกสักพักพวกเราก็ได้ยินเสียงพ่นน้ำดัง “ฟู่” วาฬบรูด้าขนาดยาวกว่า 12 เมตร ขึ้นมาหายใจและอวดครีบหลังให้ทุกๆคนได้ชม ความรู้สึกครั้งแรกที่เห็นวาฬบรูด้ากับตาตัวเอง เป็นสิ่งที่บอกออกมาเป็นคำพูดไม่ถูกจริงๆ มันทั้งตื่นเต้นและตกใจในคราวเดียวกัน

buda

พวกเราชื่นชมและถ่ายภาพกับแม่วาฬตัวใหญ่อยู่สักพัก ก็จากมาด้วยคนขับเรือบอกกับพวกเราว่าพบวาฬอีกตัวอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก เราตามเจ้าวาฬตัวนั้นไปอยู่นานสองนาน วาฬได้อวดโฉมเพียงแค่การขึ้นมาหายใจแล้วดำลงน้ำไป แต่เมื่อวาฬขึ้นสู่ผิวน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปของนักท่องเที่ยวทุกๆคนก็ดังเกรียวกราวดังเช่นเสียงปืนกล บ่งบอกความตื่นเต้นของนักท่องเที่ยวที่ได้พบกับวาฬบรูด้าเป็นอย่างมาก หลายครั้งที่เจ้าวาฬตัวยักษ์ว่ายเข้ามาใกล้เรือ จนเราเห็นรูปร่างขนาดใหญ่ของมันตั้งแต่ยังไม่โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ เรือที่เรายืนอยู่ดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับขนาดอันใหญ่โตของวาฬ

buda3

buda2

เราตามวาฬบรูด้าไปจนเกือบถึงปากแม่น้ำท่าจีน ในช่วงบ่ายคล้อย ก็ได้พบกับฝูงนกจำนวนมากบินอยู่เหนือผิวน้ำ และเมื่อมองให้ดี เราจะเห็นวาฬบรูด้าแม่ลูก 2 ตัว ว่ายวนเวียนอยู่ใต้ผืนน้ำบริเวณนั้น สมิทธิ์บอกกับพวกเราว่า อาจจะได้เห็นมันขึ้นกินลูกปลาโดยใช้หัวโผล่พ้นน้ำแล้วอ้าปากกวาดลูกปลาเข้าปากของมัน แต่สิ่งที่ได้เห็นในวันนี้มีเพียงแค่เจ้าวาฬตัวใหญ่โผล่หัวขึ้นสู่ผิวน้ำแต่ไม่อ้าปากกินปลาแต่อย่างใด ซึ่งคนเรือบอกกับเราว่าฝูงลูกปลามีน้อยเกินไป ทำให้วาฬบรูด้าไม่ขึ้นกิน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็มาไม่เสียเที่ยวเพราะเมื่อเราเงยหน้าขึ้นและถูกล้อมด้วยกลุ่มวาฬบรูด้ากว่า 10 ตัว รอบๆเรือ ทั้งไกลทั้งใกล้

buda9

buda12

แต่ทั้งหมดก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย ที่มีแร่ธาตุให้ปลาเล็กเข้ามากินอาหารส่งผลให้เหล่าวาฬบรูด้าเข้ามาหาเหยื่อตามกลไกของระบบนิเวศน์ธรรมชาติ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบเห็น และถ้าหากทุกๆคนยังช่วยกันรักษาและปกป้องให้ระบบนิเวศน์นี้ยังคงอยู่ เราก็มีโอกาสได้เห็นเหล่ายักษ์ใหญ่เหล่านี้แหวกว่ายอยู่ในน่านน้ำอ่าวไทยตลอดไป

buda8

>>>สนใจลงเรือเที่ยวชมวาฬบรูด้า ติดต่อ ครัวริมทะเลบางตะบูน โทร. 0-3258-1306, 08-5374-3558 เรือเช่า (เล็ก) โทร. 08-6796-5506 คุณจำรูญ พงศ์พิทักษ์ โทร. 0 3258 1233 คุณทิพย์เนตร สุขเจริญ โทร. 08 9796 5506 ควรไปเที่ยวในช่วงฤดูฝน ตั่งแต่เดือน สิงหาคมถึงเดือน ตุลาคม<<<

web-eatingmape1

coversm

 


( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 5 จาก 9