NaiRobRoo.com | เกร็ดความรู้นักเดินทาง

เมื่อ “ชั่วฟ้าดินสลาย” กลายเป็นเรื่องจริง บ้านห้าง ร . 5

"พะโป้" หนึ่งในตัวละครของนวนิยายชื่อดังที่ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หลายเวอร์ชั่น ชั่วฟ้าดินสลาย เรื่องราวของคหบดีชื่อ พะโป้ นายห้างค้าไม้ชาวกะเหรี่ยงที่มาทำธุรกิจในเมืองกำแพงเพชรได้พบรักกับยุพดี หญิงสาวสวยและตกลงใจพาเธอมาอยู่ด้วยกันที่กำแพงเพชร พะโป้มีหลานชื่อ ส่างหมอง เป็นหนุ่มรูปงาม ต่อมายุพดีกับส่างหมองเริ่มรักกันและมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง จนพะโป้จับได้และใส่โซ่ตรวนทั้งสองใช้ชีวิตด้วยกันเกิดเป็นโศกนาฎกรรมขึ้น

pato2

ก่อนหน้านี้หลายคนอาจคิดว่า ชั่วฟ้าดินสลายอาจเป็นนวนิยายที่มาลัย ชูพิจิแต่งขึ้นโดยไร้ข้อเท็จจริง ทว่าพะโป้กลับมีตัวตนในประวัติศาสตร์ เป็นคหบดีชาวกะเหรี่ยงที่เข้าทำการค้าไม้ที่นครชุม จังหวัดกำแพงเพชร ในสมัยรัชกาลที่ 5 และพระองค์ก็เคยเสด็จประพาสต้นที่บ้านคหบดีคนนี้ด้วยเมื่อปี 2449 มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า “ เลยไปคลองสวนหมาก (บริเวณชุมชนนครชุม) ในคลองนี้น้ำไหลเชี่ยวแต่น้ำใสเพราะเป็นลำห้วย  ถ้าไปตามลำคลอง 3 วันจึงถึงป่าไม้ ป่าไม้นี้ พะโป้กระเหรี่ยงในบังคับอังกฤษเป็นคนทำ”  ป่าไม้คลองสวนหมากเป็นป่าไม้สักที่สำคัญของกำแพงเพชร ที่พะโป้ได้รับช่วงต่อจากเจ้าเมืองกำแพงเพชร

pato

pato3 

พะโป้ได้สร้างคฤหาสน์ขึ้นริมฝั่งน้ำคลองสวนหมาก เป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมผสานตะวันตก สร้างด้วยไม้สักสองชั้นประดับด้วยลายฉลุสวยงาม ว่ากันว่าเป็นออฟฟิศของบริษัท  ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดสว่างอารมณ์ เพื่อทำการค้าไม้ส่งไปยังกรุงเทพฯ โดยชักลากไม้ผ่านลำคลองสวนหมากซึ่งไหลจากเทือกเขาตะนาวศรี ทางทิศตะวันตก เข้าแม่น้ำปิงเพื่อส่งไปพระนคร

pato8

ในชีวิตจริงพะโป้มีคู่ชีวิตชื่อแม่ทองย้อย ซึ่งเป็นลูกสาวของผู้ใหญ่ของบ้านคลองสวนหมากมีบุตรกัน 4 คน เป็นต้นสกุลของ “รัตนบรรพต”  ตามหลักฐานพระราชหัตถเลาของรัชกาลที่ 5 ยังทรงบันทึกว่า “ เมียเป็นไทย ชื่อว่าอำแดงท่องย้อยเป็นบุตรผู้ใหญ่บ้านวันแลอำแดงไท ตั้งบ้านเรือนอยู่ติดกันในที่นั้น ได้ขึ้นถ่ายรูปที่หน้าบ้าน 2 บ้านนี้”

pato123

พะโป้เสียชีวิตในช่วงรัชกาลที่ 6 การทำไม้ตกอยู่กับบริษัทการทำไม้ใหญ่ แต่เรื่องราวของพะโป้ยังคงถูกเล่าขานในชุมชนนครชุม ปัจจุบันบ้านพะโป้ทรุดโทรมลงไปมาก แม้จะเป็นทรัพย์สินของนายทุนต่างพื้นที่ แต่ชาวบ้านยังคงรักษาตามสภาพ ปลูกดอกไม้ ตัดหญ้า เพราะที่นี้คือหลักฐานที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนนครชุม ชาวบ้านที่นี้จะรู้จักกันว่า “ บ้านห้าง ร. 5”


อ้างอิงจาก ฆรณี แสงรุจิ.วารสารเมืองโบราณ  ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2536


coverphutboon-01



( 12 Votes ) Add a comment
 

ห้ามผู้หญิงเข้า (ศาสนสถาน) ทำไม?

ป้าย“ห้ามผู้หญิงเข้า “มักเห็นอยู่บ่อยครั้งเวลาไปตามทางเข้าศาสนสถาน  ผู้หญิงหลายคนบ่นถึงไม่เท่าเทียมและผุดคำถามว่าว่าทำไมผู้ชายเข้าได้แล้วผู้หญิงเข้าไม่ได้?  นั้นคือการปะทะกันของความคิดสมัยใหม่ที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ กับธรรมเนียมที่ปฎิบัติผ่านความเชื่อที่ยึดถือมาตั้งแต่อดีต “นายรอบรู้” จึงอยากพาไปดูเหตุทางความเชื่อว่าทำไม สถานศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถานจึงห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าไป

a-1

อย่างแรกเราต้องทำความเข้าใจบทบาททางศาสนาก่อนว่าส่วนใหญ่จะยกย่องเพศชายเป็นใหญ่ น้อยมากที่จะเห็นศาสดาเป็นผู้หญิง ทั้งที่ก่อนที่จะเกิดศาสนาเหล่านี้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงเคยเป็นใหญ่มากก่อน เพราะเพศหญิงเป็นผู้ให้กำเนิดบุตร กำหนดความอุดมสมบูรณ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพศหญิงเป็นใหญ่ ก่อนที่ศาสนาต่างถิ่นอย่างฮินดู พุทธ หรืออิสลามซึ่งนำคติความเชื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่จะเข้ามา ลดบทบาทของผู้หญิงลง 

ศาสนสถานคือพื้นที่ศักด์สิทธิ์ของศาสนา และบางศาสนายังยึดคติว่าผู้หญิงคือเพศที่เป็นภัยคุกคามต่อความศักดิ์สิทธิ์นั้น เช่นนักบวชห้ามแตะตัวผู้หญิง ผู้หญิงเป็นภัยต่อการคุกคามการบรรลุทางศาสนา ล้วนแต่เป็นการกดขี่ผ่านความคิด แต่ก็มีตัวอย่างของความย้อนแย้งของความกดขี่เพศหญิงให้เห็นอยู่ นั้นคือ ประจำเดือนในเพศหญิง

web456-0111

ความเชื่อของชาวพุทธในประเทศไทยเชื่อว่าประจำเดือนเป็นของสกปรก หลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงห้าม จริงๆความเชื่อเรื่องการประจำเดือนเป็นวิธีคิดแบบฮินดูที่แทรกซึมเข้าสังคมพุทธในบ้านเรา  แต่แปลกที่ประจำเดือนกลับมีเหนืออำนาจในทางไสยศาสตร์ ที่สามารถทำความศักดิ์สิทธิ์ของไสยศาสตร์ให้เสื่อมลงได้แสดงว่าเพศหญิงคือเพศอยู่เหนือความศกดิ์สิทธิ์  หรือไม่?

การอ้างเหตุเรื่องประจำเดือนทำลายความศักดิ์สิทธิ์ทำให้วัดหลายแห่งทางภาคเหนือภาคอีสานบางส่วนห้ามผู้หญิงเข้า  ตามความเชื่อว่ากันว่า พระธาตุเจดีย์ในสมัยโบราณฝังตัวพระธาตุไว้ใต้ดิน การเข้าไปของผู้หญิงจะทำให้พระธาตุเหล่านั้นเลื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลง แม้บางคนบอกว่าเป็นกุศโลบายของคนโบราณที่ไม่อยากให้ผู้หญิงที่มีประจำเดือนไปเข้าไป เพราะจะทำให้เลอะเทอะ ไม่เหมาะสมกับศาสนาศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันต่อไป แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นสำหรับผู้หญิงใดให้กำเนิดบุตร 7 คน และทั้ง 7 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุมาแล้ว

>>>นอกจากนี้ความเชื่อของชาวล้านนายังห้ามผู้หญิงเข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 

>>>ห้ามเก็บพืชผักในระหว่างที่มีประจำเดือน เพราะเชื่อว่าทำให้ผักแห้ง เฉาตายลง  

>>>ห้ามกินผลไม้แฝด เพราะจะทำให้มีลูกแฝด คลอดยาก

ทั้งหมดล้วนเป็นความเชื่อที่บางส่วนอาจวางอยู่บนข้อเท็จจริง แม้บางเรื่องในสังคมของพวกเราอาจมองว่าเป็นเรื่องความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล แต่ในการท่องเที่ยวนั้น พวกเราควรให้การเคารพให้กฎในสังคมที่เราไปเที่ยวด้วย ควรศึกษาข้อห้ามและรู้ถึงที่มาของความเชื่อนั้นว่าเป็นมาอย่างไร


( 0 Votes ) Add a comment
   

7 เรื่องที่ไกด์อาจไม่เคยบอกคุณ เมื่อมาปราสาทเขาพนมรุ้ง

ปราสาทเขาพนมรุ้งเป็นสถานท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาไฟเก่าเมื่อหลายแสนปีก่อน เป็นหลักฐานยืนยันว่าประเทศไทยเคยมีเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟมาก่อน ทั้งยังเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดในบุรีรัมย์ ทำให้บริเวณนั้นมีความอุดมสมบูณณ์เป็นอย่างสูง เหมาะแก่การเพาะปลูก ทำให้มีกลุ่มชนหลายชุมมาตั้งถิ่นฐานที่นี้และกลายเป็นชุมชนใหญ่ในที่สุด

rung1

ปราสาทเขาพนมรุ้งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 โดยพระเจ้านเรนราทิตย์ ผู้เป็นญาติกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งทรงสร้างนครวัด ในประเทศกัมพูชา สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานของฮินดูนิกายนับถือพระศิวะเป็นใหญ่ (ไศวนิกาย)หลายคนอาจจะเคยมาเที่ยวปราสาทพนมรุ้ง ทั้งแบบที่มาเดินเล่นชมสถาปัตยกรรมคนเดียว บางคนอาจจะมีไกด์หรือผู้รู้เรื่องปราสาทเขาพนมรุ้งเป็นอย่างดี วันนี้ “นายรอบรู้” ขอาสาพาเที่ยวแบบอันแน่นกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของปราสาทที่คุณไม่รู้หรือไกด์ไม่ได้บอกคุณ

rung4

>>>1. ปราสาทนี้อาจมีชื่อพนมรุ้งมาตั้งแต่แรกสร้าง?

ตามการค้นคว้าจารึกที่พบที่ปราสาท มีจารึกหนึ่งกล่าวว่าปราสาทหลังนี้ชื่อว่าวนํ รุง (วะ-นัม-รุง) เป็นภาษาขอมโบราณ คำว่า วนํ หรือพนมแปลว่าภูเขา  ส่วน รุง หือรุ้ง แปลว่า ใหญ่ จึงมีความหมายว่า ภูเขาใหญ่ บนยอดเขามีการสร้างศาสนาสถานนิกายลัทธิไศวนิกาย โดยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของเขาไกรลาสซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล และเป็นที่ประทับของพระศิวะ  เนื่องจากบริเวณปราสาทพนมรุ้งมีกลุ่มชนหลายกลุ่มทำให้การออกเสียงอาจกร่อนหรือเพี้ยนไปบ้าง แต่นักวิชาการบางคนยังยืนยันว่าพนมรุ้งเป็นเชื่อที่เรียกมาตั้งแต่สร้าง 

>>>2. แล้วใครอยู่ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง?

ปราสาทเป็นศาสนสถานที่มีการใช้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่ที่พักหรือพระราชวังของกษัตริย์ คนที่อยู่ที่นี้ต้องใกล้ชิดกับพระเจ้า ในจารึกได้บรรยายว่ามีนักพรตโยคีมาบำเพ็ญพรตที่ปราสาทแห่งนี้ 

rung3

>>>3 ตามข้อมูลว่าปราสาทเขาพนมรุ้งสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานของฮินดู ไศวนิกายและทำไมจึงมีเทพพระเจ้าอื่นมากมาย?

ในการสร้างมีการอ้างถึงตรีมูรติ คือพระศิวะ พระวิษณุหรือพระนารายณ์ และพระพรหมด้วย แต่เชิดชูพระศิวะเป็นหลัก  ส่วนเทพองค์อื่นคือส่วนเติมเต็มของปราสาท เช่นทับหลังหลายชิ้นสลักเป็นพระกฤษณะและพระวิษณุ พระนารายณ์ เพื่อให้ครบองค์ประกอบทางศาสนา

rung2

>>>4 ทับหลังนารายณ์ที่ประดับที่ปราสาทเขาพนมรุ้งปัจจุบันเป็นของจริงหรือไม่? แล้วมีความหมายอย่างไร?

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่เห็นเป็นของจริงที่นำกลับมาประดับไว้ที่เดิมหลังจากถูกขโมยไป แล้วทำไมต้องเป็นทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จึงประดับไว้อยู่ตรงนี้  จากการค้นคว้าของนักวิชาการสันนิษฐานว่า เป็นเรื่องเชิดชูพระศิวะเหนือพระนารายณ์ที่เป็นตัวแทนของลัทธิไวษณพนิกาย ถ้าสังเกตด้านบนของทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ สลักเป็นรูปศิวนาฎราช-พระศิวะร่ายรำ อีกทั้งจารึกที่เจอที่ปราสาทยังบรรยายว่าได้มีสร้างรูปพระนารายณ์ไว้ในเรือนของพระศิวะ เรือนที่นี้คือปราสาทประธานนี้เองนั้นเอง  

rung6

>>>5. ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์นั้นมีมังกรอยู่ด้วย มาจากไหน? 

ตามคัมภีร์ไม่ได้ระบุถึงมังกร แต่เป็นส่วนต่อเติมจากการแกะสลัก นักวิชาการบางคนยังบอกว่า พญานาคกับมังกรมีจุดร่วมฐากความคิดเดียวกันคือการบูชางูของคนในสมัยโบราณ อย่างที่เรารู้ว่ามังกรเป็นวัฒนธรรมของจีนถูกส่งผ่านศิลปะจามซึ่งอยู่บริเวณตอนกลางมาถึงตอนใต้ของเวียดนามมาสู่อาณาจักรเขมรโบราณ เป็นที่นิยมในศิลปะนครวัดมาก ซึ่งในเวลาต่อมาจะเหลือแต่มังกรอย่างเดียว พญานาคก็จะหายไปในศิลปะบายน 

rung5

>>>6 มีนกแก้วปรากฎอยู่ในหลายที่ของปราสาทเขาพนมรุ้ง

นกแก้วมักไม่ค่อยเห็นในปราสาทหินมากนัก แต่ที่ปราสาทหินพนมรุ้งมีพบอยู่หลายจุด อย่างที่เห็นเด่นชัดคือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์  เป็นที่น่าสังเกตว่าภาพนกแก้วเหล่านี้สลัก ได้เหมือนจริงตามธรรมชาติ แต่ยังไม่รู้ว่าช่างยังต้องการสื่อมากกว่าการตกแต่งหรือไม่ 

rung7

>>>7 ทวารบาล เป็นของจำลอง? 

ทวารบาลมีหน้าที่เฝ้าศาสนสถานมิให้สิ่งชั่วร้ายทั้งหลายผ่านเข้าสู่ศาสนสถานได้ ทวารบาลของปราสาทพนมรุ้งมีสองแบบคือแบบนั่งกับยืน ทว่าทั้งสองแบบถูกเก็บรักษาไว้ ดังนั้นทวารบาลที่อยู่ที่ปราสาทพนมรุ้งเป็นตัวจำลองเพื่อให้นักท่องเที่ยว

>>>อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง โทร. 0-4478 -2715 โทรสาร 0-4478-2717


coverphutboon-01


( 1 Vote ) Add a comment
   

"ทับหลัง" ดราม่าที่ปราสาทเมืองต่ำ

ปราสาทเมืองต่ำ” หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นในอำเภอประโคนชัย จังหวัดุรีรัมย์  แต่การเรียนรู้ประวัติผ่านสถาปัยกรรมขอมโบราณแห่งนี้ยังคงอยู่ในวงจำกัด อาจเพราะความยากที่จะเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจของตัวสถาปัตยกรรม วันนี้ “นายรอบรู้” ขออาสาพาเที่ยวปราสามเมืองต่ำผ่านทับหลังที่ประดับอยู่บนคานประตู

prasad1

“ทับหลัง” เป็นแผ่นหินทรายยาววางอยู่เหนือกรอบประตู โดยจะสลักเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับตำนานเทพฮินดู หรือ เรื่อราวในวรรณคดีมหาภารตะ บางครั้งอาจเป็นเรื่องราวของกษัตริย์ท้องถิ่น  ส่วนมากทับหลังนิยมสลักเป็นลวดลายโดยมีหน้ากาลอยู่ตรงกาลแล้วคายพวงอุบะออกมา ว่ากันว่าถ้าพับทับหลังครึ่งหนึ่งแล้ว ลวดลายจะเท่ากันพอดี นักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่าแสดงให้เห็นถึงความเป็นระเบียบของสังคมขอมโบราณที่ค่อนข้างเข้มงวด 

ปราสาทเมืองต่ำ สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่พุทธศวรรษที่ 16-17 และยังสร้างไม่เสร็จจนถึงปัจจุบัน เพราะหลายส่วนของปราสาทยังไม่สมบูรณ์  ในความเป็นจริงชื่อของปราสาทเป็นชื่อใหม่ที่เรียกขึ้นตามชื่อของพี้นที่ ส่วนชื่ออันที่เรียกกันแต่โบราณยังไม่ทราบว่าชื่ออะไร 

การพบศิวะลึงค์ทำให้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าปราสาทนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนาสถานของลัทธินับถือพระศิวะหรือ ไศวนิกาย  หลายคนมุ่งให้ความสำคัญกับปราสาทก่ออิฐ 5 หลังวางอยู่บนฐานเดียวกัน ทว่าหลายส่วนของปราสาทยังมีความน่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทับหลังที่สลักเล่าเรื่องราวไว้น่าสนใจ โดยหลักๆจะเล่าเรื่องของพระศิวะและพระกฤษณะ

เริ่มที่ทับหลังซุ้มโคปุระด้านในซึ่งเป็นรูปพระกฤษณะปราคนาคกาลียะ อย่างที่รู้กันว่าพระกฤษณะเป็นภาคอวตารที่ 9ของพระวิษณุที่ลงมาปราทุกข์เข็ญของประชาชน 

tablang1-1

มีเมืองหนึ่งที่ชื่อว่า นครมถุรา ปัจจุบันอยู่คือเมืองมัตตรา มีผู้ปกครองชื่อว่าพระยาอุครเสน มีมเหสีชื่อว่า กรรณีกัลยา วันหนึ่งนางได้เข้าประพาสในป่า เกิดพลัดหลงกับนางสนม อสูรตนหนึ่งชื่อว่า กังสะ ได้ปลอมตัวเป็นพระยาอุครเสน เข้ามาสมสู่กับนางจนท้องและคลอดลูกชื่อว่า กงส์ (Kamsa)  ต่อมาได้กลายพญากงส์ เพราะชิงราชสมบัติจากพ่อของตัวเอง ปกครองแล้วทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน พระวิษณุเลยอวตารเป็นพระกฤษณะลงมาช่วย พญากงส์กลัวว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นพระกฤษณะเลยสั่งฆ่าเด็กทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดก็ทำไรไม่ได้ พระกฤษณะหนีรอดมาได้จึงมาอาศัยกับคนเลี้ยงวัว และมีลูกน้องชื่อว่า พลราม (Palarama)  พญากงส์รู้ว่าพระกฤษณะยังไม่ตายจึงเริ่มส่งอสูรมาทำร้ายอยู่ตลอดเวลา แต่พระกฤษณะก็ปราบได้หมด

จนมาถึงวันหนึ่งพระกฤษณะต้องเจอกับพญานาคตัวใหญ่ที่ชื่อกาลียะ (Kaliya)ซึ่งอาศัยอยู่ในบึงน้ำ ทำร้ายคนเลี้ยงวัวที่เอาวัวไปกินน้ำจนถึงแก่ความตาย พระกฤษณะต้องไปช่วยปราบ วิธีการปราบก็แสนจะน่ารักด้วยวิธีการกระโดดลงไปเต้นบนหัวของพญานาคจนนาคบอบซ้ำหนักและยอมแพ้ในที่สุด

ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นทับหลังเรื่องของพระกฤษณะเช่นเดียวกัน เป็นตอนยกเขาโควรรธนะ เป็นตอนที่พระกฤษณะไปเลี้ยงโค ลูกน้องของพระกฤษณะนำของไปเซ่นสังเวยพระอินทร์ พระกฤษณะอยากกินของเซ่นสังเวยนั้นจึงออกอุบายให้ลูกน้องนำเขาไปเซ่นสังเวยภูเขาแทนเพราะให้หญ้ากับโคได้กิน  ลูกน้องจึงนำของเซ่นไหว้ไปบนเขา  พระกฤษณะรออยู่เพื่อแอบกินของเซ่นไหว้ พระอินทร์โกรธมากเลยให้บันดาลให้ฝนตก 7 วัน 7 คืนทำลายคนเลี้ยงโคและโค พระกฤษณะเลยแปลงกายให้ใหญ่แล้วยกเขาโควรรธนะ บังฝนให้กับคนเลี้ยงวัว พระอินทร์ทำไรคนเลี้ยงโคไม่ได้เลยยอมแพ้ในที่สุด จากนั้นพระกฤษณะกับพระอินทร์ก็ปรับความเข้าใจจนกลายเป็นเพื่อนกัน 

tablang5-1

นอกจากนี้ยังมีทับหลังอีกชึ้นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทับหลังที่พระศิวะประทับบนโคนนทิคู่กับพระอุมาเทวี  พระศิวะหรือพระอิศวรที่คนไทยรู้จักจะเป็นเทพที่มีนิสัยแบบเพลย์บอย ชอบเต้น โมโหง่าย ใจร้อน ชอบขัดแย้งกับเทพองค์อื่นอยู่เสมอ เช่นไม่ถูกกับพ่อตาหรือบิดาของอุมาเทวี จนถูกเทพสาปแช่ง และเคยตัดเศียรที่ 5 ของพระพรหมจนขาดไปเหลือเพียง 4 พักตร์และเคยใช้ตาที่ 3 บนหน้าผากเผาทำลายกามเทพ ขณะที่พระองค์ถูกรบกวนในขณะที่กำลังบำเพ็ญตบะ  

สัญลักษณ์ของพระศิวะคือลึงค์หรืออวัยะเพศชาย เหตุด้วยครั้งหนึ่งพระศิวะมีกิจกามกับพระอุมาเทวีบริเวณท้องพระโรง  ไม่ได้อยู่ในห้องมิดชิด เหล่าเทพได้มาเข้าเฝ้าก็เลยเห็นภาพนั้น พระศิวะเกิดความอายจึงเอ่ยว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการบูชาหลังจากที่พระองค์สิ้นสลายไปแล้ว  โดยให้คนทำศิวลึงค์ขึ้นมาแทนพระองค์และฐานโยนีแทนพระอุมา เป็นเครื่องหมายของเพศชายและหญิงบูชาคู่กันแทนค่าของการเกิดชีวิตใหม่

tablang3-1

นอกจากนี้วีรกรรมของพระศิวะยังไม่หมด ครั้งหนึ่งพระวิษณุกับพระพรหมจะแข่งประลองฤทธิ์กัน แต่ไม่มีใครชนะ พระศิวะเลยเข้ามาช่วยตัดสิน แปลงร่างเป็นลึงค์ใหญ่ให้พระวิษณุไปหาโคนของลึงค์แล้วพระพรหมไปหาปลายลึงค์ พระวิษณุแปลงร่างเป็นหมูป่าขุดลงไปหาโคน พระพรหมเหาะขึ้นไปหาปลาย แต่ไม่มีใครเจอ พระวิษณุหาโคนลึงค์ไม่จึงกลับมายอมแพ้ ส่วนพระพรหมระหว่างเหาะ สวนทางกับดอกปาริชาติเลยถามดอกปริชาติว่า ปลายลึงค์มีลักษณะยังไง จนได้ความมาเล่าให้พระศิวะฟัง พระศิวะจับได้ว่าพระพรหมโกหก โกรธมากจึงตัดเศียรที่ 5ของพระพรหม ทำให้พระพรหมเหลือ 4 เศียร 

ส่วนพระอุมา เดิมชื่อ พระสตี ผู้ที่แอบรักพระศิวะตั้งแต่แรก แม้พ่อของตนคือพระทักษะจะไม่ชอบและสาปให้พระศิวะไม่ได้การพลี(เครื่องบวงสรวง) เพราะพระศิวะไม่เคารพพระองค์   ต่อมาเมื่อถึงตอนที่พระสตีจะเลือกคู่  พระทักษะเชิญทุกคนมาที่งานยกเว้นพระศิวะ เมื่อพระสตีไม่เห็นพระศิวะ จึงโยนพวงมาลัยขึ้นไปบนฟ้าและเอ่ยนามถึงพระศิวะ พระศิวะก็ปรากฎกายมาพร้อมกับพวงมาลัยบนคอ ต่อมาเมื่อมีงานอีกพระทักษะก็ไม่เชิญ เพราะพระทักษะได้สาปพระศิวะไม่ได้รับพลีใดจากคนบูชา เมื่อพระอุมาได้ยินอย่างนั้นจึงของตายเพราะอายที่พ่อมีนิสัยแบบบนี้ 

ว่ากันว่าการชมสถาปัตยกรรมให้สนุกต้องรู้เรื่องราวของที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง จากนี้คุณจะได้สนุกกับเที่ยวชมสถาปัตยกรรมอย่างน้อยก็คือ ปราสาทเมืองต่ำ 


covercr-01


( 0 Votes ) Add a comment
   

มุมอันซีนปู่ม่าน-ย่าม่าน

ใครมาเที่ยวเมืองน่าน ย่อมไม่พลาดชมความงามของวัดภูมินทร์ “นายรอบรู้” ขอเสนอมุมอันซีนที่คนช่างเกตเท่านั้นจะมองเห็น กับภาพจิตรกรรมฝาผนังปูม่าน-ย่าม่าน ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ ให้นักเดินทางได้มากระซิบรักและเก็บภาพความประทับใจกลับไป ซึ่งปกตินักท่องเที่ยวจะยืนหันหน้าเข้าหาภาพปู่ม่านย่าม่านแล้วกดชัตเตอร์กันรัวๆ อัพเฟสบุ๊คพร้อมเช็คอินให้เพื่อนๆ ได้กดไลค์กัน 

unseen

คราวนี้ลองหันหลังให้ภาพปู่ม่านย่าม่าน แล้วเดินตรงไปที่เสาประดับกระจกทางขวา ซูมเข้าไปใกล้ๆ กระจกเล็กๆ ที่ประดับตามเสา แล้วคุณจะเห็นภาพปู่ม่านย่าม่านถูกย่อขนาดให้เล็กแล้วใส่กรอบทองอย่างงดงาม นับเป็นมุมมองใหม่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เป็นความงามที่ซุกซ่อนอยู่ในฝีไม้ลายมือของช่างในสมัยก่อน 


covernan-01


( 1 Vote ) Add a comment
   

หน้า 2 จาก 10