NaiRobRoo.com | เกร็ดความรู้นักเดินทาง

ร้านบำรุงชาติสาสนายาไทย

จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ตรอกเล็กๆบริเวณ เสาชิงช้าเป็นที่ตั้งของร้านยาเก่าแก่ชื่อร้านบำรุงชาติสาสนายาไทย หรือ “ร้านยาหมอหวาน”

baorungyathai5

ตึกทรงโคโลเนียลแห่งนี้เป็นของนายหวาน รอดม่วง แพทย์แผนไทยผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8  เพียงเราผลักประตูเข้าไปก็เหมือนย้อนเวลากลับสู่อดีต  บีกเกอร์ ขวดยา และฉลากยาเก่า ตั้งเรียงเต็มตู้ราวกับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง  

baorungyathai7

baorungyathai8

baorungyathai1 baorungyathai4

ตัวยาโดดเด่นของที่นี่คือยาหอม อันมีสรรพคุณให้ความสดชื่น บำรุงธาตุและหัวใจ คนรุ่นก่อนจึงนิยมให้กันเป็นของขวัญแทนการมอบความสดชื่น ดังมีสำนวนโบราณว่า “โปรยยาหอม”

baorungyathai

baorungyathai2 baorungyathai3

ปัจจุบัน ภาสินี ญาโณทัย ทายาทรุ่นที่ 4 เป็นผู้รับช่วงต่อ โดยมุ่งมั่นปรุงยาหอม 4 ตำรับดั้งเดิม พร้อมกับคิดค้น “ลูกอมยาหอม” ซึ่งมีรสชาติและรูปแบบโดนใจคนรุ่นใหม่ ช่วยให้ยาโบราณตำรับนี้คงมีอายุยืนยาวสืบไปออกจากร้านยาหมอหวาน  

baorungyathai6

ใครต้องการซื้อยาหรือเยี่ยมชม ขอให้โทรติดต่อก่อนนะจ๊ะ 

>>>ร้านบำรุงชาติสาสนายาไทย  เปิดเวลา 09.00-16.00 น. ทุกวัน  โทร. 0-2221-8070<<<



( 0 Votes ) Add a comment
 

“ทาก”  แวมไพร์แห่งพงไพร

คุณรู้หรือไม่ว่า สัตว์ที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดเวลาเดินป่าคือตัวอะไรไม่ใช่เสือ ช้างป่า หรือหมาใน แต่สัตว์ที่ว่ากลับมีขนาดเล็กนิดเดียว ลำตัวเป็นปล้องนิ่ม ๆ ยืดหดได้ รูปทรงเรียวยาว มีเมือกเหนียวหุ้มลำตัวไว้ไม่ให้แห้ง และเคลื่อนไหวโดยการกระดืบช้า ๆที่สำคัญมันดูดเลือดเป็นอาหาร จนหลายคนขนานนามว่า “แวมไพร์แห่งพงไพร”

1

บรื๋อ !!!  สัตว์ที่เอ่ยถึงนี้ เรารู้จักกันในชื่อ “ทาก”ความจริงแล้วทากไม่ได้น่ากลัวหรือมีอันตราย รวมทั้งไม่ใช่พาหะนำโรคอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด แต่ทากกลับเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า เพราะมันอาศัยในป่าทึบที่มีความชื้นสูงและดำรงชีวิตด้วยการดูดเลือดสัตว์อื่นเป็นอาหาร  ฉะนั้นที่ไหนมีทาก ที่นั่นย่อมมีป่าสมบูรณ์และสัตว์ป่าชุกชุม 

 ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกำลังได้รับความนิยม นักท่องเที่ยวที่เลือกมาศึกษาความงามของธรรมชาติในช่วงหน้าฝนที่ป่าเขียวชอุ่มและงดงามมากที่สุด จึงหลีกเลี่ยงการเผชิญกับทาก “จอมดูดเลือด” ได้ยากทากจะชูหัวทำหน้าที่คล้ายเรดาร์เพื่อจับหาความร้อนจากตัวเหยื่อหรือแรงสั่นสะเทือนขณะเหยื่อเคลื่อนไหว  เมื่อล็อกเป้าหมายได้แน่นอนแล้ว ทากจะคืบตรงไปเกาะติดตัวเหยื่ออย่างรวดเร็วเพื่อหาผิวหนังส่วนที่บางที่สุด เช่น ข้อพับ ซอกนิ้ว แล้วฝังเขี้ยวหรือขากรรไกรทั้งสามแฉกซึ่งมีฟันซี่เล็กๆ ถี่ๆ  จากนั้นก็ปล่อยสาร “ฮีรูดีน” ซึ่งทำให้เลือดไม่แข็งตัว แล้วจึงเจาะดูดเลือดเหยื่อก่อนเดินเทรลเที่ยวป่า

นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยแต่งกายให้รัดกุม ใส่ถุงกันทากที่ทำจากผ้าฝ้ายดิบเนื้อแน่นจนทากไม่อาจแทรกตัวผ่านมาถึงตัวเราได้ โดยสวมทับถุงเท้าสูงขึ้นมาถึงเข่า แล้วสวมรองเท้าหุ้มส้นอีกที เท่านี้ก็เดินเที่ยวป่าได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องพะวักพะวนว่าจะถูกเจ้าแวมไพร์จิ๋วแบ่งเลือดไปใช้แต่หากเราป้องกันอย่างดีแล้วยังถูกเจ้าทากกัด ก็อย่าเพิ่งกระชากตัวทากออกทันที เพราะจะทำให้เกิดบาดแผลใหญ่และเลือดไหลไม่หยุด

ขอแนะนำให้ค่อย ๆ ดึงตัวมันออก แล้วใช้กระดาษทิชชูปิดปากแผลไว้ เยื่อกระดาษจะซับเลือดและช่วยให้เลือดแข็งตัวหยุดไหล  ส่วนคนที่เดินป่าจนชำนาญ เขาจะหยิบฉวยใบสาบเสือที่มีฤทธิ์ห้ามเลือดได้มาขยี้แล้วโปะบนปากแผล  แต่สำหรับคนที่ใจบุญสุดๆ ผสมกับใจแข็งสุด ๆ ไม่บรื๋อไม่ยี้ จะปล่อยให้เจ้าทากดูดเลือดไปก่อนก็ได้ เพราะพอมันอิ่ม มันก็จะเก็บเขี้ยวและทิ้งตัวหลุดจากผิวหนังเราไปเองแม้คนทั่วไปจะรู้สึกกลัวทาก แต่แท้จริงแล้วพวกมันมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสารสังเคราะห์ซึ่งเลียนแบบสารฮีรูดีนในตัวทากนั้นใช้เป็นตัวยาในครีมนวดลดอาการฟกช้ำและยารักษาอาการเลือดอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายคน  

ฉะนั้นเวลาเข้าป่าถ้าเจอทากกระดืบเข้ามาใกล้ ก็อย่าเผลอใช้ไฟจี้หรือเอายาหม่องป้ายที่ตัวมัน เพราะจะทำให้สัตว์ร่วมโลกตัวเล็ก ๆ มากประโยชน์ชนิดนี้ต้องตายอย่างไร้คุณค่า



( 2 Votes ) Add a comment
   

สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า"มังคุดคัด"

ในบรรดาของกินเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองคอนต้องยกให้มังคุดคัดเพราะมีทำขายกันเฉพาะถิ่นนี้

little mangosteen 

นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีผลไม้อุดมสมบูรณ์ทั้งเงาะ ทุเรียน ลางสาด โดยเฉพาะมังคุดนั้น มีผลผลิตมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศ นอกจากรับประทานกันสดๆ แล้วยังนำมากวนทั้งเมล็ดด้วย ผสานกับความหวานของน้ำตาล และความมันกรอบคล้ายถั่วของเมล็ด  ส่วนที่เห็นจะไม่มีที่ไหนเหมือนเลยก็ได้แก่เจ้ามังคุดนั้นแหละ

มังคุดคัดเป็นของกินเล่นที่คนเมืองคอนทำกินมาแต่โบราณ มีเฉพาะระหว่างเดือน ก.ค- ส.ค. อันเป็นช่วงที่มังคุดกำลังห่าม เปลือกผลเป็นสีดอกกระดังงา เขาจะนำผลมังคุดมาปอกเปลือกออก เอาเนื้อไปล้างน้ำผสมสารส้มจางๆ (บางคนก็ว่าใช้น้ำเกลือ) เพื่อให้ยางหมด และทำให้เนื้อมังคุดคงสีขาวน่ารับประทานจากนั้นก็ผึ่งให้แห้ง เสียบไม้ละ 3-5 ลูก ใส่ถาดคลุมผ้าขาวบางกันฝุ่น  ด้วยรสชาติที่อมเปรี้ยวอมหวาน ทั้งมันและกรอบ มังคุดคัดจึงเป็นของกินเล่นยอดนิยมของคนนคร



( 0 Votes ) Add a comment
   

ตึกแถวและคฤหาสน์ในภูเก็ต

ภูเก็ต ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนของชาวจีนฮกเกี้ยน แตกต่างกับกรุงเทพฯที่เป็นถิ่นอพยพของชาวจีนแต้จิ๋ว และเป็นเมืองท่าการค้าดีบุกและแร่ต่างๆในภาคใต้มาตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 19 ทำให้เมืองภูเก็ตเต็มไปด้วยบ้านเรือนและอาคารแบบโคโลเนียลซึ่งผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมจีนและตะวันตก พบเห็นได้ทั่วไปตามเมืองท่าในอุษาคเนย์และทางตอนใต้ของจีน โดยทั่วไปแบ่งออกได้สองประเภทคือ ตึกแถวหรือ “เตี้ยมฉู่” และคฤหาสน์หรือ “อั่งม้อหลาว”

colonialstyle

ตึกแถวเป็นอาคารสองชั้นกึ่งร้านค้ากึ่งที่อยู่อาศัย ลักษณะลึกและแคบ ชั้นล่างแบ่งพื้นที่ใช้สอยไปตามความลึกได้ถึงห้าส่วน ด้านหน้าเป็นร้านค้าหรือสำนักงาน ถัดไปเป็นห้องรับแขก ห้องพักผ่อน ห้องอาหาร และห้องครัว ตามลำดับ ภายในอาคารมักมี “ฉิ่มแจ้”  หรือบ่อน้ำบาดาลหนึ่งบ่อและเหาะช่องให้แสงส่องเข้าอาคารและอากาศถ่ายเท ภายในตึกจึงเย็นสบาย ส่วนชั้น 2 เป็นห้องนอน

colonialstlye2

หน้าตึกแถวมีทางเดินเท้า ทำเป็นช่องซุ้มโค้งเชื่อมต่อกันตลอดทั้งแนวตึก เรียกว่า อาเขต (มาจากคำว่า arcade) หรือหง่อคาขี่ในภาษาจีนฮกเกี้ยน โดยชั้นบนที่ยื่นล้ำออกมาเป็นหลังคากันแดดกันฝน นับเป็นสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงความเอื้ออาทรของเจ้าของบ้านที่มีต่อผู้สัญจร ด้านหน้าอาคารชั้นสองเน้นเจาะช่องหน้าต่างเป็นซุ้มโค้งคูหาละสามช่อง ขนาบข้างด้วยเสาแบบกรีกและโรมัน พื้นผนังตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นทั้งแบบจีนและตะวันตกผสมผสานกันอย่างลงตัว

อั่งม้อหลาวเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน “อั่งม้อ” แปลว่าฝรั่งหรือชาวต่างชาติ “หลาว” แปลว่าตึกคอนกรีต อั่งม้อหลาวก็คือคฤหาสน์แบบฝรั่งที่นายหัวเหมืองแร่ของภูเก็ตของภูเก็ตสร้างเป็นที่อยู่อาศัย จัดเป็นสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าเช่นเดียวกับเฉียมฉู่


( 1 Vote ) Add a comment
   

ตำนานแก่งคุดคู้

kaengkkudku

"แก่งคุดคู้" สถานที่ท่องเที่ยวฮิตของ อ. เชียงคาน จ. เลย เชื่อหรือไม่ว่าเขามีตำนานเล่าต่อกันมา

นานแล้วมีพรานป่าคนหนึ่งชื่อ “จึ่งขึ่งดั้งแดง” รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน มีฝีมือในการล่าสัตว์ วันหนึ่งนายพรานผู้นี้ตามล่าควายเงินมาจากหลวงพระบาง (ที่เรียกควายเงินเพราะมูลของควายตัวนี้เป็นเงิน) พอมาถึงริมน้ำโขงเห็นควายเงินพักกินน้ำ นายพรานจึงดักซุ่มยิง พอดีชาวบ้านแล่นเรือผ่านมา ควายเงินตกใจตื่นเตลิดขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่ง (ต่อมาเขาลูกนี้ได้ชื่อว่า"ภูควายเงิน") นายพรานเลยยิงไปถูกเขาอีกลูกจนพังทลายไปซีกหนึ่ง กลายเป็นหน้าผาสูงชัน ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ภูผาแบ่น”

นายพรานโกรธคนที่แล่นเรือผ่านซึ่งเป็นต้นเหตุให้ควายเงินหนีไป จึงกลั่นแกล้งด้วยการขนหินมาขวางกั้นลำโขงไม่ให้เดินเรือได้ นายพรานทำการเกือบจะสำเร็จ ก็พอดีมีสามเณรรูปหนึ่งมาเห็นเข้า เณรนั้นออกอุบายหลอกให้นายพรานใช้ไม้เฮียะ (ไม้ใผ่ชนิดหนึ่ง) ผ่าซีกหาบหินแทน ไม้เฮียะผ่าแล้วจะเป็นสันคมกริบ เมื่อนายพรานใช้หาบหิน ไม้นั้นก็บาดคอนอนตายคุดคู้อยู่ที่ริมโขงนั้นเอง แก่งหินนั้นจึงเรียกว่า “แก่งคุดคู้”

 ผลจากการที่นายพรานขนหินมาวางขวางทำให้กลางน้ำโขง มีหลายแก่งหลายแห่ง มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น แก่งฟ้า แก่งจันทร์ เป็นต้น แก่งเหล่านี้แม้จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางในลำน้ำโขงมาแต่โบราณ แต่ก็เป็นบริเวณที่มีปลาเข้ามาอยู่อาศัยอย่างชุกชุม


ดูที่เที่ยวอื่นๆ ของจ. เลย 



( 4 Votes ) Add a comment
   

หน้า 7 จาก 10