NaiRobRoo.com | เกร็ดความรู้นักเดินทาง

7 ว้าวเมื่อรู้ความจริงของสนามไอ-โมบาย สเตเดียม

สนามไอ-โอบาย สเตเดียมหรือธันเดอร์ คาสเติล สเตเดียมเป็นสนามเหย้าของทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด  ตั้งอยู่ อ. เมืองบุรีรัมย์ สร้างขึ้นบนพื้นที่ 150 ไร่ เริ่มก่อสร้างขึ้น 4 ตุลาคม 2553 เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมือง 12 สิงหาคม 2554  ในยามที่ว่างเว้นจากการแข่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความอลังการของสเตเดี่ยมแห่งนี้จนร้องว้าวๆ 

cover

1. สนามแห่งนี้สามารถจุผุ้ชมได้สุงสุดถึง 32,600 คน น้องๆราชมังคลากีฬาสถานที่มีความจุ 65,000 คน 

stadium1

stadium2

2. สนามฟุตบอลใช้หญ้าแพตพารัมย์ อิมพอร์ตจากออสเตรเลียซึ่งมีความนุ่มเป็นพิเศษช่วยเซฟนักกีฬาเมื่อล้มลงไป ทุกๆวันเจ้าหน้าที่จะต้องคอยดูและกำจัดหญ้าแปลกปลอมซึ่งมาจากมูลของนกไม่ให้งอกขึ้นมาทำลายหญ้าแพตพารัมย์ นอกจากนี้ใต้ผืนหญ้ายังฝังลักกี้ไฟเบอร์แซนซึ่งเป็นวัสดุใยสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติในการช่วยระบายน้ำไม่ให้เกิดน้ำขังบนสนาม มีการอ้างว่าสามารถระบายน้ำอย่างรวดเร็วภายใน 15 นาที ไม่ว่าฝนจะตกหนักขนาดไหนและยังทนทานต่อการใช้งาน 

stadium6

3. มีที่นั่งสำหรับคนพิการอยู่โดยรอบของสนาม โดยมีทั้งหมด 8 บ็อบซ์ 12 ตัว 

stadium3

4. โครงสร้างของสนามได้รับมาตรฐานระดับเวิร์ดคลาสจากฟีฟา และมาตราฐานระดับ A -class stadium จากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (Asian Football Confederation หรือ AFC ) รวมถึงมาตราฐานของสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (ASEAN Football Federation  หรือ AFF) เป็นสถานแห่งแรกแห่งเดียวที่ได้มาตราฐานทั้งที่ไม่มีลู่วิ่งคั่นสนาม

stadium7

5. เคยใช้เป็นสนามแข่งขันฟุตอลโลก 2014 รอบคัดเลือกระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติปาเลสไตน์

stadium8

6. ได้รับการบันทึกจากกินเนสบุ๊กให้เป็นสนามฟุตอลที่ใช้เวลาก่อสร้างน้อยที่สุดในโลก นั้นคือ 256 วัน 

staduim10

7. ใครใช้มือถือยี่ห้อ i- mobile หรือถือขวดน้ำดื่มช้างหรือใช้ซิมของทรูมูฟลดทันทีค่าเข้าชมการแข่งขันฟุตบอล 50 % 

 

>>> สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 044-666-448, 095-825-2744, 081-070-2626


coverphutboon-01



( 3 Votes ) Add a comment
 

ปลากุเลา ตากใบ ราชาแห่งปลาเค็ม

ปลากุเลา ตากใบ ราชาแห่งปลาเค็ม “คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน”

kulao

คนที่ชอบกินปลาเค็ม คงรู้จักปลาอินทรีย์ ปลาทูหอมกันเป็นอย่างดี แต่ถ้ารสชาติขั้นเทพจนถูกยกระดับความอร่อยให้เป็นราชาแห่งปลาเค็มก็ต้อง ปลากุเลาเค็ม อ. ตากใบ จ. นราธิวาส  เพราะเนื้อปลากุเลาเค็มของที่นี่มีรสชาติ เค็ม มัน นิ่มๆ ฟูๆ อร่อยจนเกินบรรยาย ยิ่งเมื่อนำมาทอดแล้วบีบมะนาว ซอยพริกขี้หนู หอมแดงลงไป รสชาติยิ่งไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเชียวนะเออ!!

ปลากุเลาตากใบสนราคาแพงหูฉี่ ตกอยู่ที่กิโลละไม่ต่ำกว่า 1,200-1,500 บาท แต่ถึงจะแพงขนาดไหน แต่ละร้านดังๆ ในตากใบก็มีออร์เดอร์สั่งปลากุเลายาวเยียดเป็นหางว่าว เรียกได้ว่าถ้าลูกค้าขาจรผ่านไปแวะซื้อ มีเงินก็ซื้อกินไม่ได้นะจ๊ะ เพราะต้องเข้าคิวรอจ้า  เหตุความแพงของปลากุเลาตากใบนั้นคือ ผ่านกรรมวิธีที่พิถีพิถัน จะให้ดีต้องไม่ผ่านน้ำจืดเลย ขึ้นจากน้ำเค็มปุ๊บก็หมักเกลือปั๊บ  เวลาตากแห้งต้องห้อยหัวลง  ท่ามกลางแดดจัด ใช้กระดาษห่อปิดหัวปลาไว้เพื่อกันไม่ให้แมลงวันเจาะเข้าไปวางไข่ ส่วนตรงพุงปลาก็ปิดด้วยกระดาษสีแดงตรงรูเล็กเอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็น ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้เลยว่าปลากุเลาตากใบ ไม่มีการฉีดสารเคมีใดๆ เพื่อกันแมลงแน่นอน 

อีกทั้งยังว่ากันว่าปลากุเลาในท้องทะเลนราธิวาสนั้นอร่อยกว่าท้องทะเลแถบอื่น แม้ว่าจะจับปลากุเลาได้ในแต่ละวัน แต่ถ้าไม่ได้ขนาดก็จะไม่เอามาทำปลาเค็ม อีกทั้งปลากุเลาเค็มจากจังหวัดอื่นๆ นั้น รสชาติก็ไม่เหมือนที่นี่ ขาประจำหากได้ชิมก็จะรู้ทันทีว่าไม่ใช่ปลากุเลาตากใบ 

สอบถามเพิ่มเติม อ้อ-จุกปลากุเลา โทร. 0-73581-1044, 08-6748-0223


( 2 Votes ) Add a comment
   

ซอกแซกถึงถิ่น “โพนยางคำ”

หากถามคนชอบกินเนื้อ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “โพนยางคำ” แบรนด์เนื้อโคขุนอันโด่งดังไปทั่วประเทศ แต่อาจมีไม่มากนักที่จะรู้ถึงต้นกำเนิดของโพนยางคำ  “นายรอบรู้” จึงซอกแซกไปถึงแหล่งผลิตเนื้อโคขุนโพนยางคำแห่งเดียวของไทย ซึ่งมีที่มาจากการที่กองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (กรป. กลาง) ได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการขยายพันธุ์สัตว์ กรป. กลางขึ้น ที่บ้านโพนยางคำ ต. โนนหอม อ. เมือง จ. สกลนคร  แต่เดิมบริเวณนี้เป็นพื้นที่ทุรกันดาร ผู้คนทำนาและเลี้ยงโคพื้นเมือง 

pohyangkom2

เมื่อมีศูนย์นี้ขึ้นจึงได้ปรับปรุงสายพันธุ์โคให้เป็นโคลูกผสมพันธุ์เนื้อ โดยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลฝรั่งเศส ส่งนายฟรังซัว แดร์โฟซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร มาประจำที่ศูนย์ฯ พร้อมนำน้ำเชื้อโคพ่อพันธุ์จากฝรั่งเศสมาทดลอง กระทั่งได้โคลูกผสมพันธุ์ชาโรเล่ส์ (Charolais) เพศผู้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตและคุณภาพเนื้อดีที่สุดต่อมาเมื่อมีจำนวนโคลูกผสมมากขึ้น ทางศูนย์ฯ จึงจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคตามอำเภอต่างๆ ของ จ. สกลนคร และรวมตัวตั้งเป็นสหกรณ์ จดทะเบียนในนาม “สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด” เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2523

pohyangkam

“เนื้อโคขุนโพนยางคำ” ที่นักชิมเรียกตามแหล่งกำเนิดกันจนติดปากนั้น ยังมีอีกชื่อที่บ่งบอกความเป็นสายพันธุ์โคลูกผสมสายเลือดยุโรปว่า “เนื้อไทยเฟรนช์” หรือเนื้อไทย-ฝรั่งเศสนั่นเองเกษตรกรผู้เลี้ยงโคจะดูแลเอาใจใส่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลี้ยงดู การขุนโค การให้อาหารที่ต้องเป็นอาหารข้นที่สหกรณ์ฯ ทำขึ้นเองจากวัตถุดิบธัญพืชธรรมชาติ เช่น มันสำปะหลัง รำ ปลายข้าว เสริมด้วยกากปาล์ม กากน้ำตาล เกลือ เปลือกหอย เป็นต้น โดยไม่ใช้สารเร่งใดๆ ทั้งสิ้น  เมื่อถึงขั้นตอนการชำแหละเนื้อ ทางสหกรณ์ฯ ก็ใส่ใจถึงขนาดให้ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นคนลงมือชำแหละ และหลังชำแหละยังนำเนื้อไปบ่มในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 0-4 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน เพื่อให้เนื้อนุ่มยิ่งขึ้น  เมื่อครบกำหนดก็จะได้เนื้อโคขุนสีแดงสดใส มีไขมันแทรกในเนื้อช่วยให้เนื้อนุ่มและรสชาติดี

หากอยากชิมรสชาติของเนื้อโคขุนโพนยางคำถึงถิ่นกำเนิด มาลิ้มรสได้ที่ร้านสเต๊กสหกรณ์ฯ มีให้เลือกสั่งทั้งสเต๊ก เนื้อย่าง ต้มยำ และอีกหลายเมนู ซึ่งปรุงจากส่วนต่างๆ ของโคขุนโพนยางคำ “ของดีขนาดนี้มีส่งออกนอกบ้างหรือไม่”  ชาวสหกรณ์ฯ ตอบมาว่า “โพนยางคำ” ไม่เน้นการส่งออกไปต่างประเทศ เพราะสหกรณ์ฯ อยากให้คนไทยได้กินเนื้อโคขุนคุณภาพดีที่ผลิตได้ในเมืองไทยเราเอง

coverphutboon-01


( 0 Votes ) Add a comment
   

10 เรื่องในเมืองตรังที่คุณไม่เคยรู้

จังหวัดตรัง เป็นจังหวัดชายทะลฝั่งทะเลอันดามัน หลายคนหลงใหลความงดงามของธรรมชาติของเมืองตรัง ทว่าเมืองตรังมีหลายเรื่องที่คุณยังไม่เคยรู้

1.คนตรังเรียกตัวเมืองว่า "ทับเที่ยง"

trangcity

ตัวเมืองตรังในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)อยู่ที่อำเภอกันตัง กันตังเป็นศูนย์กลางทางการค้าในช่วง 2445-2460 ด้วยเพราะมีทั้งท่าเรือ ทางรถไฟสายกันตัง-ทุ่งสง ทางรถไฟสายเดียวในฝั่งทะเลอันดามัน มีการตัดถนนเชื่อมไปยัง จ. นครศรีธรรมราช พัทลุงด้วย ก่อนย้ายมาที่บ้านทับเที่ยงซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองในปัจจุบัน คนตรังเลยเรียกตัวเมืองว่าทับเที่ยง


2.พระยารัษฎาฯเกิดระนอง แต่ทำให้เมืองตรังเจริญ

3

พระยารัษฎาฯ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2400 ที่ จ. ระนอง ในครอบครัวชาวจีนฮกเกี้ยน เริ่มรับราชการเมื่อปี พ.ศ. 2425 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำแหน่งหลวงบริรักษ์โลหะวิไสย ผู้ช่วยเจ้าเมืองระนอง แล้วเลื่อนเป็นเจ้าเมืองกระบุรีในตำแหน่งพระอัตฎงคตทิศรักษา   กระทั่งปี พ.ศ. 2433 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เจ้าเมืองตรัง ในช่วงที่เป็นเจ้าเมืองตรัง ได้พัฒนาให้ตรังเป็นเมืองศูนย์กลางภาคใต้ฝั่งอันดามัน    ต่อมาพ.ศ.2525 คณะทำงานกิจกรรมวันข้าราชการพลเรือนได้ประกาศยกย่องให้พระยารัษฎาฯ เป็น 1 ใน 5 ข้าราชการดีเด่นในรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์


3.ชาวตรังชอบกินหมูย่างกับชาหรือกาแฟตอนเช้า

6

ใครไปเที่ยวเมืองตรัง อาหารเช้าที่ขึ้นชื่อคือกาแฟและติ่มซำ หนึ่งในติ่มซำคือหมูย่างชาวตรังจะนิยมกินกับกาแฟ ด้วยรสชาติที่หวานและหอมเนื้อหมูย่าง เข้ากันกับรถขมเข้มของกาแฟ


4. ขนมเปี๊ยะของเขาขึ้นชื่อ

หลายคนเบื่อที่จะซื้อขนมเค้กเมื่อเมืองตรัง  “นายรอบรู้” อยากจะบอกว่ามีที่นี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องขนมเปี๊ยะ ด้วยเนื้อแป้งที่นุ่มปากและไส้ก็อร่อย บางเจ้ายังมีต้นตำรับจากฮ่องกง และตกทอดมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน "นายรอบรู้" รับรองซื้อแล้วต้องบอกต่อ


5. ยางพาราต้นแรกเกิดที่ตรัง

8

ยางพาราต้นแรกหยั่งรากลง ณ ผืนดิน จ. ตรัง ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่อังกฤษนำเข้ามาปลูกที่รัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ราวปี พ.ศ. 2419-2421  ต่อมาปี พ.ศ.2442-2444 สมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีเป็นเจ้าเมืองตรัง  พระยาสถลสถานพิทักษ์ (คออยู่เกียด ณ ระนอง) ผู้เป็นหลาน ได้นำเมล็ดพันธุ์ยางพาราจากมาเลเซียมาปลูกใน อ. กันตัง  พระยารัษฎาฯ ส่งเสริมให้ชาวบ้านบ้านบางหมาก ต. กันตังใต้ และบ้านตูลูลู้ด ต. ช่อง ใน อ. กันตัง ปลูกยางพาราเป็นสวนขนาดใหญ่ พร้อมกับสร้างโรงบ่มยางพาราขนาดใหญ่ขึ้นที่ อ. เมืองตรัง เพื่อใช้บ่มแผ่นยางพาราก่อนนำส่งขาย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยางพารามีราคาสูงมาก รัฐบาลจึงส่งเสริมให้ประชาชนปลูกยางพารา โดยเฉพาะทางภาคใต้  จ. ตรังมีพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด 1,309,313 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 8 ของพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งประเทศ และปลูกมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยยาง พ.ศ. 2550)  ปัจจุบันยางพารารุ่นแรกที่นำเข้ามาปลูกเหลืออยู่เพียงต้นเดียวบริเวณหน้าสหกรณ์การเกษตรกันตัง จำกัด ถ. ตรังคภูมิ ใน อ. กันตัง


6. สูตรหมูย่างมาจากกวางตุ้ง

5

 สูตรหมูย่างเมืองตรังมีขึ้นเมื่อ 100 กว่าปีก่อน  นายซุ่น ชาวจีนกวางตุ้งซึ่งอพยพมาอยู่เมืองตรัง มีฝีมือการทำหมูย่างด้วยสูตรประจำตระกูล ได้เข้าทำงานที่ร้านอาหารฟองจันทร์ใน อ. เมืองตรัง และมีลูกศิษย์มากมาย สูตรหมูย่างของนายซุ่นจึงแพร่หลายไปทั่วทั้งจังหวัด และเป็นที่รู้จักของคนถิ่นอื่นเมื่อมีการจัดงานเทศกาลหมูย่างเมืองตรังขึ้นใน พ.ศ. 2533หมูย่างเมืองตรังใช้หมูอายุราว 3-4 เดือน หมักกับเครื่องพะโล้และน้ำผึ้ง 1 วันก่อนนำไปย่าง โดยย่าง 2 ครั้ง ครั้งแรกย่างราว 20 นาทีให้หนังสุกพอควร จากนั้นย่างด้วยไฟอ่อนๆ อีก 1-2 ชั่วโมง ได้หมูย่างรสเลิศหน้าตาน่ากิน


7. "ศรีตรัง" ดอกไม้ประจำเมืองตรังมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้

9

มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ชาวอังกฤษนำเข้ามาปลูกที่ประเทศมาเลเซีย และเชื่อกันว่าพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีนำมาปลูกที่ จ. ตรังเป็นที่แรกของไทย จึงเป็นที่มาของชื่อ “ศรีตรัง”ผลิดอกบานสะพรั่งในฤดูร้อนราวเดือน ก.พ.-พ.ค. ดอกศรีตรังสีม่วงอ่อนจะบานสะพรั่งตามถนนสายต่างๆ โดยเฉพาะ ถ. กันตัง และทางเลี่ยงเมืองห้วยยอดใน อ. เมืองศรีตรังเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ 


8. ตุ๊กตุ๊กหัวกบ

14

เมืองตรังนำเข้า รถตุ๊กตุ๊กหัวกบมาจากญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2509 เพื่อนำมาส่งของสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ต่อมามีการดัดแปลงเป็นรถโดยสาร ปัจจุบันตุ๊กตุ๊กหัวกบกลายเป็นพาหนะเดินทางของนักท่องเที่ยวไปแล้ว ใครไปเมืองมืองตรัง ถ้าไม่ได้นั่งตุ๊กตุ๊กแสดงว่ามาไม่ถึง 


9. ปะการังเมืองตรังมีพื้นที่เท่ากับพื้นที่พิพาทเขาพระวิหาร 

11

เมืองตรังมีเกาะมากมาย เช่นเกาะแหวน เกาะเชือก เกาะเหลาเลียง เกาะมุกต์ ก็อุดมไปด้วยปะการังหลายชนิด โดยเฉพาะปะการังอ่อนเจ็ดสีซึ่งเกิดในพื้นที่โขดหินหรือหน้าผาใต้น้ำลึกไม่เกิน 60 ม. กระแสน้ำไหลแรง น้ำค่อนข้างใส อุณหภูมิระหว่าง16-36 องศาเซลเซียส และมีความเค็มเหมาะสม  นอกจากนี้ยังมีปะการังแข็งอย่างปะการังรังผึ้ง ปะการังเขากวาง ปะการังจาน ซึ่งพบในความลึกราว 3-8 ม.กระจายอยู่ตามเกาะต่างๆ คิดเป็นพื้นที่กว่า 4.47 ตร.กม. (ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  พ.ศ. 2551)


10. พะยูนมีบ้านอยู่ที่นี้

1-

ท้องทะเลตรังเป็นถิ่นอาศัยของพะยูนที่ใหญ่ที่สุดในฝั่งอันดามัน พบเห็นได้บ่อยบิรเวณเกาะลิบง เพราะเป็นแหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารหลักของพะยูน  บริเวณในตัวเมืองตรังมีวงเวียนน้ำพุประดับด้วยปูนปั้นรูปพะยูน 


( 3 Votes ) Add a comment
   

วัดอรุณฯ คุณเคยรู้สิ่งเหล่านี้หรือไม่

วัดอรุณฯ หนึ่งในวัดที่สำคัญของกรุงเทพฯ หลายคนไปเที่ยวไหว้พระวัดอรุณฯ แล้วคณรู้จักวัดอรุณดีแค่ไหน?

1. ทำไมต้องชื่อว่า “วัดแจ้ง”

watarun 5

ที่มาของชื่อวัดแจ้งมีเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ว่า หลังกรุงศรีอยุธยาถูกเผาทำลายในคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 จนยากจะบูรณะให้คงเดิมได้  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระยาวชิรปราการ เสด็จมาตามลำน้ำเจ้าพระยาจนถึงวัดมะกอกนอกในเวลาแจ้ง  

ภายในวัดมีปรางค์ขนาดย่อมองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ พระองค์จึงเสด็จขึ้นไปนมัสการ ด้วยเหตุนี้จึงเรียกวัดนี้ว่าวัดแจ้งวัดแจ้งหรือวัดมะกอกนอกนี้มีมาแต่ครั้งอยุธยาตอนปลาย เหตุที่เรียกวัดมะกอกนอกเพราะตั้งอยู่นอกเขตชุมชนดั้งเดิม ลึกเข้ามาในคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวงในเวลาต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว พระองค์โปรดให้บูรณะวัดแจ้งขึ้นใหม่และยกฐานะเป็นวัดในเขตพระราชฐานพร้อมวัดโมลีโลกยาราม (วัดท้ายตลาด) ที่อยู่ใกล้กัน 

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชธาราม และในสมัยรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนสร้อยท้ายชื่อเป็นวัดอรุณราชวราราม โดยความหมายยังคงเป็น “วัดแห่งรุ่งอรุณ”  ชาวต่างชาติก็เรียกวัดนี้ในความหมายเดียวกันว่า “The Temple of Dawn”


2. สุดยอดของพระปรางค์คือ “มงกุฎ” 

watarun 4

ส่วนยอดขององค์ปรางค์ประดับด้วยนภศูล (อาวุธของพระอินทร์) มีลักษณะเป็นฝักเก้าแฉก  เหนือขึ้นไปเป็นมงกุฎซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้นำมาจากเศียรของพระประธานในโบสถ์วัดนางนอง ย่านบางขุนเทียน เมื่อปี พ.ศ. 2390   นักประวัติศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่าพระองค์ทรงต้องการสื่อว่า เจ้าฟ้ามงกุฎ หรือรัชกาลที่ 4 คือกษัตริย์องค์ต่อไป


3. พระปรางค์คือ เขาพระสุเมรุ

watarun 2

สังคมไทยมีความเชื่อเรื่องไตรภูมิ โดยบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าความเชื่อนี้แฝงฝังอยู่ใกล้ตัวเรา อย่างเช่นเรื่องราวของแดนนรกแดนสวรรค์ เรื่องของพระอินทร์และเทวดา  เรื่องราวของไตรภูมิถูกจำลองไว้ในสถาปัตยกรรมของพระปรางค์วัดอรุณฯ  ด้วยเมื่อเราเดินผ่านประตูรั้วขององค์ปรางค์ที่เปรียบเสมือนกำแพงของจักรวาล พื้นลานกว้างเปรียบคือท้องทะเลสีทันดร กลางทะเลมีเขาพระสุเมรุซึ่งก็คือองค์ปรางค์ แวดล้อมด้วยปรางค์ทิศทั้งสี่แทนสี่ทวีป ซึ่งในไตรภูมิก็คือ อุตรกุรุทวีปด้านทิศเหนือ บุรพวิเทหทวีปด้านตะวันออก อมรโคยานทวีปด้านตะวันตก และชมพูทวีปด้านทิศใต้ซึ่งเป็นที่อาศัยของมนุษย์บริเวณฐานพระปรางค์มีสัตว์ป่าหิมพานต์ เช่น กินรี  สูงขึ้นไปเป็นลำดับชั้น คือ ยักษ์ ลิง และเทวดาที่อยู่สวรรค์ชั้นล่างสุด ช่วยกันแบกเขาพระสุเมรุ  

watarun 1

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้แต่ไม่เคยเห็นยักษ์แบก ลิงแบก มาวัดนี้ก็จะได้เห็น  ยักษ์แบกหรือมารแบกเป็นปูนปั้นประดับอาคารที่พบครั้งแรกในสมัยอยุธยา แล้วพัฒนามาเป็นยักษ์แต่งกายแบบโขนในสมัยรัตนโกสินทร์  ยักษ์แบกอยู่ชั้นล่างสุด ลิงแบกอยู่เหนือขึ้นมา และเทวดาแบกอยู่ชั้นบนสุดถัดขึ้นไปเป็นส่วนเรือนธาตุของพระปรางค์หรือยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในไตรภูมิ  ส่วนนี้ถ้าพกกล้องส่องทางไกลไปด้วยจะดี เพราะจะเห็นรายละเอียดของซุ้มทิศซึ่งประดับด้วยปูนปั้นรูปพระอินทร์เจ้าผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทรงช้างเอราวัณได้อย่างชัดเจน


4.แหล่งรวมงานศิลป์ชั้นแหล่งรวมงานศิลป์ชั้นเอกสมัยต้นรัตนโกสินทร์

watarun 5

ช่วงรัชกาลที่ 1-5 มีการบูรณะวัดอรุณฯ หลายครั้ง โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 2 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปรางค์องค์เดิมให้มีขนาดสูงใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นพระธาตุประจำพระนคร แต่การก่อสร้างมาแล้วเสร็จในรัชกาลที่ 3พระปรางค์มีความสูงราว 27 เมตร  ศิลปะเด่นที่ควรพินิจคือการประดับองค์ปรางค์ด้วยกระเบื้องเคลือบและเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ที่นำเข้าจากเมืองจีน  แม้ดูใกล้ๆ จะไม่วิจิตรนัก ทว่าเป็นรูปแบบศิลปะที่รัชกาลที่ 3 ทรงนิยม หรือที่เรียกว่า “ศิลปะพระราชนิยม”


5.จากพระปรางค์เห็นการเรียงตัวกันของ 7 พระอุโบสถอย่างประหลาดใจ

watarun 6

ยามมองผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฝั่งพระนครจะเห็นโบสถ์วัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ โบสถ์วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เจดีย์ประธานวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วิหารวัดสุทัศนเทพวราราม โบสถ์วัดเทพธิดาราม และภูเขาทองวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เรียงตัวในแนวเกือบเป็นเส้นตรงอย่างน่าอัศจรรย์


6.ตำนานยักษ์วัดแจ้งกับยักษวัดโพธิ์เป็นอย่างไร 

watarun 8

ถ้าพูดถึงเรื่องยักษ์ในเมืองไทย คงไม่มียักษ์ที่ไหนดังเท่ายักษ์วัดแจ้งและยักษ์วัดโพธิ์ ครั้งหนึ่งถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง ท่าเตียน อันโด่งดัง เมื่อปี พ.ศ. 2516 ตำนานเล่าขานต่อกันมาว่า ยักษ์วัดแจ้งหรือวัดอรุณฯ ฝั่งธนบุรี กับยักษ์วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนฯ ในฝั่งพระนคร เป็นเพื่อนรักกันมานาน แต่เกิดผิดใจกันเพราะยักษ์วัดโพธิ์ข้ามฟากไปยืมเงินยักษ์วัดแจ้งแล้วไม่ยอมใช้คืน เป็นเหตุให้ทะเลาะต่อสู้กันจนบริเวณโดยรอบราพณาสูร กลายเป็นท่าเตียนในปัจจุบันยักษ์วัดแจ้งมีสองตน ยืนอยู่หน้าโบสถ์วัดอรุณฯ กายสีขาวชื่อสหัสเดชะ กายสีเขียวชื่อทศกัณฐ์  ส่วนยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งอยู่บริเวณทางเข้าพระมหาเจดีย์ เป็นยักษ์ศิลปะแบบจีน สลักจากหิน หรือที่เรียกว่าอับเฉา ซึ่งชาวจีนใช้ถ่วงใต้ท้องเรือสำเภา 


7. โศกนาฎกรรมที่หลายคนไม่เคยรู้

watarun 9 watarun 10

เกิดการเผาตัวเองที่วัดอรุณฯ !เรื่องราวของคนเผาตัวเองเป็นเรื่องน่าตื่นตกใจสำหรับคนทั่วไป การเผาตัวเองของนายเรืองกับนายนกก็เช่นกัน

เรื่องของนายเรืองมีกล่าวไว้ใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1 ว่าในปี พ.ศ. 2333 นายเรืองกับเพื่อนพากันมาเสี่ยงทายในโบสถ์วัดครุฑซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดอรุณฯ โดยอธิษฐานว่าถ้าดอกบัวใครบานก่อน คนนั้นจะได้สำเร็จพระโพธิญาณ  วันรุ่งขึ้นดอกบัวของนายเรืองบานก่อน นายเรืองจึงเข้าไปที่วัดอรุณฯ เพื่อถือศีล ฟังเทศน์ และเอาสำลีชุบน้ำมันจุดไฟบูชาตั้งบนแขนตนเอง  ทำเช่นนี้อยู่ 9-10 วันแล้วจึงเผาตัวเองตายเพื่อสำเร็จพระโพธิญาณ

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 2 กล่าวถึงนายนก ว่าในปี พ.ศ. 2360 นายนกซึ่งศรัทธาในพระพุทธศาสนามากและหวังไปสู่นิพพาน ได้เฝ้ารักษาศีล ปฏิบัติธรรม ละทิ้งบ้านเรือน ไม่กินข้าว และทรมานตนเองอยู่ที่วัดอรุณฯ จนกระทั่งเผาตัวเองตายการเผาตัวเองของนายเรืองและนายนกได้รับการยกย่องจากคนในสมัยนั้นว่าเป็นการสละชีพเพื่อพระพุทธศาสนา จึงมีการสร้างรูปสลักหินของทั้งสองตั้งไว้ในศาลาใกล้โบสถ์วัดอรุณฯ โดยรูปสลักของนายเรืองเป็นชายไว้ผมทรงมหาดไทย นั่งสมาธิอยู่ทางด้านซ้ายของโบสถ์  ส่วนด้านขวาคือนายนก แกะสลักเป็นรูปคล้ายกัน แต่นั่งพนมมือ


( 0 Votes ) Add a comment
   

หน้า 3 จาก 10