NaiRobRoo.com I หัวใจสีเขียว พาเที่ยวทั่วไทย

เที่ยวง่ายๆ สบายๆที่ห้วยขาแข้ง

หลายคนคิดว่าเที่ยวป่าไม่สนุก มีแต่ต้นไม้กับต้นไม้ ยิ่งในฤดูแล้งเช่นนี้กลัวพบแต่แดดจ้ากับใบไม้แห้ง  ถ้าไม่ได้มาห้วยขาแข้งคงไม่รู้ว่าป่าหน้าแล้งก็มีเสน่ห์ ทั้งดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง เส้นทางศึกษาธรรมชาติเดินสะดวก  การมาเยือนห้วยขาแข้งครั้งนี้จึงเหมือนได้เปิดประตูความรู้ไปสู่ป่าอีกขั้นหนึ่ง ด้วยมีสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายสิ่งซุกซ่อนอยู่...

huay

>>>ง่ายๆ เพราะระยะทางแค่ 276 กม. 

จากเมืองหลวงสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี ถือว่าไม่ไกล ขับรถเพียง 3-4 ชั่วโมงก็เข้าเขตป่า... เปิดกระจกสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด แล้วสัมผัสความยิ่งใหญ่ของผืนป่ามรดกโลกแห่งนี้ได้เลยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากองค์การยูเนสโก(UNESCO) เมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยการผลักดันของหัวหน้าเขตฯ สืบ นาคะเสถียร ก่อนจะเสียชีวิต  พื้นที่มรดกโลก 3.9 ล้านไร่นี้เรียกกันว่า “ผืนป่าตะวันตก” เพราะอยู่ด้านตะวันตกของประเทศ ในเขต จ. กาญจนบุรี ตาก นครสวรรค์ และอุทัยธานี

huay4

>>>สบายๆในพื้นป่าระดับขนาดใหญ่

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นับเป็นป่าผืนใหญ่ที่สุดของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์กว่า 750 ชนิด รวมถึงสัตว์ป่าสงวนอย่างควายป่า สมเสร็จ เลียงผา เก้งหม้อ แมวลายหินอ่อน และสัตว์หายากอย่างเสือโคร่งและนกเงือก  ด้วยระบบนิเวศที่สมบูรณ์ระดับต้นๆ ของประเทศ 

huay2

ทำให้ทางเขตฯ เปิดพื้นที่บางส่วนให้คนภายนอกที่สนใจได้เข้าไปศึกษา โดยมีกติกาว่าต้องรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุดหลังผ่านประตูเข้ามา เราสังเกตว่าต้นไม้เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับสัญญาณโทรศัพท์ขาดหาย เหมือนเตือนว่าได้ก้าวเข้าสู่โลกของสัตว์ป่าเรียบร้อยแล้ว  ถนนเล็กๆ ที่นำเราเข้ามาสู่สำนักงานเขตฯ โอบล้อมด้วยป่าเต็งรัง  ช่วงหน้าแล้งเช่นนี้ต้นไม้จะทิ้งใบลดการใช้น้ำ เหลือเพียงลำต้นยืนเรียงรายเป็นเส้นสายถี่ๆ ราวภาพสเกตช์ ขณะที่ดอกไม้ป่าแข่งกันบานสะพรั่งเติมสีสันให้ป่า ทั้งดอกติ้วสีชมพูอ่อน ดอกฝ้ายคำสีเหลืองสด หรือดอกต้นแดงส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นความงดงามของผืนป่าฤดูร้อนที่น่าสัมผัส

huay5

>>>ง่ายๆกับเข้าถึงธรรมชาติ

จากประตูทางเข้าราว 14 กม. จะถึงใจกลางพื้นที่ศึกษาธรรมชาติ คือบริเวณลานกางเต็นท์ที่มีบ้านพัก ห้องน้ำ และร้านอาหาร บริการอย่างครบครัน  ช่วงเช้าและเย็นของวันที่เงียบสงบ บรรดาเก้ง เนื้อทราย ละมั่ง จะแวะเวียนมาเล็มหญ้าให้เราได้ชมใกล้ๆ  ขณะที่เหล่านก เช่น หัวขวาน จาบคาเล็ก ขมิ้นหัวดำใหญ่ แขกเต้า โพระดก ฯลฯ ต่างบินมาโชว์ตัวส่งเสียงก้องป่า

huay1

>>>สบายๆกับการศึกษาธรรมชาติ

จุดแรกที่แนะนำให้ชมคืออาคารนิทรรศการมรดกโลก ที่เกิดจากความร่วมมือของเขตฯ กับ ปตท.สผ. จัดแสดงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมรดกโลกห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวรไวอย่างน่าสนใจ ดูแล้วถึงเข้าใจคำว่า “สายธารชีวิตจากป่าสู่เมือง” ด้วยป่าห้วยขาแข้งเป็นต้นน้ำของเขื่อนใหญ่ 4 เขื่อนที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้คนเมืองได้ใช้ รวมถึงผลิตออกซิเจนให้มากกว่า 5 ล้านตันต่อปี ศึกษาภาคทฤษฎีแล้ว ต้องเข้าห้องเรียนภาคปฏิบัติด้วยการเดินเทรล (trail) หรือทางเดินศึกษาธรรมชาติ ไปสัมผัสชีวิตสัตว์ป่าถึงถิ่น  สัตว์ป่ามีประสาทสัมผัสเร็วกว่าเราหลายเท่า 

huay6

huay7

>>>เตรียมตัวกันแบบชิลล์ๆ

ก่อนออกเดินทางเราจึงต้องเลือกสวมเสื้อสีกลมกลืนกับธรรมชาติ  และขณะเดินไปบนเทรลที่แห้งด้วยเป็นฤดูแล้ง แม้จะเดินสะดวกแต่ก็เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง เราจึงต้องพยายามเดินให้เกิดเสียงกรอบแกรบน้อยที่สุดหนึ่งในเทรลระยะสั้นที่น่าเดินคือเทรลโป่งช้างเผือก ซึ่งมักพบวัวแดง ช้าง นกยูง หมูป่า มาหากินบนหาดทรายริมห้วยทับเสลา

huay24  

พี่สมชาย อ่อนฉ่ำ เจ้าหน้าที่นำทาง บอกเคล็ดลับว่า การเดินเทรลให้สนุกต้องใช้สมองทั้งซีกซ้ายและขวา สมองซีกซ้ายใช้ประสาทสัมผัสตา-สังเกต จมูก-ดมกลิ่น หู-ฟังเสียงผิดปรกติ มือ-คุ้ยเขี่ยตรวจสอบสิ่งที่พบ  ส่วนสมองซีกขวาใช้จินตนาการต่อยอด เช่นเห็นรอยตีนเสือให้นึกต่อไปว่าเสือตัวใหญ่เดินผ่านมาแล้วกระโจนหายไปในพงไพร ช่วยให้เดินป่าสนุกขึ้นน่าเสียดายที่เราไปถึงเทรลเมื่อวัวแดงฝูงใหญ่ผ่านไปเสียแล้ว มีเพียงนกกระแตแต้แว้ดส่งเสียงร้องดังทั่วราวป่า  ซุ่มบนหอส่องสัตว์อยู่นาน ก็ใจชื้นว่าไม่ได้เสียเที่ยวเมื่อกวาดกล้องสองตาไปพบนกยูงตัวผู้กำลังต่อสู้กัน  ฤดูแล้งคือฤดูกาลแห่งความรักของสัตว์หนุ่มสาว นกยูงตัวผู้จึงต่อสู้แย่งอาณาเขตสำหรับใช้รำแพนหางเกี้ยวตัวเมีย ผู้ใดชนะก็กรีดแววมยุราให้งามจับตาจับใจสาว

huay26

huay8

หลังกลับมานอนพักท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดของป่า เช้าวันรุ่งขึ้นเราออกเดินท่ามกลางอากาศแสนบริสุทธิ์เพื่อไปเคารพอนุสาวรีย์ สืบ นาคะเสถียร แล้วไปเดินเทรลบ้านของเสือส่งท้าย ก่อนกลับสู่ป่าคอนกรีตแม้ล่วงผ่านไปหลายวัน แต่ความทรงจำอันเกี่ยวเนื่องกับราวป่ายังแจ่มชัดในใจ--ภาพใบไม้ร่วง สรรพเสียงของป่า และบรรดาสัตว์ที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคยเห็นในสวนสัตว์พอหวนคิดถึงแล้วอยากหาโอกาสไปอีกครั้ง...นี่กระมังอาการหลงเสน่ห์ป่า

>>>หัวใจเต้นๆตุ๊บ ในรอยตีน “เสือ”

จุดไฮไลท์ของของการเที่ยวผืนป่าห้วยขาแข้งคือ “เสือ”  ความที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร เสือจึงเหมือนเป็นพี่ใหญ่ของบรรดาสัตว์ป่า ทั้งมีรูปร่างสง่างาม ท่วงท่าน่าเกรงขาม เสือเป็นดัชนีวัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า  ถ้ามีผู้ล่าจำนวนมาก ผู้ถูกล่าย่อมมากตามไปด้วย  เฉพาะในผืนป่าตะวันตกมีเสือถึง 7 ชนิด คือ เสือโคร่ง เสือดาว เสือลายเมฆ แมวลายหินอ่อน เสือปลา เสือไฟ และแมวดาว  

huay10

ที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดก็คือเสือโคร่ง ซึ่งมีอยู่ในป่าห้วยขาแข้งราว 100 ตัว เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของที่เหลืออยู่ในประเทศการศึกษาชีวิตเสือนั้น  พี่อมรรัตน์ ว่องไว นักวิชาการป่าไม้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พาเราเดิน “ทางเดินศึกษาธรรมชาติบ้านของเสือ” ตามหารอยตะกุยดิน กลิ่นฉี่ และรอยตีน 

huay23

แล้วเรียนรู้ชีวิตยอดนักล่าผ่านร่องรอยเหล่านี้  ถ้าโชคดีอาจพบเหยื่อของเสืออย่างวัวแดง เก้ง กวาง บนเส้นทางด้วย แต่กับพี่เสือ- -ไม่เจอตัวเป็นๆ เห็นจะดีที่สุด !

>>>เสือๆจ๋าอยู่ไหน

ทางเข้าเทรลบ้านของเสืออยู่ใกล้กับอาคารนิทรรศการมรดกโลก  เทรลเป็นทางดินแคบๆ ตัดผ่านป่าเต็งรังระยะทาง 800 ม.  ปรกติบริเวณนี้เป็นที่หากินของเสืออยู่แล้ว เขตฯ จึงทำเป็นเส้นทาง  เวลาเดินที่เหมาะคือช่วงเช้าๆ แดดไม่ร้อน ทั้งรอยตีนเสือก็ยังใหม่จากเมื่อคืน แถมเป็นช่วงนกออกหากิน ถือเป็นโบนัสสำหรับคนชอบดูนกจุดแรกที่ต้องแวะคือปากเทรล  มีแท่นตัวอย่างตีนสัตว์หลายชนิด เช่น เสือ กระทิง อีเห็น 

huay12

หากจำขึ้นใจเราจะตามหารอยตีนสนุกยิ่งขึ้น  พี่อมรรัตน์ชี้ให้เราดูรอยตีนเสือ  เสือสามารถเก็บเล็บเพื่อตามเหยื่อได้อย่างเงียบเชียบ พอได้จังหวะจึงค่อยกระโจนเข้าประชิดแล้วกางเล็บตะปบได้ทันท่วงที นับเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงของสัตว์ผู้ล่าดูคล้ายจะโหดร้าย แต่นี่คือหน้าที่ที่ธรรมชาติมอบให้--การจัดการสัตว์กินพืชตัวที่อ่อนแอ เพื่อคัดเลือกตัวแข็งแรงไปสืบทอดเผ่าพันธุ์  การล่าแต่ละครั้ง เสือจะใช้ซากอย่างคุ้มค่า โดยย้อนกลับมากินอีกหลายครั้งจนซากเน่าเปื่อยหรือเหลือแต่กระดูกถึงจะออกล่าตัวใหม่ จากนั้นสัตว์อื่นอย่างเม่น ตะกวด จะมาจัดการซากต่อ เรียกว่าล่าครั้งเดียวคุ้ม  

huay13

ในทางกลับกันถ้ามีเหยื่อเหลือน้อย เสือก็ดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้  พี่อมรรัตน์จึงบอกว่า ถ้าจะอนุรักษ์เสือ ก็ต้องอนุรักษ์ป่าทั้งป่าเอาไว้ให้ได้เดินไปอีกนิดเราพบกรงดักเสือดาว และจุดวางกล้องดักถ่าย หรือ “คาเมราแทร็ป” อุปกรณ์ใช้ติดตามเสือ ทำให้รู้อาณาเขตหากินทั้งหมด  นักวิจัยจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำจะใช้กรงดักเสือเพื่อยิงยาสลบ ติดปลอกคอวิทยุ ซึ่งในปลอกคอฝังอุปกรณ์เก็บข้อมูล ขณะเดียวกันก็จะติดกล้องอินฟราเรดดักถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอไว้ตามจุดในห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรกว่า 180 จุด เพื่อเก็บภาพและข้อมูลไปวิเคราะห์  การวิจัยพบว่า เสือโคร่งใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ตัวผู้แต่ละตัวจะหากินในอาณาเขตซึ่งกินพื้นที่ราว 300 ตร.กม. 

huay18

ขณะที่ตัวเมียใช้พื้นที่น้อยกว่าประมาณ 4 เท่าผ่านมาครึ่งทาง เราพบรอยฉี่บนต้นไม้ บนดินใกล้กันมีรอยตีนเสือโคร่ง  เสือตัวผู้จะกระดก “อวัยวะ” กลับหลังก่อนฉี่ และรอยฉี่ก็คือการประกาศอาณาเขต บอกความเป็นเจ้าของเหยื่อไม่ให้สัตว์อื่นยุ่มย่าม  ส่วนขนาดรอยตีนก็บอกชนิดของเสือได้ ทั้งระยะห่างระหว่างตีนหน้ากับตีนหลังยังใช้คำนวณขนาดลำตัวได้อีกด้วย 

huay15

จุดต่อมาคือโป่ง หรือแอ่งดินที่อุดมด้วยแร่ธาตุ  บริเวณโป่งเหมือนลานตลาดนัดของสัตว์ป่า สัตว์กินพืชต่างมาชุมนุมกินแร่ธาตุในดินที่หาไม่ได้จากพืช สังเกตได้จากรอยกีบมีมากรอยแถวๆ โป่ง แถมด้วยรอยตีนเสือโคร่ง  ก็ถ้าหากเหยื่อมารวมตัวหนาแน่นขนาดนี้ เสือย่อมไม่พลาดที่จะมาร่วมวง แต่สัตว์กินพืชก็มีประสาทสัมผัสไวพอที่จะชิงหนีไปก่อนจะถูกล่า  นี่คงเป็นการออกแบบของธรรมชาติให้ชดเชยกัน  

huay21

huay20

ดังนั้นแม้จะเป็นนักล่าหมายเลข 1 แต่งานของเสือก็ไม่เคยสำเร็จได้ง่ายๆช่วงสุดท้ายของเส้นทางนี้เป็นจุดชมวิวห้วยทับเสลา อันเป็นเสมือนรางวัลเล็กๆ ของนักเดินทาง  จากจุดนี้มองเห็นลำธารใสไหลคดโค้ง ได้ยินเสียงน้ำไหลเซาะหินช่วยให้จิตใจสงบ  พี่นพรัตน์ นาคสถิตย์ อดีตหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เคยบอกว่าลงเล่นน้ำได้ แต่อย่าทำให้เกิดเสียงดัง เพียงหย่อนตัวลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำเย็นไหลผ่านกายจนเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำ เมื่อนั้นเราจะได้ยินเสียงนกร้อง เสียงน้ำ และเสียงใบไม้ไหวตามแรงลม  บางคนบอกว่า นี่คือ “เสียงของป่า”แม้เดินออกจากเทรลโดยไม่พบเสือสักตัว แต่ความรู้ที่ได้นั้นประหนึ่งเราไปตามติดเสือเป็นวันๆ แทบไม่น่าเชื่อว่า เสือที่ใครๆ ล้วนหวาดกลัวและเกรงขาม นอกจากจะสง่างามแล้ว ยังสมถะถึงเพียงนี้


สอบถามรายละเอียดได้ที่  

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โทร. 08-5725-8433, 08-7840-0316, http://www.huaikhakhaeng.net


( 0 Votes ) Add a comment
 

ชวนเรียนรู้ชีวิต ต เต่าหลังตุง

สัตหีบยังมีอีกหนึ่งเรื่องราวของสัตว์ใต้ทะเลที่อยากให้คุณได้รู้จัก  เจ้าสัตว์ที่ว่าออกลูกออกหลานขยายเผ่าพันธุ์อยู่บนโลกใบนี้มานานกว่า 100 ล้านปีแล้วนึกออกหรือยังว่าคือตัวอะไร ?  

turtlemuseum

ตามมาไวๆ ไปดูเฉลยกันจุดหมายท้ายสุดของเราอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ. รฝ.) หน้าที่หลักเป็นแหล่งอนุบาลเต่าและปล่อยเต่าที่ได้รับการอนุบาลแล้วกลับคืนสู่ท้องทะเล โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2535  สำหรับผู้สนใจอยากเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับน้องเต่าอย่างละเอียดยิบ ให้ตรงมาที่อาคารบรรยายเต่าทะเลกันได้เมื่อก้าวเข้าตัวอาคารฯ เราพบห้องบรรยายซึ่งฉายสไลด์เกี่ยวกับเต่าทะเลให้ชมประมาณ 12 นาที 

turtlemuseum1

ก่อนเข้าสู่ห้องจัดแสดงที่เต็มไปด้วยข้อมูลของเต่าทะเล ที่บางเรื่องราวเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเต่าทะเลจัดเป็นสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ ปัจจุบันพบเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น รวมทั้งหมด 7 ชนิด คือ เต่าตนุ เต่าตนุหลังแบน เต่ากระ เต่าหญ้า เต่าหญ้าแอตแลนติก เต่าหัวฆ้อน และชนิดสุดท้ายคือเต่ามะเฟือง  ส่วนเต่าทะเลที่พบในไทยมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ เต่ามะเฟือง เต่าตนุ เต่ากระ และเต่าหญ้า และในจำนวน 4 ชนิดนี้พบที่ทะเลอ่าวไทยเพียง 2 ชนิด คือเต่าตนุและเต่ากระแล้วคุณรู้หรือไม่ เต่าทะเลในไทยชนิดไหนใหญ่ที่สุด ?  

turtelmusuem3

มาดูการจัดอันดับตามขนาดความยาวของกระดองและน้ำหนักตัวกัน เต่ามะเฟืองเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อโตเต็มวัยกระดองจะมีความยาวถึง 120-300 เซนติเมตร มีน้ำหนักตัวถึง 900 กิโลกรัม  เต่าตนุคว้าตำแหน่งรองลงมา ยามโตเต็มวัยกระดองมีความยาว 70-120 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 150 กิโลกรัม

เต่ากระได้อันดับที่ 3 ด้วยความยาวกระดองเมื่อโตเต็มวัยประมาณ  80-100 เซนติเมตร โดยมีน้ำหนักตัว 60-80 กิโลกรัม เต่าหญ้าอยู่อันดับรั้งท้าย เพราะพอโตเต็มวัย กระดองของมันจะยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร และน้ำหนักตัวราว 45-60 กิโลกรัมเท่านั้น

ในอาคารฯ มีเต่าทั้งสี่ชนิดสตัฟฟ์ไว้ให้คุณได้ชมอย่างใกล้ชิดด้วย  ออกจากอาคารนี้ยังมีอาคารอีกหลัง นั่นคือ อาคารแสดงเต่าทะเล ที่ภายในจัดเป็นอะควาเรียมเล็กๆ  แสดงการดำรงชีวิตของเต่าทะเลและปลาทะเลหลากพันธุ์หลายสีสันส่วนใครอยากเห็นเต่าตัวเป็นๆ จากมุมสูง ก็มีบ่อเต่าที่บริเวณด้านนอกให้ชมความน่ารักกันแบบติดขอบบ่อ พร้อมบริการให้คุณได้ป้อนอาหารน้องเต่าด้วยค่าบริการเพียง 20 บาท  ใกล้กันเป็นโรงอนุบาลเต่าอายุตั้งแต่ 1 เดือนไปจนถึง 2 ปี  ตามปรกติเมื่อเต่าอายุได้ประมาณ 3 เดือนก็แข็งแรงพอที่จะปล่อยลงสู่ทะเลให้ผจญภัยในโลกใต้ทะเลได้แล้วทุกปีเจ้าหน้าที่จะปล่อยเต่าทะเลที่เกาะครามซึ่งเป็นเกาะที่พบไข่เต่าทะเลเป็นครั้งแรก รวมทั้งที่เกาะอีร้าและเกาะจานที่เต่าขึ้นมาวางไข่ด้วย  

turtlemuseum5

สามเกาะนี้ล้วนอยู่ในเขต อ. สัตหีบ  และทุกๆ วันตั้งแต่ตี 5 ถึง 6 โมงเช้า เจ้าหน้าที่จะตรวจตามหาดต่างๆ บนเกาะเหล่านี้เพื่อหาไข่เต่า หากพบก็จะเคลื่อนย้ายมาอนุบาลที่ศูนย์ฯเป็นเวลา 20 ปีแล้วที่หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งทำหน้าที่ปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์เพื่อชีวิตของเต่าทะเล  ความมหัศจรรย์ประจำชีวิตสัตว์ต้วมเตี้ยมชนิดนี้ คือสัญชาตญาณในการวางไข่ ที่หากมันเกิด ณ ที่ใด มันก็จะย้อนกลับมาวางไข่ ณ ที่ที่มันเกิด เสมือนการปูทางให้เกิดความมหัศจรรย์แก่ท้องทะเล และกรุยทางให้มนุษย์ได้เป็นกลไกหนึ่งที่เกื้อกูลให้สัตว์ยุคดึกดำบรรพ์แสนน่ารักชนิดนี้ยังคงสืบสายพันธุ์นับเนื่องไปอีกนานเท่านาน


>>>สวนป่าชายเลน สอ. รฝ.

turtlemuseum6

turtlemuseum7

ส่งท้ายจริงๆ กับการเดินทางครั้งนี้ ที่สวนป่าชายเลน สอ. รฝ. ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลฯ  แวะพักผ่อนหย่อนใจและเที่ยวชมธรรมชาติไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะสั้นๆ ทว่าเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าชายเลนอย่างโปรงขาว โปรงแดง แสมทะเล และโกงกาง แล้วไปนั่งรับลมที่ศาลาริมคลองถูป ชมปลาตีนพระเอกแห่งป่าชายเลน และฟังเสียงนกนานาชนิดร่วมขับขานลำนำแห่งธรรมชาติ


>>>อ่านก่อนเที่ยว

เวลาเปิด ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลฯ (โทร. 0-3824-5736-65) เปิดเวลา 08.30-17.00 น.  ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ (ไม่เสียค่าเข้าชม)

>>งานปล่อยเต่าทะเล

จัดบริเวณชายหาดด้านหน้าศูนย์ฯในวันที่ 12 สิงหาคมและ 5 ธันวาคม เป็นประจำทุกปีใครสนใจอยากร่วมปล่อยเต่า ก็เดินทางมาร่วมกิจกรรมได้

 


( 0 Votes ) Add a comment
   

ท่องโลกพรรณไม้หลากสี ที่ “ภูหลวง”

เทียบกันแล้ว ภูหลวง อาจไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเท่ากับภูกระดึง ไม่ได้มีทะเลหมอกงดงามยิ่งใหญ่เท่ากับภูชี้ฟ้า แต่ในผืนป่าบนภูแห่งนี้กลับโดดเด่นด้วยพรรณไม้ที่มีมากกว่าใคร โดยเฉพาะบรรดาดอกไม้ป่า เช่น กุหลาบแดง กุหลาบขาว และกล้วยไม้ป่านานาพันธุ์ที่ผลัดกันบานสะพรั่ง แต่งแต้มสีสันอันงดงามให้ผืนป่าสีเขียวตลอดทั้งปี ใครได้ไปชมคงรู้สึกสดชื่น ตื่นตาตื่นใจ จนอดชื่นชมความเก่งกาจของศิลปินที่ชื่อ “ธรรมชาติ” ไม่ได้

1

ดอกกุหลาบแดงบานสะพรั่งที่ผาสมเด็จ โดยมีฉากหลังคือผาเตลิ่น

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา “นายรอบรู้” ได้รับเชิญจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ไปเที่ยวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อ. ภูเรือ จ. เลย ในช่วงฤดูร้อนที่นับว่าเป็นช่วงที่ดอกไม้ป่า “พีค” ที่สุดช่วงหนึ่งของปี

ชื่อ “ภูหลวง” หมายถึงภูเขาที่ยิ่งใหญ่ เป็นชื่อสิริมงคลที่คนโบราณตั้งไว้ น่าจะมาจากลักษณะภูมิประเทศอันใหญ่โตของบริเวณนี้ คือเป็นเทือกเขาหินทรายสูงตระหง่าน สูงตั้งแต่ 400-1,571 ม. เหนือระดับน้ำทะเล ยอดตัดเรียบ วางตัวทอดขนานไปกับเส้นทางเชื่อมระหว่าง อ. วังสะพุง ไปจด อ. ภูหลวง จ. เลย เป็นระยะทางถึง 50 กม. และกินพื้นที่กว่า 800 ตร. กม. ใน 5 อำเภอของเลย และเพชรบูรณ์ ดังนั้นภาพแรกของภูหลวงที่เราเห็น จึงมีเทือกเขาขนาดใหญ่เป็นดังกำแพงยักษ์ตั้งตระหง่านล้อมเอาไว้

3

ดอกกุหลาบแดงบานสะพรั่งที่ผาสมเด็จ โดยมีฉากหลังคือผาเตลิ่น

ด้วยพื้นที่ตั้งอยู่ในระดับความสูงที่แตกต่างกัน รวมทั้งได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม จึงทำให้ภูหลวงมีสภาพป่าที่แตกต่างหลากหลายไปตามความสูงของพื้นที่ สภาพป่าโดยรวมนับว่าอุดมสมบูรณ์มาก เป็นต้นน้ำของแม่น้ำเลยและแม่น้ำป่าสัก มีสัตว์มากกว่า 300 ชนิดอาศัยอยู่ และมีพรรณไม้หลายร้อยชนิด โดยเฉพาะดอกไม้ป่าที่มีมากชนิดที่สุดในอีสาน จนใครต่อใครต่างขนานนามให้เป็น “มรกตแห่งอีสาน” บ้างก็ว่าเป็น “อาณาจักรแห่งพรรณพืช”

2

ฉากพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาช้างผ่าน มองเห็นพื้นที่ อ. วังสะพุง อยู่เบื้องหน้า

จากทางเข้าที่ อ. ภูเรือ เรานั่งรถผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวอีก 18 กม. ก็มาถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงในช่วงเย็น เพียงก้าวออกจากรถก็พบกุหลาบแดงบานสะพรั่งต้อนรับ ย้อมสีบริเวณนั้นให้แดงสดถึงใจ ขณะเดียวกันกุหลาบขาวก็ทยอยเริ่มบานบ้างแล้ว เตรียมรับไม้ต่อหลังกุหลาบแดงโรยราในช่วงเดือนมีนาคม

นอกจากกุหลาบสองสีที่ชวนตื่นตา บริเวณรอบที่ทำการเขตฯ ยังเต็มไปด้วยพืชพรรณหน้าตาแปลกๆ ผลัดกันออกดอกให้ชมตลอดทั้งปี โดยเฉพาะบรรดา “เอื้อง” และ “สิงโต” ซึ่งเป็นพืชตระกูลกล้วยไม้ป่า ขึ้นอยู่ตามคาคบไม้และซอกหิน ต้องใช้ความช่างสังเกตสักนิดจึงจะได้พบ เช่น เอื้องตาเหิน เอื้องหนวดพราหมณ์ สิงโตสยาม สิงโตช้อนทอง สิงโตก้านหลอด สิงโตกลอกตาใหญ่ สิงโตใบพาย แต่ละชนิดมีรูปร่างแปลกตาคล้ายสัตว์ประหลาดบ้าง คล้ายสิ่งของบ้าง ชวนให้เดินดูอย่างเพลิดเพลิน เช่น สิงโตช้อนทองมีดอกรูปร่างคล้ายช้อนเรียงซ้อนกัน สิงโตใบพายก็มีดอกยาวคล้ายใบพัด เรารู้สึกว่ากล้วยไม้เหล่านี้ดู “มีชีวิต” มากกว่ากล้วยไม้ที่ปลูกอยู่ตามสวน แถมยังสนุกที่ได้มองหา

4 5

สิงโตสยาม                                                             ดอกกุหลาบแดง

สิงโตกับเอื้องก็เป็นพืชสกุลกล้วยไม้เหมือนกัน ต่างกันที่สิงโตจะมีเพียงใบเดียวต่อหัว แต่ถ้าเป็นเอื้องในหัวเดียวจะมีหลายใบ มีการสำรวจพบว่ากล้วยไม้ที่ภูหลวงมีมากกว่า 200 ชนิด ซึ่งนับว่ามากที่สุดของประเทศ เจ้าหน้าที่ถึงกับบอกว่าจำแทบไม่หมด!

ก่อนที่อาทิตย์จะสิ้นแสง เราไปที่จุดชมทิวทัศน์ยามเย็นด้านหลังโรงอาหารของที่ทำการ เก็บภาพดวงตะวันค่อยๆ เคลื่อนลับเหลี่ยมเขาไป จากนั้นกลับมารับประทานอาหารและสอบถามข้อมูลเรื่องการเดินป่าในวันรุ่งขึ้น ในภูหลวงมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติหลายเส้นให้เลือกตามความสะดวก ทั้งเส้นทางโคกนกกระบา ลานสุริยัน แต่คณะสื่อเลือกไปเส้นทางผาเตลิ่น-รอยเท้าไดโนเสาร์ ซึ่งเหมาะสมกว่าทั้งเวลาและระยะทาง

เช้าวันต่อมาเราออกจากบ้านพักตั้งแต่ตีห้า เพื่อไปให้ทันฉากพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาช้างผ่าน ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 1 กม. เจ้าหน้าที่แนะนำว่าไม่ควรออกมาเช้ามืดนัก เนื่องจากเส้นทางนี้พบช้างบ่อยสมชื่อ จึงอาจเกิดอันตรายได้ ระหว่างสาดไฟฉายฝ่าความมืดไปเราก็พบมูลช้างสดใหม่ตลอดทางดังว่าจริงๆ พี่เจ้าหน้าที่เฉลยว่าเนื่องมาจากสภาพพื้นที่ที่ด้านหนึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีกระจายสัญญาณโทรทัศน์ อีกฝั่งเป็นหน้าผา จึงเป็นทางแคบ บังคับให้ช้างต้องออกไปหากินโดยผ่านเส้นทางนี้เท่านั้น

6 7

เอื้องตาเหิน                                                    เอื้องสำเภางาม

ที่ผาช้างผ่านเวลาเช้ามืดเมื่อเราไปถึง มีสายหมอกปกคลุมขาวโพลน จนเหมือนโลกทั้งโลกเป็นสีขาวดำ สายลมพัดกระหน่ำจนต้องกระชับเสื้อหนาวและถือกล้องไว้กับตัวไว้ให้มั่น ไม่นานนักพระอาทิตย์สีทองก็ปรากฎโฉม สาดแสงสีทองให้เห็นพื้นที่ อ. วังสะพุง ที่อยู่เบื้องล่าง เป็นทิวทัศน์ยามเช้าที่งดงามมาก

หลังกลับมาล้างหน้าล้างตา รับประทานอาหารเช้าที่หน่วยแล้วเราก็ออกเดินทางไกลกันต่อ พกข้าวคนละห่อไปกินกลางทางเป็นมื้อกลางวัน พร้อมกับทำตัวให้เบาที่สุดโดยเก็บสัมภาระที่ไม่จำเป็นไว้ที่รถ ราวกับจะออกเดินทางไกลในวิชาลูกเสือที่เรียนมาครั้งประถมอีกครั้ง จากนั้น พี่บรรฑิต คำมานิตย์ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ที่ทำงานในพื้นที่มากว่า 20 ปี จนเป็นกูรูเรื่องพืชพรรณไม้ในภูหลวงลำดับต้นๆ ก็พาเราออกเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่ทำการเขตฯ-ผาสมเด็จ-ผาเตลิ่น-รอยเท้าไดโนเสาร์ เลียบเลาะไปตามหน้าผาด้านตะวันออก ซึ่งมีระยะทางประมาณ 4-5 กม. ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง

8 

เอื้องน้ำเต้าฤาษี ดอกมีกลิ่นหอม

ช่วงแรกบนเส้นทางนี้เป็นยอดภูตัดเรียบเดินได้สะดวก พื้นบางช่วงเป็นทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า พี่บรรฑิตบอกว่าสภาพป่าบริเวณนี้เป็นป่าดิบแคระ คือร้อยวันพันปีไม่โตเนื่องมาจากสภาพลมแรง และสภาพดินที่เป็นหิน ทราย พืชที่พบส่วนใหญ่คือก่อดำที่ทนลมได้ดี บนเส้นทางเรายังพบเอื้องโดยเฉพาะเอื้องตาเหิน และเอื้องสร้อยระย้าที่ออกเยอะที่สุดในช่วงนี้ ขึ้นแซมอยู่ตามคาคบไม้แทบตลอดทางที่เราเดินผ่านไปยังผาช้างผ่าน นอกจากนี้ยังมีดอกเอื้องสำเภางามบานตามซอกหิน โคลงเคลงหรือเอนอ้าอวดดอกสีม่วง ส้มแปะที่ออกดอกเป็นช่อห้อยระย้า มองดูคล้ายกระดิ่งจิ๋วที่ห้อยเรียงกัน และก๊กหม่อง หรือสะเม็ก ที่มองเผินๆ คล้ายดอกรักสีชมพูมีเกสรแหลม ส่วนเหนือหัวขึ้นไปนั้นก็คือต้นก่วมหรือเมเปิ้ล ซึ่งใบแก่สีเหลืองสีแดงของมันหลุดร่วงมาเติมสีสันให้พื้นดิน

9

ก๊กหม่อง หรือ สะเม็ก ดอกลักษณะคล้ายดอกรัก

หากก้มลงมองพื้นป่า จะพบดอกหรีดสีม่วงอ่อนแซมบนพื้นทรายขาวที่ละเอียดราวฝุ่น ข้าวตอกฤาษีซึ่งเป็นไลเคนที่ขนาดใหญ่ที่สุด เฟินชนิดต่างๆ รวมทั้งฟองหินที่ดูเหมือนปะการังขึ้นมาอยู่บนบก พืชพรรณแปลกตาเหล่านี้ชวนให้การเดินเท้าที่น่าจะเหน็ดเหนื่อยกลับเป็นความรื่นรมณ์ตลอดเส้นทาง  

ไม่นานนักเราก็มาถึงผาสมเด็จ ซึ่งห่างจากผาช้างผ่านมาประมาณ 1 กม. เป็นสถานที่ค้นพบต้นสร้อยสมเด็จเป็นแห่งแรกจึงเป็นที่มาของชื่อหน้าผาแห่งนี้ เดินถัดอีกไม่ถึง 10 ม. ก็ถึงจุดชมทิวทัศน์ผาสมเด็จ ซึ่งมองเห็นแนวผาเตลิ่นอันกว้างใหญ่อันเป็นเป้าหมายของเราอยู่ด้านหน้า ริมหน้าผามีดอกกุหลาบแดงบานสะพรั่ง นั่งรับลมเย็นพักเหนื่อยแล้วก็เดินผ่านป่าที่รกขึ้นอีกเล็กน้อยประมาณ 1 กม. ก็มาถึงผาเตลิ่น หน้าผาสูงแห่งนี้ลดหลั่นเป็นขั้นบันได สมกับชื่อ “ผาเตลิ่น” ที่คนเลยแปลว่า “ลื่น” เมื่อมองฉากหน้าที่เป็นเมืองเลยจากมุมสูง งดงามยิ่งใหญ่และคุ้มค่าสมกับที่เดินทางไกลมาถึง พี่บรรฑิตเล่าว่าเคยพบเลียงผา หรือ “ม้าเทวดา” สัตว์ป่าสงวนสุดหายากบริเวณนี้ด้วย

10

รองเท้านารีปีกแมงปอ หรือรองเท้านารีสุขะกุล ออกดอกในช่วงฤดูหนาว นับเป็นกล้วยไม้ป่าหายาก พบที่ภูหลวงเท่านั้น

ระหว่างทางกลับเราผ่านไปชมรอยเท้าไดโนเสาร์ หลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่าบริเวณนี้มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มานับล้านปีแล้ว นักวิชาการมาตรวจสอบแล้วพบว่าพันธุ์ทีเร็กซ์ หรือ ไทแรนโนซอรัส ไดโนเสาร์กินเนื้อพันธุ์เดียวกับที่พบที่กาฬสินธุ์

ช่วงท้ายของเส้นทางเราต้องเดินผ่านป่าดงดิบก่อนกลับมาที่ถนนสายหลัก ไม่นานนักรถยนต์ของหน่วยก็แวะมารับเรากลับมายังที่ทำการเขตฯ นับเป็นโชคดีของพวกเรามากที่ได้พบกับกล้วยไม้รองเท้านารีปีกแมลงปอ หรือรองเท้านารีสุขะกุล อยู่หลังห้องน้ำที่ทำการเขตฯ รองเท้านารีปีกแมลงปอเป็นกล้วยไม้หาได้ยากมาก หนึ่งในพรรณพืชที่พบเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ภูหลวง นอกจากสิงโตนิพนธ์ เอื้องสุริยัน สิงโตธานีนิวัต รองเท้านารีชนิดนี้ออกดอกในช่วงฤดูหนาวและมีไม่มากนักที่จะบานมาจนถึงฤดูร้อนเช่นนี้ เราจึงดีใจที่ได้เก็บภาพสุดหายากนี้เป็นของขวัญก่อนกลับออกมาจากภูหลวง

พี่ๆ เจ้าหน้าที่ฝากบอกว่า ไม่ว่ามาถึงฤดูไหน ป่าภูหลวงก็ยังมีดอกไม้นานาพันธุ์บานต้อนรับเสมอ ช่วงฤดูฝนที่จะถึงนี้คือช่วงเวลาแห่งดอกไม้บนภูหลวงอย่างแท้จริง ทั้งดอกเปราะสีชมพูบานที่โคกนกกระบา หญ้าข้าวก่ำและดอกเทียนน้อยขึ้นแซมตามยอดหญ้า รวมถึงเอื้องแซะภูและสิงโตปากนกแก้วจะเกาะตามเปลือกไม้สน ต่างรอให้ทุกคนได้มาค้นพบในช่วงหลังฝนตกที่ผืนป่าเย็นฉ่ำและเขียวชอุ่ม...



อ่านก่อนเที่ยว!!!!

>>>จองบ้านพักในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภูหลวง โทร.042-801955 หรือทางเว็บไซต์ http://www.phuluang.org/ * ไม่อนุญาตให้กางเต็นท์ ไม่มีอาหารขาย ต้องเตรียมขึ้นมาหรือโทรให้ทางเขตฯ จัดเตรียมไว้ให้<<<<


แผนที่


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น
( 1 Vote ) Add a comment
   

เขาใหญ่ โลกแสนสุขใจ ของคนรักธรรมชาติ

หวังว่าคุณคงไม่แปลกใจที่พลิกอ่านคอลัมน์ “นายรอบรู้” ฉบับนี้ แล้วพบภาพป่าเขียวเต็มพรืด  ฤดูฝนเวียนมาอย่างนี้ คงไม่มีทริปไหนน่าสนใจเท่าการตะลุยพงไพร  ช่วงนี้ป่าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่งดงามยิ่งกว่าฤดูกาลใด สายฝนเย็นฉ่ำทำให้พืชพรรณแตกใบและออกดอกดาษดื่น แต่งแต้มผืนป่าเขียวชอุ่มให้มีสีสันสดใส 

ทั้งน้ำตกยังมีน้ำไหลบ่าเต็มหน้าผาน่าเที่ยวชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติในป่าเขาใหญ่ทุกเส้นทางจะพาเราไปใกล้ชิดชีวิตพืชพรรณธรรมชาติและสัตว์ป่ายิ่งขึ้น  เป็นโลกที่แสนสงบหากแต่มีเรื่องราวให้เรียนรู้ไม่สิ้นสุด  ไม่แน่ว่านอกจากเห็นภาพ “สายสัมพันธ์ชีวิต” เชื่อมโยงจากป่าสู่เมืองชัดเจนกว่าเดิม คุณอาจพบโลกอีกใบที่แสนสุขใจภายใต้ร่มเงาของธรรมชาติก็เป็นได้

 

ต้นไม้ใหญ่ คนตัวเล็ก เริ่มต้นที่ กม. 33

kaoyai

ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ตั้งอยู่ในเขต อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 200 กม.  “นายรอบรู้” ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. เดินทางจากเมืองหลวงมาถึงเขตอุทยานฯ  เราแวะสักการะศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคลกันก่อน แล้วจึงตรงมายังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ติดต่อที่พักและนัดหมายเจ้าหน้าที่พาเดินป่าเสร็จสรรพ เราไม่ลืมแวะซื้อถุงกันทากที่ร้านขายของที่ระลึก  ป่าหน้าฝนเช่นนี้ทากชุกชุมอย่างกับยุง สวมถุงกันทากไว้จะได้ไม่ถูกพวกมันรุมเกาะจนขวัญกระเจิง

kaoyai2

จุดหมายแรกของเราคือเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กม. 33-หนองผักชี ที่เหมือนเป็นตัวแทน “ป่าดงดิบ” หรือป่าไม่ผลัดใบ อันเป็นสภาพป่าที่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขาใหญ่ ซึ่งมีทั้งบริเวณที่เป็นป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้ง  ป่าดิบชื้นจะเกิดในพื้นที่ฝนชุก มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 1,000  มิลลิเมตรต่อปี และฝนตกต่อเนื่องเกิน 8 เดือน  บางทีจึงเรียกว่า “ป่าฝน” และพรรณไม้ในป่าดิบชื้นจะเป็นพวกชอบความชุ่มชื้นอย่างไม้วงศ์ยาง  เขาใหญ่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้โดยตรง ป่าชนิดนี้จึงครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่  ส่วนป่าดิบแล้งเกิดในพื้นที่ที่มีช่วงแล้งนาน 3-5 เดือน และดินเก็บน้ำได้ไม่ดี  พืชโดดเด่นก็มีสมพง ลำพูป่า เป็นต้น

kaoyai3

พี่อึ่ง-ณัชนพ วงษ์หาญ เจ้าหน้าที่สื่อความหมายของ อช. เขาใหญ่ พาเราไปยังจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่บริเวณหลัก กม. 33  เพียงไม่กี่ก้าวก็สัมผัสถึงความเป็น “ป่าใหญ่”  รอบตัวเรารายล้อมด้วยต้นยางและสมพงสูงกว่า 30 ม. ลำต้นใหญ่ขนาด 4-5 คนโอบ มองดูเหมือนเสาหลักของป่า ส่วนกิ่งก้านที่แผ่ปกคลุมก็ราวกับหลังคาธรรมชาติ ไม้สูงใหญ่บ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดินและความบริสุทธิ์ของป่าที่ไม่ถูกรบกวน

kaoyai4

ไม้ใหญ่บางต้นบริเวณโคนต้นจะมี “พูพอน” คล้ายครีบขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวคน  พี่อึ่งอธิบายว่าเมื่อต้นไม้สูงปกคลุมป่า แสงอาทิตย์แทบไม่อาจลอดผ่าน บวกกับฤดูฝนยาวนาน แสงแดดจึงมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ต้นไม้ต้องแข่งกันสร้างลำต้นให้สูงขึ้นไปรับแสงแดด  การเร่งสร้างลำต้นทำให้ไม่มีเวลาพอจะสร้างรากแก้ว ต้นไม้จึงสร้างพูพอนเพื่อพยุงลำต้นไม่ให้ล้มขึ้นแทน  

kaoyai5

อีกทั้งต้นไม้สูงจะมีใบบริเวณเรือนยอดเล็กเพื่อไม่ต้านลมและไม่กักน้ำฝน เป็นการป้องกันไม่ให้ใบเน่าหรือขึ้นรา ไม่เช่นนั้นมันจะสังเคราะห์แสงได้น้อยลง  เช่นเดียวกับที่เราสังเกตเห็นใบไม้ของต้นไม้บางชนิดที่หลังใบมีสีขาวก็เพื่อกักเก็บแสงไว้สร้างอาหารให้มากที่สุดงานวิศวกรรมแห่งธรรมชาติอันน่าทึ่งเหล่านี้ชวนให้เรายิ่งอยากค้นหา ทั้งยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ป่าดงดิบสร้างให้แก่โลก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร แหล่งยา แหล่งอาศัยของสัตว์น้อยใหญ่ กระทั่งเป็นปอดขนาดมหึมาฟอกอากาศให้เรายังหายใจได้สบายอยู่ทุกนาที


โชค 3  ชั้น  ที่หนองผักชี

kaoyai6

นักเดินป่าทุกคนต่างหวังจะได้เห็นสัตว์หายากอย่างเสือ ช้าง กระทิง ด้วยตาตัวเองสักครั้ง หากได้พบก็เหมือนถูกรางวัลแจ็กพอต เพราะสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นบ่อย ต้องอาศัยทั้งโชคและการเฝ้ารอคอยอย่างอดทนที่เขาใหญ่มีหอดูสัตว์หนองผักชีซึ่งเหมาะสำหรับไปเฝ้าดูสัตว์ อยู่ ณ ปลายเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กม.33-หนองผักชี  จะเดินจากจุดจอดรถริม ถ. ธนะรัชต์เข้าไปราว 1 กม. ก็ได้เช่นกันหนองผักชีเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ แหล่งน้ำสำคัญของสัตว์ป่าในเขาใหญ่  รอบหนองเป็นทุ่งหญ้าคา และมี “โป่ง” หรือแอ่งดินเค็มที่มีเกลือแร่ สัตว์กินพืชทั้งเก้ง กวาง และช้าง จึงมาชุมนุมกันที่หนองน้ำนี้

ในช่วงเช้าและเย็น เพื่อกินเกลือแร่จากโป่งและกินหญ้ากินน้ำ  บางทีสัตว์ผู้ล่าอย่างเสือโคร่ง หมาใน ก็มาซุ่มรอเหยื่อด้วยเย็นวันที่สงบเงียบ เราเดินตามทางดินไปยังหอดูสัตว์นี้ ผ่านทุ่งหญ้าที่ลมเย็นพัดจนไหวเอน  บริเวณที่หญ้าคาขึ้นนี้เดิมเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านมาก่อน  เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะคอยเผาหญ้าให้ระบัดใบอ่อนเป็นอาหารของเหล่าสัตว์เราขึ้นไปบนหอดูสัตว์  มองหนองผักชีที่บัดนี้ยังไม่มีชีวิตใดกล้ำกรายมา เราเฝ้าคอยด้วยความหวัง  ทว่ารออยู่นานสองนานความเคลื่อนไหวมีเพียงสายลมพัดยอดไม้เสียงหวีดหวิว ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่ถอดใจ คงอดทนรอต่อไป 

kaoyai7 

ทันใดนั้นสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นราวกับฝัน“ตัวอะไรเดินมาจากฝั่งโน้น !” เพื่อนสายตาดีคว้ากล้องสองตาขึ้นปรับระยะชัด ก่อนจะพบว่าสิ่งมีชีวิตสีดำทะมึนกลางทุ่งหญ้าห่างจากเราไปกว่า 700-800 ม. นั้นคือกระทิง !กระทิงตัวนั้นหยุดเดินและจ้องเขม็งมายังหอดูสัตว์ราวกับมันสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอม  คำนวณเทียบกับยอดหญ้าแล้ว ความสูงของมันน่าจะเกือบ 2 ม.  ร่างกำยำนั้นยาวขนาดรถกระบะโดยประมาณ หากไม่เป็นกระทิงโทนที่หากินเพียงลำพัง ก็คงเป็นกระทิงตัวเมียออกมาดูลาดเลาก่อนที่ทั้งฝูงจะตามมากินหญ้าแว่วมาว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพบกระทิงบริเวณนี้ ด้วยไม่มีใครเห็นกระทิงที่หนองผักชีมาหลายปีแล้ว  

kaoyai8

การปรากฏตัวของมัน ถ้าไม่นำข่าวดีว่าป่าเขาใหญ่อุดมสมบูรณ์ขึ้นจนฝูงกระทิงที่อพยพไปเขาแผงม้าพากันกลับมา ก็คงเป็นข่าวร้ายว่าเขาแผงม้าแห้งแล้งจนฝูงกระทิงต้องอพยพกลับ  ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุที่แท้ แต่สำหรับเราเหมือนเป็นโชค ๓ ชั้นรางวัลใหญ่จากธรรมชาติตอบแทนการรอคอยอารามดีใจกับรางวัลใหญ่ทำให้เราอยากอ้อยอิ่งอยู่ต่อ แต่เมื่อความมืดเริ่มปกคลุม เราก็จำต้องรีบเดินออกจากหนองผักชี  หนึ่งนั้นนึกถึงอันตรายอันอาจเกิดจากสัตว์กินเนื้อเริ่มออกหากิน สองคือนอกจากอิ่มใจเราก็อยากอิ่มท้องด้วย ช้านักร้านอาหารปิด เราคงต้องหิวท้องกิ่วกันทั้งคืนแน่


“อินทนนท์น้อย” บนผาเดียวดาย

kaoyai9

ป่าดงดิบที่เขาใหญ่นอกจากแบ่งเป็นป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้งแล้ว ยังมีป่าดิบเขาด้วย  “เขา” คือเนินสูง ป่าดิบเขาเกิดบนพื้นที่สูง 1,000 ม. จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป อยู่สูงกว่าป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้ง  เมื่ออยู่บนที่สูง พื้นที่ป่าดิบเขาจึงมีอากาศเย็น รวมทั้งยังชุ่มชื้นเพราะได้รับอิทธิพลจากเมฆปกคลุมตลอดทั้งปี  บางคนเลยขนานนามว่า “ป่าเมฆ”

หน้าฝนเช่นนี้ป่าดิบเขาสวยงามที่สุด  ความชุ่มชื้นเอื้อให้เฟิน มอส และตะไคร่ งอกงามตามกิ่งก้านไม้ จนเหมือนต้นไม้กำลังห่มผ้าสีเขียวกันถ้วนหน้า แถมผ้านั้นดูหนากว่าในหน้าหนาวอีกด้วย  เส้นทางศึกษาป่าดิบเขาโดยเฉพาะเส้นทางสู่ผาเดียวดาย ยามฉ่ำละอองฝนนั้นสวยงามราวกับดอยอินทนนท์น้อยๆ ทีเดียวเช้ารุ่งขึ้น หลังตื่นมาสูดอากาศชื่นเย็นเต็มปอด เราก็มุ่งหน้าไปผาเดียวดาย ที่บัดนี้ไม่เดียวดายสมชื่อแล้ว เพราะกลายเป็นผายอดนิยม

kaoyai10 kaoyai11

ปรากฏในละครหรือโฆษณาบ่อยครั้ง ทั้งเป็นจุดถ่ายภาพชมวิวของเหล่านักท่องเที่ยว  ทางอุทยานฯ จึงปรับปรุงทางเดินดินให้เป็นบอร์ดวอล์กหรือทางเดินยกระดับ แม้จะต้องตัดต้นไม้ไปบ้างแต่ก็ทำให้เดินสะดวกกว่าเดิมและเลี่ยงไม่ไปเหยียบย่ำทำลายพืชพรรณตามรายทางเส้นทางศึกษาธรรมชาติผาเดียวดายตัดผ่านป่าดิบเขาและป่าพรุ  ระยะทางราวๆ 500 ม. นี้ใช้เวลาเดินไม่ถึงชั่วโมง

kaoyai13

แต่สำหรับผู้หลงใหลในรูปทรงและสีสันอันสะดุดตาของบรรดาดอกไม้ป่าและพืชพรรณ ผลงานออกแบบโดยธรรมชาตินี้คงพาให้ล่วงเลยเป็นชั่วโมงพืชตระกูลเฟินเป็นพืชที่ห้ามพลาดชม  ตัวเอกซึ่งบ่งชี้สภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าได้เป็นอย่างดีคือ ฟิล์มมี่เฟิน เฟินที่ใบบางที่สุดในโลก ขึ้นได้เฉพาะในป่าที่มีความชื้นสูงเท่านั้น  เฟินตีนตุ๊กแกเป็นเฟินอีกชนิดที่นักเดินป่าสมัครเล่นในกลุ่มชี้ชวนให้ดูใบหยักๆ น่ามองของมัน 

นอกจากไม้ดอกสวยๆ อย่างดอกเข้าพรรษา บีโกเนีย รวมถึงกุหลาบพันปีสีขาวเด่นบนยอดไม้ เรายังพบไม้ยืนต้นตระกูลก่อที่ว่ากันว่าผลเปลือกแข็งของมันคั่วกินอร่อยไม่แพ้เกาลัดจากผาเดียวดาย เรามองเห็นต้นยางขึ้นเบียดหนาทึบที่เขาร่มเบื้องหน้า ขณะหูได้ยินเสียงนกกกแว่วมาไกลๆ เนื้อตัวสัมผัสลมเย็นสดชื่นพัดผ่าน และใจแอบอิงเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของป่าใหญ่อย่างไม่เดียวดาย..


หนีช้างปะจระเข้ 

kaoyai14

ที่ผากล้วยไม้-เหวสุวัตป่าเขาใหญ่มีอีกหนึ่งเส้นทางซึ่งคาบเกี่ยวระหว่างป่าดิบชื้นกับป่าดิบแล้ง โดยเลาะเลียบไปตามห้วยลำตะคอง นั่นก็คือเส้นทางศึกษาธรรมชาติผากล้วยไม้-เหวสุวัตห้วยลำตะคองเป็นสายธารหล่อเลี้ยงป่าเขาใหญ่ บนเส้นทางนี้จึงมีพืชพรรณมากมาย โดยเฉพาะหวายซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความชื้นของผืนป่า  เราแวะมาเส้นทางนี้ช่วงสายๆ ชมสายน้ำพลางมองหาสัตว์และพืชเล็กๆ เช่น แมลง ผีเสื้อกลางคืน จักจั่นงวง เห็ดถ้วย เห็ดร่างแห รวมถึงต้นไคร้ย้อยที่แผ่รากยึดเกาะโขดหินริมน้ำไปตลอดทางเราแวะพักที่น้ำตกผากล้วยไม้ ซึ่งหากเป็นฤดูร้อนราวเดือน เม.ย.-พ.ค. ก็จะได้ชมเอื้องหวายแดง กล้วยไม้อันเป็นที่มาของชื่อน้ำตกด้วย

kaoyai16 kaoyai15

เดินต่อมาอีกไม่นานเราได้กลิ่นหอมของข่า มองไปเห็นทั้งยอดข่าและหวายหักโค่น มีร่องรอยหน้าดินถล่มลงมา รอยตีนสัตว์ใหญ่รวมถึงมูลก้อนโตบ่งบอกว่าเจ้าของคงเป็นอื่นใดไม่ได้นอกจากช้างป่า  พี่อึ่งบอกว่า “เขาคงมาก่อนหน้าเราไม่ถึง 10 นาที”  ชาวคณะ “นายรอบรู้” คนหนึ่งซึ่งได้รับฟังประสบการณ์เกี่ยวกับสัตว์ใหญ่ชนิดนี้มามาก ชวนทุกคนรีบเดินต่อให้เร็วที่สุด  แม้พี่เจ้าหน้าที่จะบอกว่าช้างไม่ทำอันตรายถ้ามันไม่ตกมันหรือหวงลูก แต่ไม่มีใครรู้อารมณ์ช้าง พวกเราจึงขอปลอดภัยไว้ก่อนช้างป่าบ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าได้เป็นอย่างดี เพราะแต่ละตัวต้องกินอาหารถึงวันละกว่า 200 กก. กินน้ำกว่า 200 ลิตร และเขต อช. เขาใหญ่นี้มีช้างป่าอยู่ถึงราว ๒๐๐ ตัวจากจุดที่พบรอยช้างไม่ไกล

kaoyai19

 พี่อึ่งชี้ให้ดู “พระเอก” อีกตัวที่นอนผึ่งแดดอย่างสบายอารมณ์ นั่นก็คือจระเข้น้ำจืด หรือจระเข้พันธุ์ไทย สัตว์ที่พบเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง  เดิมเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้กลับพบ ณ บริเวณนี้เป็นประจำ สันนิษฐานว่ามันอาจย้ายถิ่นมาหรือชาวบ้านนำมาปล่อย

kaoyai17

เมื่อใกล้ถึงปลายเส้นทาง เราได้ยินเสียงน้ำตกแว่วมาไกลๆ และสัมผัสถึงละอองน้ำลอยมากับลม  อีกไม่กี่ก้าวก็พบความยิ่งใหญ่ของน้ำตกเหวสุวัตที่สูงเกือบ ๓๐ ม. อันเป็นเครื่องยืนยันว่าป่าคือฟองน้ำขนาดใหญ่และเป็นต้นน้ำสำคัญ  สายน้ำนี้จะไหลลงลำตะคองไปรวมกับลำพระเพลิงกลายเป็นแม่น้ำมูน แม่น้ำสายสำคัญของภาคอีสานที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านชีวิตเส้นทางนี้ไม่ได้เป็นวงกลม พวกเราจึงต้องขออาศัยรถของพี่เจ้าหน้าที่กลับมายังจุดจอดรถที่ผากล้วยไม้  ระหว่างทาง

เราเห็นนักท่องเที่ยวจอดรถให้อาหารลิงตรงหัวโค้งถนน พร้อมถ่ายวิดีโอไปด้วย  เจ้าหน้าที่บอกว่าการทำเช่นนั้นอันตรายมาก เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งยังทำให้สัตว์ติดนิสัยขออาหารจนอาจถูกรถชนได้มาเขาใหญ่ครั้งนี้ เราพบว่าสัตว์ป่าไม่ได้ยืนนิ่งๆ หรือเผยตัวให้เห็นชัดๆ  แต่พวกเราต้องอาศัยความช่างสังเกตและกระตือรือร้นสนใจชีวิตอื่นๆ  บางชีวิตอาจมีขนาดเล็กจิ๋วจนต้องอาศัยแว่นขยาย หรือบางชนิดอาจอยู่บนยอดไม้ที่เราต้องแหงนมองหาจนคอตั้งบ่าจึงจะพบ  นี่กระมัง-เสน่ห์อันแตกต่างในทุกคราวที่เราได้สัมผัสจากการเดินป่า... 


อ่านสักนิด!!!!

>> ค่าบริการเจ้าหน้าที่นำทาง 500-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับเส้นทาง

>> เส้นทางศึกษาธรรมชาติผาเดียวดายปิดให้ธรรมชาติฟื้นตัวระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. ของทุกปี

>> ติดต่อโทร 08-6092-6531 จองที่พัก โทร. 02-562-0760 หรือ www.dnp.go.th


แผนที่


ดู อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
( 1 Vote ) Add a comment
   

ไปสวมบท “สื่อรัก” ให้สละ ที่สวนลุงถัน

สละรสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมเฉพาะตัว คงเป็นผลไม้ในใจใครหลายคน นอกจากกินสดได้อร่อยแล้วยังนำไปทำเป็นสละลอยแก้ว รสหวานเย็นชื่นใจ เหมาะอย่างยิ่งกับฤดูร้อนเช่นนี้ หลายคนกินสละมาก็หลายครั้ง แต่ไม่เคยรู้ว่าปลูกอย่างไร “นายรอบรู้” ขออนุญาตพาไปชม...

6

สวนลุงถันจะเก็บผลสละสุกโดยดูจากวันที่ผสมบนริบบิ้น ดังนั้นตามต้นสละจึงเต็มไปด้วยริบบิ้นหลากสี

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวน “นายรอบรู้” ลงใต้ไปยัง อ. ป่าบอน จ. พัทลุง เพื่อเยี่ยมชม สวนสละลุงถัน ที่เปิดให้ชิมสละถึงในสวน ยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็นสวนสละเพียงแห่งเดียวในประเทศ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ “ผสมพันธุ์สละ” ชนิดไปสวมบท “พ่อสื่อ-แม่สื่อ” ให้ต้นสละกันอย่างสนุกเลยทีเดียว หรือจะพูดแบบอีโรติกนิดๆ ก็ต้องบอกว่ามาที่นี่แล้วได้ “ผสมพันธุ์” กันทุกคน ไม่ว่าจะละอ่อนน้อย หนุ่มสาว คนแก่ แม่หม้าย วัยหมดประจำเดือน

เพียงก้าวออกมาจากประตูรถ ก็จะมีสละสดๆ รสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมยั่วยวนใจมาต้อนรับ พร้อมกับสละลอยแก้วหวานเย็นชื่นใจที่เป็นดัง “เวลคัมดริงค์” ให้กินดับกระหายคลายเหนื่อย โดยมีลุงถัน-ถัน ดำเรือง เจ้าของสวน พร้อมด้วย วิชัย ดำเรือง ลูกชาย มาคอยอธิบายและนำชม สนนราคาค่าทำกิจกรรมทั้งหมด แค่คนละ 50 บาท เท่านั้น 

9 2

สวนสละลุงถันมีพื้นที่ราว 20 ไร่ เข้ามาแล้วจะพบสวนสละร่มรื่น พื้นโล่งเตียน ต้นสละปลูกอย่างเป็นระเบียบ สละทั้งหมดเป็นสละพันธุ์เนินวงที่ชอบน้ำ เมื่อนำมาปลูกที่พัทลุงซึ่งมีฝนตกชุก อากาศดี ทำให้ผลสละออกมารสชาติหวานเข้ม ต่างจากสายพันธุ์เดียวกันที่ปลูกแถบภาคตะวันออก ความรู้ด้านการปลูกทั้งหมดนี้ ลุงถันไปอบรมการปลูกมาจากจันทบุรี หลังจากทอลองมาแล้วทั้งสวนยาง สวนทุเรียน ทำนา พบว่าทำสวนสละเหมาะกับตนเองที่สุด

4.1

ที่นี่อาจเป็นสวนแห่งเดียวของประเทศ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ผสมพันธุ์สละด้วยตนเอง

สละเป็นพืชที่ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่กันคนละต้น การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติต้องอาศัยแมลงเป็นกามเทพสื่อรัก แต่เมื่อปลูกเป็นสวนต้องใช้วิธีผสมเทียมเพื่อเพิ่มผลผลิต ชาวสวนโดยทั่วไปใช้วิธีผสมเทียมแล้วรอดูสีของผลว่าสุกหรือยัง แต่วิธีนี้มักพบปัญหาเพราะแม้แต่คนสวนที่คลุกคลีกับสละนานนับสิบปีก็แยกผิดแยกถูกว่าผลไหนสุกพร้อมกินแล้ว บางสวนจึงใช้วิธีให้พ่อค้าแม่ค้ามาดูเองแล้วตัดเอาไปขาย หรือใช้วิธีชิมก่อนตัดซึ่งก็ไม่แม่น จึงต้องใช้วิธีวิทยาศาสตร์แบบที่ลุงถันไปอบรมมา คือการผูกริบบิ้นแยกสีตามเดือน เขียนวันที่ที่ผสมลงไปด้วย เมื่อถึงเวลาตามกำหนดจะได้ผลสละสุกพร้อมกินที่ถูกต้องแม่นยำกว่า โดยไม่ต้องตัดทิ้งให้เสียดายผลผลิตและเสียเวลา

ลุงถันอธิบายพอหอมปากหอมคอแล้วก็ให้วิชัยพาคณะผู้มาเยือนทำกิจกรรม ชายหนุ่มที่มีดีกรีวิศวกรรมแต่กลับบ้านมาช่วยพ่อทำสวน อธิบายอย่างสนุกว่า ก่อนผสมต้อง “จดทะเบียนสมรส” ก่อน ด้วยการเขียน ชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ของผู้ผสมลงไปบนริบบิ้น ที่สำคัญคือ “วันแห่งความรัก” ที่ต้องระบุลงไปด้วยโดยห้ามลืมเด็ดขาด แล้วนำริบบิ้นไปผูกที่ช่อดอกตัวเมีย จากนั้นเขาก็ส่งดอกตัวผู้ที่หน้าตาคล้ายแปรงล้างขวดให้เราปฏิบัติภารกิจสำคัญ คือการ “ผสมพันธุ์” นั่นเอง

1

ลุงถัน ดำเรือง เจ้าของสวนสละลุงถัน

ท่วงท่าการผสมนั้น จะกลิ้ง ดีด ถู หรือพลิกแพลงอย่างไรก็ได้ ขอให้ละอองเกสรตัวผู้หล่นลงมาใส่ช่อดอกตัวเมียที่บานเต็มที่ก็เป็นอันได้เรื่อง ข้อสำคัญคือต้องอยู่ในท่า “แนวนอน” ตามธรรมชาติเท่านั้น เพราะถ้าจับช่อดอกตัวเมียตั้งอาจทำให้ช่อดอกหักได้ โดยปกติเกสรตัวผู้ 1 ดอกจะผสมเกสรตัวเมียได้ประมาณ 10 ดอก วิธีตรวจสอบก็คือลองเคาะดอกตัวผู้เบาๆ สังเกตว่ายังมีละอองเกสรฟุ้งกระจายอยู่หรือไม่ วิชัยกล่าวอย่างทะเล้นว่า ถ้าไม่มีคือผสมจน “หมดน้ำยา” แล้ว 

ต้นสละใช้เวลาอุ้มท้องเท่ากับคน ผสมแล้วกาปฏิทินรอไปอีก 9 เดือน ใกล้ถึงกำหนดจะมีเสียงโทรศัพท์ หรืออีเมลของวิชัยไปแจ้งเตือนว่า ผลงานการผสมพันธุ์สละของท่านใกล้คลอดออกมาให้ชิมแล้ว หากไม่พร้อมบึ่งรถมารับด้วยตนเอง เขาก็พร้อมจัดส่งไปรษณีย์ไปให้ถึงบ้าน เมื่อนั้นสละหอมๆ รสเปรี้ยวอมหวาน ก็จะเดินทางมาสู่ผู้มอบชีวิตให้มัน

แน่นอนว่าสละหอมอร่อยทุกต้นล้วนมีหนามแหลมคม ไปเดินสวนสละที่อื่นจึงต้องระวังหนามเกี่ยวเลือดซิบ หรือตำเนื้อจนสะดุ้ง แต่สวนที่นี่ลุงถันตัดกิ่งที่ขวางทางออกให้เดินได้สะดวก ดายหญ้าจนโล่งเตียน พื้นไม่เฉอะแฉะ ลุงว่าถอดรองเท้าเดินยังได้ รายละเอียดเหล่านี้ต้องชมวิสัยทัศน์ของลุงถันที่วางแผนจะให้สวนสละเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมาตั้งแต่กลับมาจากอบรมเมื่อปี 2540 แล้ว 

อีกเสน่ห์หนึ่งของสวนสละลุงถัน คือตามต้นสละจะมีป้ายเขียนคำคมหรือปริศนาธรรมให้คนที่มาได้ขบคิด ป้ายเหล่านี้เป็นฝีมือภรรยาของวิชัย ที่อยากให้บรรดาเยาวชนที่แวะมาเรียนรู้ที่ศูนย์บ่อยครั้งได้อ่านถ้อยคำดีๆ ที่ช่วยสอนการดำเนินชีวิตไปในทางอ้อม เรียกว่ามาเดินกินสละเพลินๆ แถมได้ข้อคิดกลับบ้านด้วย

10 8

หากใครติดใจการผสมพันธุ์ถึงขั้นอยากเอาจริงกับการปลูกสละ ลุงถันก็พร้อมถ่ายทอดให้โดยไม่หวงวิชา เพราะที่ทำทุกวันนี้ยังขายหมดก่อนจะไปถึงหาดใหญ่ ไม่พอส่งตลาดต่างประเทศ จึงอยากให้ช่วยปลูกกันเยอะๆ แถมทุกสัปดาห์มีทั้งนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย สิงคโปร์มาผสมพันธุ์สละกันเพียบ บางครั้งคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องใช้ภาษามือช่วย เรียกว่ามีรายได้จากการท่องเที่ยวมาเป็นโบนัสด้วย

ส่วนคนไหนถูกใจรสชาติสละก็สามารถซื้อหากลับไปได้เลย ราคากิโลกรัมละ 60 บาท ทุกถุงมีเบอร์โทรศัพท์ของสวน ไม่พอใจโทรมาโวยได้ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีคนบ่น มีแต่โทร. มาสั่งซื้อเพิ่มเสียมากกว่า

 

ที่ตั้ง : สวนสละลุงถัน 6 หมู่ 5 ต. หนองธง อ. ป่าบอน จ. พัทลุง โทร. 08-4859-3571/08-9977-9091 www.salalungthan.blogspot.com


แผนที่

สวนสะละลุงถัน


ดู สวนสะละลุงถัน ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 8 จาก 9