NaiRobRoo.com | เกร็ดความรู้นักเดินทาง

เต้าหู้ดำแม่เล็ก - เจ้าแรก เจ้าเดิม เจ้าอร่อย แห่งโพธาราม

หากจะพูดถึงอาหารที่เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่กินง่าย แถมได้ประโยชน์อีกก็คงจะหนีไม่พ้น “เต้าหู้” เต้าหูทั่วไปที่รู้จักจะมีสีขาว หรือ สีเหลือง แต่เต้าหู้แม่เล็กนั้นมีสีดำ!! ซึ่งเป็นเจ้าแรกของอำเภอโพธาราม พวกเราทีมงาน Vamoose และ Nairobroo ขอพาคุณไปรู้จักและลองชิมว่าเต้าหูดำของร้านนี้จะดำและอร่อยขนาดไหน.....

tofu1

ร้านแม่เล็กเปิดขายยาวนานมากกว่า 50 ปี เต้าหู้ดำแม่เล็กมีลักษณะภายนอกสีดำ แต่ภายในสีขาวนวล ทำโดยนำเต้าหู้ก้อนไปต้มกับเครื่องสมุนไพร เวลารับประทานจะมีสัมผัสที่อ่อนนุ่ม กัดเข้าไปจะมีน้ำออกมากจากตัวของเต้าหูดำ หอมกลิ่นเครื่องพะโล้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเนื้อเต้าหู้มีความพิเศษคือไม่ใส่แป้ง ทำให้ต้มแล้วเนื้อเต้าหู้นุ่ม ไม่เสียง่าย เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน เต้าหูดำแม่เล็กใช้เวลาในการต้มถึง 3 วันโดยประมาณ

tofu3

วิธีการต้มจะทำอย่างพิถีพิถันโดยนำเต้าหู้ไปเคี่ยวในน้ำต้มสูตรเฉพาะของทางร้านเอง โดยส่วนผสมของน้ำต้มประกอบไปด้วยเครื่องพะโล้ อบเชย โป๊ยกั๊ก ซีอิ๊วดำ น้ำตาลทรายแดง เกลือทะเล และส่วนผสมอื่นๆ ที่ทางร้านเก็บไว้เป็นความลับ ใช้ไฟปานกลางในการเคี่ยวเต้าหู้ไปเรื่อยๆ ประมาณ 3 วัน ให้น้ำต้มนี้เข้าเนื้อ ไฟที่ใช้ในการต้มเต้าหูดำทางร้านจะไม่ใช้แก๊สแต่จะใช้ถ่านแทนในการต้มเต้าหูดำ ซึ่งจะทำให้เต้าหูดำมีกลิ่นหอมกว่า และทางร้านจะเปลี่ยนน้ำในการต้มเต้าหูดำอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้เต้าหูมีสีดำจนเกินไป เต้าหู้ดำในปัจจุบันหาทานยากแล้ว

tofu2

tofu4

ถ้าได้ลองแล้วจะติดใจ เต้าหูดำแม่เล็กในปัจจุบันขายในราคาแผ่นล่ะ 20 บาท/แผ่น สามารถรับประทานได้เลยและสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิดอาทิเช่น ยำเต้าหูดำ, เต้าหูดำผัดกระเพรา, แกงป่าเต้าหูดำ, เต้าหูดำผัดถั่วงอก เป็นต้น ร้านเต้าหูดำแม่เล็กยังมีสินค้าอื่นๆ ขายอีกด้วยเช่นไชโป๊วหวานราคา 35 บาท/ถุง ขิงดองเต้าเจี้ยว 30 บาท/ถุง และที่เป็นสินค้าแนะนำอีกอย่างหนึ่งก็คือ กานาฉ่าย ที่จะขายในราคากระปุกละ 50 บาท กานาฉ่ายนั้นชาวจีนนิยมรับประทานกันอย่างมาก ทำจาก ผักกาดดอง ลูกสมอดองสับ เห็ดหอม นำมาเคี่ยวและตุ๋นจนได้ที่ มีรสชาติกลมกล่อมรับประทานได้เลยไม่ต้องปรุง นับเป็นอีกสินค้ายอดฮิตของร้านเต้าหูดำแม่เล็ก

tofu5

tofu6

ร้านเต้าหูดำแม่เล็กจะตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟโพธาราม เข้ามาในถนนราษฎรอุทิศ(ซอยจับกัง) ประมาณ 50 เมตร ร้านอยู่ทางขวามือ

...มาเยือนโพธารามทั้งที ถ้าไม่ได้แวะที่ร้านเต้าหูดำแม่เล็กก็ถือว่ามาไม่ถึงโพธาราม ล้อมกรอบ เบอร์โทร: 032 – 231429, 086 – 7585490 http://www.facebook.com/Taohoodum.Lek

ที่อยู่ร้านเต้าหูดำแม่เล็ก โพธาราม เลขที่ 17 ถนนราษฎรอุทิศ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี


ขอขอบคุณ : งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

 


( 0 Votes ) Add a comment
 

สะพานโขกู้โส่— เดิน “สะพานบุญ” แห่งเมืองปาย ชิมน้ำพริกถั่วเน่ารสเด็ด

ยามเช้าต้นฤดูหนาว ที่อำเภอปาย มีสายลมเย็นๆ พัดผ่าน ใครได้มาเดินบนสะพานโขกู้โส่ ที่คดโค้งไปมาเหนือนาข้าวสีเหลืองทอง คงได้รับความรู้สึกสุดแสนพิเศษ 

cover_kusogo

"สะพานโขกู้โส่" เกิดจากศรัทธาของชาวบ้านแพมบก ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ร่วมใจกันสร้างถวายแด่พระพุทธศาสนา เนื่องจากแต่เดิมในทุกเช้า พระสงฆ์จากสำนักสงฆ์ห้วยคายคีรีมฤคทายวันที่จะมาบิณฑบาต ต้องเดินอ้อมไปทางถนนใหญ่ ซึ่งมีระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร กว่าจะมาถึงหมู่บ้าน ถ้าชาวบ้านรอใส่บาตรก็จะไม่ทันไปทำงานในไร่นา ระหว่างเส้นทางต้องเดินข้ามลำน้ำ 2 แห่ง ในช่วงฤดูฝนยิ่งลำบาก หากน้ำท่วมทางก็เดินมาบิณฑบาตไม่ได้เลย ชาวบ้านจึงหารือกันและนำแนวคิดของสะพานซูตองเป้ ที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนมาใช้

kusogo2

kusogo3

โดยมีชาวบ้านส่วนหนึ่งบริจาคที่ดินในนาข้าวของตัวเอง และอีกหลายๆ คนมาลงแรงช่วยกันสานสะพานไม้ไผ่กว้างราว 1.5 เมตร แต่ยาวถึง 815 เมตร เชื่อมโยงให้คนเดินไปหาพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นการทำกุศลอันยิ่งใหญ่ ชื่อสะพานเป็นภาษาไทใหญ่ โข หรือ ขัว หมายถึงสะพาน และกู้โส่ หมายถึงกุศล รวมกันจึงแปลว่า “สะพานบุญ”ชาวบ้านชาวไทใหญ่ยังเชื่ออีกว่า การสร้างสะพานเป็นการต่ออายุของทุกๆ คนในครอบครัวให้ยืนยาวออกไป ดังนั้นสะพานโขกู้โส่ จึงเป็นสะพานแห่งบุญที่แท้จริง เพื่อความคงทนถาวร ชาวบ้านจึงทำโครงสร้างสะพานเป็นเหล็กตั้งอยู่บนเสาปูนเพื่อความแข็งแรง เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 ใช้เวลา 3 เดือน จึงแล้วเสร็จก่อนออกพรรษา พระสงฆ์ใช้เวลาเดินเพียง 15 นาที ก็เดินมาถึงหมู่บ้าน ให้เด็กๆ ใส่บาตรทันก่อนไปเรียนหนังสือ ชาวบ้านทำบุญกันทันทุกเช้าก่อนออกไปทำงานในไร่นา ในแต่ละฤดูกาลสะพานจะสวยงามไปคนละแบบ

kusogo4

kusogo5

ช่วงฤดูฝน ราวเดือนกันยายน ข้าวในนาจะมีสีเขียวขจี ดูชุ่มฉ่ำสบายตา เดือนตุลาคมไปจนถึงธันวาคม ทุ่งนาจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่ามเพราะข้าวออกรวง หากใครอยากมาถ่ายภาพพระสงฆ์เดินบิณฑบาตในช่วงเช้าท่ามกลางสายหมอก ควรมารอตั้งแต่ราว 6-7 โมงเช้า นอกจากสะพานเป็นศูนย์รวมใจ ยังทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันเป็น กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านแพมบก นำรายได้จากการท่องเที่ยวแบ่งให้กับทุกครอบครัวที่มาช่วยกันสร้างสะพาน

kusogo6

kusogo7

กลุ่มมีกิจกรรมเที่ยวชมวิถีชีวิต เช่น หีบน้ำตาลอ้อย ตำข้าว และที่พลาดไม่ได้คือน้ำพริกถั่วเน่าที่ถือเป็นของอร่อยประจำชุมชน ใครไม่มาชิมถือว่าพลาดอย่างแรง สำหรับชาวไทใหญ่ ถั่วเน่า หมายถึงถั่วเหลืองที่นำมาหมัก (ไม่ใช่ถั่วที่ทิ้งไว้จนเน่าเหม็น) ชาวบ้านจะนำเมล็ดถั่วถั่วเหลืองมาแช่น้ำ 1 คืนจนเมล็ดพองเต็มที่ นำมาหมักโดยใส่ในตะกร้าที่รองด้วยใบตองตึง ปิดแล้วนำไปตากแดด 3 วัน ถั่วนั้นจะเกิดเชื้อรา แต่เป็นเชื้อราดีที่กินได้ นำมาบดและปั้นเป็นลูกกลมเท่าลูกปิงปอง ใช้เครื่องตบถั่วเน่า ตบเป็นวงกลมแบนๆ ก่อนจะนำมาตากแดดอีกครั้ง ก็จะได้ถั่วเน่าแผ่น ขายแผ่นละ 1 บาท

kusogo1

ชาวไทใหญ่นำมาใส่ในแกงใช้แทนผงชูรสได้ทำให้รสดีขึ้น ที่สำคัญคือทำน้ำพริกถั่วเน่า โดยโขลกถั่วเน่ากับเกลือและพริกแห้งจนละเอียด จากนั้นพักไว้ก่อน หันไปเจียวกระเทียมจนหอมเหลืองแล้วค่อยนำไปผัดรวมกัน จะได้น้ำพริกถั่วเน่าที่แห้งๆ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว คลุกกับข้าวร้อนๆ กินกับผัก ก็อร่อยเลิศลำแต้ เราสั่งมานั่งกินกันที่ร้านของชุมชนตรงหัวสะพาน กินกันจนอิ่มสะใจแล้วยังถามหาซื้อกลับบ้าน น่าเสียดายฤดูกาลนี้กระเทียมราคาสูง ชาวบ้านจึงไม่ได้ทำน้ำพริกถั่วเน่าขาย ใครได้มาเที่ยวสะพานโขกู้โส่ จึงได้ทั้งความอิ่มอก อิ่มใจ และอิ่มท้องไปพร้อมๆ กัน

---------------------------------------------------------------------------------------

 - เส้นทางสู่หมู่บ้านแพมบก ใช้ถนน 1095 จากตัวเมืองปาย ไปทางจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 5 กิโลเมตร จะเจอป้ายปากทางเข้าหมู่บ้านแพมบก และน้ำตกแพมบกด้านขวามือ (สังเกตที่ปากซอยมีองค์การโทรศัพท์ตั้งอยู่) จากปากซอยเข้าไปอีก 7 กิโลเมตร

- สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ FB: การท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านแพมบก โทร. 063-123-9022 หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร. 053-612-982

ขอขอบคุณ งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)


( 0 Votes ) Add a comment
   

ผ้าไหมยกดอก...จากราชสำนักสู่GI ของจังหวัดลำพูน

ผ้าไหมยกดอก...จากราชสำนักสู่GI ของจังหวัดลำพูน>>> ผ้าไหมยกดอกลำพูน หัตถกรรมพื้นบ้านที่มารากมาจากราชสำนักนครลำพูน เนื้อผ้าไหมสวมใส่สบายลวดลายบนผืนผ้าต้องใช้เทคนิคสูงในการยกและแยกเส้นไหม หรือการเพิ่มดิ้นเงินดิ้นทองเพื่อเพิ่มความงดงาม

yokdok7

ประวัติการทอผ้าไหมยกดอกลำพูนเริ่มต้นในคุ้มเจ้าหลวงแต่ในยุคแรกลวดลายไม่วิจิตรพิสดาร กระทั่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมีซึ่งเป็นพระญาติกับเจ้าเมืองลำพูนได้นำลวดลายมาถายทอดให้กับเจ้าหญิงส่วนบุญและเจ้าหญิงลำเจียก พระชายาและพระธิดาของเจ้าผู้ครองนครลำพูน ในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯให้สตรีนุ่งซิ่นเข้าวังมากกว่านุ่งโจงกระเบน ผ้าซิ่นไหมยกดอกจากภาคเหนือจึงได้รับความนิยมอย่ามาก โดยเฉพาะลายดอกพิกุลและลายเปลวเพลิง

yokdok

yokdok4

กระทั่งมีการตั้งโรงงานในสมัยจอมพล ป. แบ่งขายป็นผ้าชิ้นให้สตรีที่ต้องการแต่งตัวแบบรัฐนิยม จนกลายเป็นยุคทองของผ้าไหมลำพูน ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของลำพูนคือ ลายดอกพิกุล ลายกลีบลำดวน ลายเม็ดมะยม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์

yokdok6

yokdok5

ปัจจุบันทางสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัยลำพูน ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนได้ดำเนินการจด GI (Geographical Indication)หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ว่าผลิตภัณฑ์นี้มีที่มาจากที่ไหน

yokdok3

yokdok2

ดังนั้นผ้าไหมยกดอกมีที่มาจากลำพูนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครไปเที่ยวลำพูนแล้วอยากได้ผ้าไหมยกดอกสวยๆลองแวะไปที่สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัยลำพูน ศึกษาและเลือกซื้อผ้าไหมยกดอกได้

สอบถามได้ที่ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย อบจ. ลำพูน โทร. 0-5356-0144

covercr-01



( 0 Votes ) Add a comment
   

ข้ามไปเกาะลังกาวี ต้องใช้พาสปอร์ตเท่านั้น

เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียตั้งอยู่ใกล้กับจังหวัดสตูล สามารถนั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือตำมะลัง อ. เมืองสตูลข้ามไปได้ใช้เวลา 1 ชั่วโมง แต่เดิมนักท่องเที่ยวสามารถทำบัตรข้ามแดนชั่วคราว (Temporary Border pass) ได้ โดยไม่ต้องใช้พาสปอร์ต (Passport) เพียงมีสำเนาบัตรประชาชน แต่ปัจจุบันนี้ นับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวามคม 2558 เป็นต้นไป รัฐบาลมาเลเซียห้ามใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราว ใช้พาสปอร์ตได้เท่านั้น

langkawee-0112

เตือนนักท่องเที่ยวที่จะข้ามไปเกาะลังกาวีต้องใช้ พาสปอร์ตเท่านั้น ไม่มีการทำบัตรผ่านแดนชั่วคราว ( Temporary Border pass) ที่ท่าเรือตำมะลังอีกแล้ว เดี่ยวจะอดเที่ยวกันนะ 


ขอบคุณข้อมูลจาก บริษัททัวร์ สตูล อินเตอร์เฟอร์รี่ โทร. 0-7471-0662


prachubadverrr


( 0 Votes ) Add a comment
   

เหมยขาบ แม่คะนิ้ง น้ำค้างแข็ง นั้นต่างกัน?

เกล็ดน้ำแข็งวิบวับที่ค้างอยู่ตามใบไม้ หรือยอดหญ้า  มักจะถูกสังเกตพบหลังจากนักท่องเที่ยวชื่นชมกับทะเลหมอกยามรุ่งอรุณ เกล็ดน้ำแข็งที่ค้างอยู่นี้ ทางอีสาน เรียกว่า แม่คะนิ้ง ส่วนทางเหนือจะเรียกว่า “เหมยขาบ”  มักเกิดบนยอดดอยสูง เช่น อินทนนท์ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก ภูเรือ ภูหลวง เป็นต้น 

hoarfrost1

ความจริงแล้ว เหมยขาบ ไม่ใช้ น้ำค้างแข็ง  เพราะเหมยขาบจะเกิดขึ้นเมื่ออากาศชื้นใกล้ผิวดินมีอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า ๐ องศาเซลเซียส ไอน้ำในอากาศจะกลายเป็นน้ำแข็งทันทีโดยไม่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำก่อน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Hoar Frost

ส่วนน้ำค้างแข็ง (Frozen dew) เกิดเมื่อไอน้ำในอากาศกลั่นตัวเป็นหยดน้ำค้างแล้ว จึงแข็งตัวเป็นหยดน้ำแข็งในภายหลัง เมื่ออุณหภูมิลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ถ้ายังนึกภาพไม่ออกก็ลองหยดน้ำหยดเล็กๆ ไว้ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นดูก็ได้ เมื่อหยดน้ำแข็งตัวก็จะมีลักษณะเดียวกันกับน้ำค้างแข็ง

hoarfrost2

hoarfrost3

ทั้งน้ำค้างแข็ง  เหมยขาบ แม่คะนิ้ง นั้นต่างจาก “หิมะ” ตรงที่หิมะนั้นเกิดขึ้นในเขตภูมิอากาศอบอุ่น และหนาวเย็นของโลก (ทางเหนือประมาณจีน ญี่ปุ่นขึ้นไป ทางใต้ประมาณ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์)  เกิดเพราะไอน้ำกลั่นตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเมื่อพบความหนาวเย็นในอากาศ แล้วจึงโปรยปรายลงมาจากเบื้องบน

hoarfrost5

ส่วนเหมยขาบ หรือแม่คะนิ้ง นั้นเป็นไอน้ำบริเวณพื้นดิน หรือหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามใบหญ้า หรือวัตถุต่างๆ เมื่ออุณหภูมิลดลงต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียส (จุดเยือกแข็งของน้ำอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียสดังที่เราเคยเรียนรู้กันมาแล้ว) ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนสถานะเป็นเกล็ดน้ำแข็ง เยือกเย็น เหน็บหนาว และดารดาษขาวโพลนในตามพื้นดิน ยอดไม้ใบหญ้า และละลายหายไปเมื่อแสงกล้าของอาทิตย์ส่อง


prachubadverrr

 


( 1 Vote ) Add a comment
   

หน้า 1 จาก 10