Life style ชุมชนไทย ในวิถีจีน

The local market

ตลาดนัดชุมชนวัดดวงแข

พวกเรามาถึงที่นี่ในเวลาเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ สิ่งแรกที่เห็นคือผู้คนจำนวนมากกำลังจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคับคั่งในตลาดวัดดวงแข ตลาดสดประจำชุมชน ที่เปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางของชุมชน มีทั้งอาหารสด อาหารแห้ง รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ ทำให้ผู้คนที่นี่ไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตไกลๆ ให้เสียเวลา

พวกเราเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ และด้วยความที่เป็นช่วงเช้า อากาศจึงไม่ร้อนมากนัก ทำให้พวกเราเดินสำรวจรอบตลาดได้อย่างสบายๆ โดยไม่เหน็ดเหนื่อย พวกเราพบว่าร้านค้าต่างๆ มีอายุต่างกันไป ตั้งแต่ร้านที่เพิ่งเปิดมาได้ 1-2 ปี จนไปถึงร้านที่เปิดมานานกว่า 60 ปีแล้ว โดยร้านเก่าแก่ที่สุดตามคำบอกเล่าของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็คือ ร้านขายดอกไม้ ที่เปิดอยู่บริเวณปากทางเข้าตลาดแห่งนี้ พวกเราไม่รอช้า เข้าไปขอพูดคุยกับเจ้าของร้านในทันที

Q : เปิดขายมากี่ปีแล้วคะ?


A : 65 ปีแล้วลูก

Q : ขายมากี่รุ่นแล้วคะ?

A : ขายมาตั้งแต่รุ่นยาย (ชี้ไปที่รูปบนหิ้ง) รุ่นนี้รุ่นที่ 3 แล้ว

Q : ขายตรงนี้มานานหรือยังคะ?

A : 65 ปีแล้ว ตั้งแต่เปิดมาก็ขายอยู่ตรงนี้ตลอด ไม่เคยย้ายไปไหนเลย (หัวเราะ)

Q : ปกติขายตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมงคะ?

A : ก็ขายทั้งวัน บางทีสองทุ่มก็ยังมีคนมาซื้อ

Q : ขายดีไหมคะ?

A : เมื่อก่อนขายดีมาก แต่เดี๋ยวนี้คนน้อยลง…คนย้ายกันไปหมด เพราะเขาทำทางด่วน (ทางพิเศษศรีรัช)

Q : ทุกวันนี้ขายดีช่วงไหนคะ?

A : วันโกนวันพระจะขายดี แต่ก็ยังน้อยกว่าเมื่อก่อนเยอะ

Q : คิดว่าถ้าวันหนึ่งสังคมรอบข้างมีการเปลี่ยนแปลงไป ร้านยังจะอยู่ได้ไหมคะ?

A : อันนี้ก็ไม่รู้นะเพราะเป็นที่วัด วัดเขาจะต่อสัญญาให้อยู่ถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เราขอบคุณคุณป้าเจ้าของร้านดอกไม้ ที่ใจดีตอบคำถามของพวกเรา ก่อนจะเดินสำรวจตลาดต่อ  ผู้คนเริ่มเพิ่มมากขึ้น บ้างก็เดินมาซื้อกับข้าวเพื่อใส่บาตร บ้างก็ซื้ออาหารนำกลับไปบ้านสำหรับคนในครอบครัว ตลาดดูคึกคักมีชีวิตชีวาด้วยเสียงพูดคุยต่อรองสอบถามราคาระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย พวกเราเดินสำรวจร้านต่างๆ ไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะยังเช้าเกินไปสำหรับมื้อเช้าของเรา แต่ร้านขายของต่างๆ ก็ทำให้เราอยากจะลองชิมไปเสียทุกร้าน

Teng Lung

คืออะไร ไว้ทำอะไร ใครรู้บ้าง

กว่าพวกเราจะเดินชมตลาดเสร็จ แสงสีทองของแดดยามเช้าก็เริ่มจับที่ขอบฟ้าแล้ว พวกเราเดินต่อไปยังจุดหมายต่อไปที่อยู่ไม่ไกลจากตลาดมากนัก นั่นก็คือวัดดวงแข วัดเก่าแก่ประจำชุมชนแห่งนี้นั่นเอง

พวกเราเดินเข้าไปในซอยที่อยู่ถัดจากซอยตลาดเพื่อเข้าสู่ตัววัด แต่ก่อนที่พวกเราจะเข้าไป พวกเราก็สะดุดตาเข้ากับห้องแถวเล็กๆ ห้องหนึ่งบริเวณตรงข้ามประตูวัด บริเวณหน้าร้านเต็มไปด้วยโคมไฟแบบจีน หรือเต็งลั้ง แขวนอยู่พวงใหญ่ ดูแล้วคงไม่ได้มีไว้ประดับเองที่บ้าน เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ พวกเราถึงรู้ว่านี่คือร้านขายโคมไฟของป้าท่านหนึ่ง โคมไฟแบบนี้ถ้าใครเป็นลูกหลานบ้านที่มีเชื้อสายจีน จะต้องร้องอ๋อกันทุกคน แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ป้าไม่ได้รับโคมไฟสำเร็จรูปมาขาย แต่นั่งทำโคมไฟเองที่หน้าร้านเลย

Q : ขายที่นี่มานานหรือยังคะ?

A : นานแล้ว ประมาณ 40 ปีกว่าปี

 

Q : ขายมาเป็นรุ่นที่เท่าไหร่แล้วคะ?

A : รุ่นที่ 2 แล้ว

 

Q : วันนี้กำลังทำอะไรเหรอคะ?

A : อันนี้โคมไหว้เจ้า ไว้ห้อยที่ศาลเจ้าก็ได้ หน้าบ้านก็ได้

 

Q : การติดโคมไฟแบบนี้มีความหมายยังไงคะ?

A : ก็คือให้พรดี อย่างอันนี้เป็นโคมไหว้ทีกง-ทีม่า (ฟ้าดิน)

 

Q : โคมไฟแบบนี้มีกี่ขนาดเหรอคะ?

A : มีเกือบ 10 ขนาด เบอร์ 1 ใหญ่ที่สุด

 

Q : วิธีทำมีอะไรบ้างคะ?

A : ไม้ที่ใช้ทำโครงจะใช้ไม้ที่ไม่มีตา เวลาลูบแล้วเนื้อไม้จะดูเรียบ จะสั่งโครงไม้มาจากต่างจังหวัด แล้วเอามาทากาวน้ำ แล้วติดกระดาษคำอวยพรต่างๆ ลงไป

 

Q : ปกติขายยังไงคะ?

A : ทั้งปลีกทั้งส่งเลย โคมเดียวก็ขาย

 

คุณป้ายังบอกว่า ช่วงที่ขายดีและมีคนสั่งโคมมากน่าจะเป็นช่วงตรุษจีน เพราะส่วนใหญ่เมื่อใกล้ตรุษจีน คนจีนมักจะเปลี่ยนของเก่าทิ้ง อย่างเช่น การเปลี่ยนดอกไม้สักการะเทพเจ้า การเปลี่ยนโคมที่ประดับหน้าบ้าน เป็นต้น เนื่องจากจะต้องทำความสะอาดบ้านให้สะอาด ของชิ้นใดเก่าแล้วก็จะหาของใหม่มาเปลี่ยน ชาวจีนเชื่อว่าบ้านที่สะอาดและมีของใหม่ จะช่วยต้อนรับสิ่งดีๆ ใหม่ๆ เข้ามา ดังนั้นเต็งลั้งที่แขวนประดับอยู่ที่หน้าบ้านมาตลอดทั้งปีก็จะต้องเปลี่ยนใหม่ด้วย และในการเปลี่ยนก็จะต้องเปลี่ยนเป็นคู่

คุณป้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า ตามบ้านคนเชื้อสายจีนก็มักจะประดับประดาหน้าบ้านด้วยโคมจีนสีแดง เพื่อจะเป็นเครื่องชี้นำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนจีนได้มองเห็นบ้านที่ห้อยโคมจีนก่อน และช่วยให้คนในบ้านนี้มีความสุขความเจริญและความมั่งคั่ง

ตัวหนังสือภาษาจีนที่เขียนอยู่บนโคม ส่วนใหญ่จะเป็นคำอวยพร หรือไม่ก็เป็นชื่อเทพเจ้าต่างๆ ที่คนจีนนิยมสักการบูชา

วัดดวงแข

พุทธศรัทธาคู่ชุมชน

นอกจากจะเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว วัดยังเป็นสถานที่ที่ชาวพุทธมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อมีเรื่องไม่สบายใจ ทำให้ไม่ว่าชุมชนจะตั้งอยู่ในสถานที่ใด วัดก็มักจะตั้งอยู่ในสถานที่นั้นเสมอ แม้แต่ชุมชนเล็กๆ อย่างที่นี่ ก็ยังมีวัดดวงแขไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ถึงแม้ทุกวันนี้รอบๆ ชุมชนจะเจริญขึ้นไปมากขนาดที่ทางด่วนตัดผ่านอยู่หน้าวัดก็ตาม

เมื่อคุยกับป้าร้านขายโคมเสร็จแล้ว พวกเราจึงเดินข้ามฝั่งถนนเล็กๆ เพื่อเข้าไปยังบริเวณวัดดวงแข ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางการคมนาคมที่สะดวก อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟหัวลำโพง

วัดดวงแคสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2370 หรือเมื่อกว่า 190 ปีที่แล้ว ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง เดิมชื่อวัดแค เป็นวัดราษฎร์เล็กๆ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดดวงแขในปี พ.ศ. 2460 เนื่องจากทางคณะสงฆ์เห็นว่า ชื่อวัดแคนั้นมีความคล้ายกันอยู่หลายวัด ปัจจุบันมีพระครูเขมบัณฑิตเป็นเจ้าอาวาส

เราเดินชมรอบๆ บริเวณวัด เห็นถาวรวัตถุมากมายที่มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสิ้น โดยเฉพาะพระอุโบสถหลังงามที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของพวกเราในตอนนี้

พระอุโบสถหลังนี้สร้างขึ้นตามศิลปะแบบพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โดยจะใช้กระเบื้องเคลือบสีแบบจีนประดับตรงหน้าบันของพระอุโบสถ และไม่มีช่อฟ้า-ใบระกา เป็นศิลปะแบบจีนกวางตุ้ง ดัดแปลงบางอย่างให้เข้ากับศิลปะของไทย เท่าที่พวกเราทราบพระอุโบสถหลังนี้จะเปิดทุกวันในเวลา 15.00 น. แต่จากที่พวกเราบางคนเคยมาก่อนหน้านี้แทบจะไม่มีสักครั้งเลยที่พระอุโบสถจะเปิด แต่นับว่าเป็นความโชคดีของพวกเรา ที่วันนี้มีพิธีอุปสมบท ทำให้พวกเรามีโอกาสเข้าไปกราบพระประธานและชมความงามของจิตรกรรมของผนังภายใน

ภายในพระอุโบสถมีขนาดไม่กว้างมากนัก แต่ก็กว้างพอที่จะรองรับญาติโยมจำนวนมากในพิธีงานบุญได้สบายๆ

“พระพุทธสุวรรณอินทราธิบดีศรีรองเมือง” คือนามขององค์พระประธานที่ประดิษฐานอยู่พร้อมพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและขวา เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทองคำปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ 63 นิ้ว ประดิษฐานชุกชีประดับกระจก มีคำจารึกบนฐานบัวหน้าองค์พระ เป็นข้อความว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง นิยมผัวท่านจุ้ยภรรยามีจิตร์ศรัทธาพร้อมใจกันจ้างหม่อมเจ้าสุบรรณปั้นหล่อรูปพระปฏิมากร จงคืนนั้นวันลงมือพลังแด่ ณ วันพฤหัสบดี เดือนเก้า ขึ้นสิบสามค่ำพระพุทธสาศนะกาลล่วงแล้วสองพันสี่ร้อยยี่สิบพรรษา กับสองเดือนเลศวันยี่สิบเจ็ด ชิมแม่นักสัตว์ ปัญจศรี เป็นวันปัจจุบันนั้นเทอญ”

จึงทำให้พอเดาได้ว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2420 โดยพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง ซึ่งต่อมาได้เป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนในละแวกนั้น และเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ชาวบ้านมักจะมาขอพรในโอกาสต่างๆ กันมากมาย

ฝาผนังอุโบสถทั้งสี่ด้านเป็นงานจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับเรื่องพุทธประวัติที่ทุกคนเห็นจนชินตา แต่ว่าแสงเงาและการจัดวางภาพของที่นี่ทำให้ผลงานที่ดูธรรมดากลับงดงามขึ้นอย่างน่าประหลาด  พวกเราเดินออกจากพระอุโบสถและตรงไปยังวิหารอดีตเจ้าอาวาส หรือวิหารพระญาณวิสุทธิเถร (รัตน์ ตุฏฐจิตุโต) ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดดวงแข พ.ศ. 2484 ถึง 20 ก.ค. 2535 เพื่อแสดงความเคารพก่อนที่จะเดินทางออกจากวัดไปยังสถานที่ต่อไป

หากท่านพอจะมีเวลาได้ผ่านมาแถวหัวลำโพง ลองเข้ามาสักการะพระพุทธสุวรรณอินทราธิบดีศรีรองเมือง และเยี่ยมชมความสงบสวยงามภายในวัดดวงแขแห่งนี้ได้ แล้วท่านจะเห็นได้ว่าแม้ความเจริญทางด้านวัตถุจะมากขึ้นเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถทำลายความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนไปได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหนก็ตาม

ศาลเจ้าทีกง

ไม่มีเทพองค์ใดที่จะทัดเทียมฟ้าดินได้

นอกเหนือจากวัดดวงแขแล้ว ยังมีศาลเจ้าอีกสถานที่หนึ่ง ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนแห่งนี้ โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีนโพ้นทะเลและเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทย โดยศาลเจ้าทีกงตรงบริเวณสี่แยกวัดดวงแข มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย

ศาลเจ้าทีกงหรือศาลเจ้าฟ้าดิน เป็นศาลเจ้าที่ตั้งขึ้นตามคติความเชื่อของชาวจีน ที่ว่าฟ้าดินนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีเทพองค์ไหนที่จะทัดเทียมฟ้าดินได้ ศาลเจ้าทีกงแห่งนี้มีที่มาจากการเดินทางมาเมืองไทยของชาวจีนคนหนึ่งเมื่อกว่า 80 ปีมาแล้ว โดยชาวจีนคนนั้นได้นำกระถางธูปบูชาฟ้าดินจากเมืองจีนติดตัวมาด้วย เมื่อมาถึงเมืองไทยก็ได้ตั้งกระถางนั้นไว้หน้าบ้านของตนซึ่งก็อยู่ในบริเวณศาลเจ้าปัจจุบัน

เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนที่ศรัทธาก็พามากันสักการบูชามาขึ้น จนคืนหนึ่งในปี พ.ศ. 2485 ชาวจีนเจ้าของกระถางธูปได้มีนิมิตถึงพระโพธิสัตว์กวนอิม ในนิมิตท่านได้มีดำริให้สร้างศาลเจ้าเล็กๆ ขึ้นในบริเวณนี้เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนในชุมชน ศาลเจ้าถูกสร้างขึ้นตามนิมิตนั้นและตั้งอยู่จนถึงวันที่พื้นที่บริเวณรอบๆ ชุมชนถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษศรีรัช ด้วยความจำเป็นนั้นทำให้ศาลเจ้าทีกงถูกรื้อไป

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2539 ศาลเจ้าทีกงได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในตำแหน่งที่ขยับออกมาจากของเดิมเล็กน้อย (ตำแหน่งเดิมคือบริเวณที่เป็นตอม่อทางด่วนในเขตพื้นที่ของศาล) และเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้มีการประทับตราสัญลักษณ์ที่ระลึกงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงข้อความ “ฉลองกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539” ที่บริเวณหน้าศาลเจ้าอีกด้วย ศาลเจ้าแห่งนี้ได้กลับมาเป็นที่สักการบูชาของคนในชุมชนอีกครั้ง และยังคงเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้

พื้นที่ในตัวศาลนั้นเล็กมาก เล็กถึงขนาดที่ว่า คนยืนเรียงแถวหน้ากระดานต่อกัน 5-6 คนก็เต็มพื้นที่แล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ไม่มีรูปเคารพอื่นใดนอกจากกระถางธูป ที่มีชื่อเทพต่างๆ ของทางจีนติดไว้ จะมีก็แต่รูปปั้นของเทพเจ้ากวนอูและพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ประทับอยู่ทางฝั่งซ้าย-ขวาของศาลเท่านั้น จากการสอบถามคุณน้าเจ้าของร้านขายธูปเทียนบริเวณหน้าศาลทำให้พวกเราทราบว่า เดิมทีศาลเจ้านี้มีเพียงกระถางธูปเท่านั้น จนวันหนึ่งมีคนนำรูปเคารพของเทพเจ้าทั้งสองมาทิ้งไว้ที่นี่ และได้มีการทำพิธีอัญเชิญเข้าไปในภายหลัง  นอกจากนี้คุณน้ายังช่วยพวกเราแปลชื่อเทพเจ้าบนกระถางธูปต่างๆ ทำให้เรารู้ถึงชื่อในภาษาไทยของพวกท่านอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเทพเจ้าที่พวกเราคุ้นชื่อกันอย่างไฉ่ชิงเอี้ยะ (เทพเจ้าโชคลาภ) ตั่วเหล่าเอี้ยะ (เจ้าพ่อเสือ) และอาเนี้ย (พระโพธิสัตว์กวนอิม)

ก่อนที่จะเดินไปยังสถานที่ต่อไป พวกเราได้สักการะขอพรต่อเทพเจ้าทั้งหลายเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยที่พวกเราอดคิดไม่ได้เลยว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปศาลเจ้าเล็กๆ หลังนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง แต่พวกเราก็มั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าสิ่งปลูกสร้างใดๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำลายความศรัทธาของผู้คนได้ เหมือนกับศาลเจ้าหลังนี้ที่จะยังคงเป็นที่เคารพสักการะต่อไป แม้จะมีตอม่อทางด่วนขนาดใหญ่ตั้งขวางไว้อยู่ตรงหน้าประตูก็ตาม

อาหารการกิน LIVE TO EAT

ร้านเด็ดเป็ดย่างห้องแถว

เรื่องกินกำลังกลายเป็นเรื่องใหญ่ของเรา เพราะท้องของเราเริ่มส่งเสียงประท้วงแล้ว เราจึงมองหาร้านตามคำบอกเล่าของคนแถวนั้นว่าร้านนี้เป็นร้านเด็ด

เมื่อพวกเราเดินออกจากศาลเจ้ามาตามถนนจารุเมืองไม่ไกลนักก็พบกับร้านอาหารที่พวกเราจะฝากท้องในเช้าวันนี้ “สิทธิ์โภชนา” ร้านเป็ดย่างในห้องแถวเล็กๆ แต่เนืองแน่นไปด้วยลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร ทำให้พวกเราต้องรอนานอยู่พอสมควรกว่าที่จะได้คุยกับเจ้าของร้านนี้ โดยระหว่างที่รอพวกเราได้สั่งบะหมี่เป็ดย่างมากินแก้หิว แค่เพียงกัดเป็ดย่างชิ้นหนาเนื้อแน่นเข้าไปเพียงคำเดียวพวกเราก็หายสงสัยในทันทีว่าทำไมร้านนี้ถึงได้มีลูกค้ามากมายนัก พวกเราจัดการกับมื้อเช้าเสร็จพร้อมกับที่คุณอา เจ้าของร้านว่างพอดี พวกเราจึงได้มีโอกาสสอบถามถึงความเป็นมาของร้านอาหารร้านนี้

“เฮียเท้า” หรือเจ๊กเท้า เจ้าของร้านบอกพวกเราว่า ปีนี้เป็นปีที่ 32 แล้ว ที่ได้ขายมาโดยไม่ได้ย้ายไปไหนเลย เจ๊กเท้าเล่าว่า เดิมประกอบอาชีพเป็นพนักงานขายยา ไม่ได้มีความสนใจในด้านอาหารเลย จนถึงจุดหนึ่งที่เบื่อกับงานประจำ ประกอบกับมีห้องแถวว่างอยู่และคุณพ่อคุณแม่ของเจ๊กเท้าประกอบอาชีพขายเป็ดพะโล้อยู่ในตลาด (ตลาดวัดดวงแข) เจ๊กเท้าจึงตัดสินใจนำสูตรเป็ดพะโล้ของคุณพ่อคุณแม่มาปรับเข้ากับสูตรจากร้านเท็กซัสสุกี้ (เยาวราช) มาใช้กับเป็ดย่างของตน และเปิดร้านที่นี่ในปี พ.ศ. 2529

เจ๊กเท้าบอกว่า จุดเด่นของร้านนี้อยู่ที่เป็ดเพราะมีหนังที่กรอบ

เนื้อที่นุ่ม และรสชาติที่ไม่หวานจนเกินไป นอกจากนี้ยังมีหมูกรอบกับหมูแดงที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ทำให้ร้านนี้มีลูกค้ามากมาย โดยจะมีลูกค้ามากในช่วงเที่ยงกับบ่ายในวันธรรมดา และช่วงเช้าในวันเสาร์อาทิตย์ นอกจากนี้ก็จะเป็นช่วงเทศกาลอย่างตรุษจีนกับสารทจีน เพราะทางร้านเปิดให้สั่งเป็ดเพื่อเป็นของไหว้

เจ๊กเท้าทิ้งท้ายว่า อีกไม่นานก็คงจะยกกิจการร้านนี้ให้ลูกชายไปดำเนินการต่อ เพราะตนก็เริ่มอายุมากแล้ว โดยในปัจจุบันลูกชายก็เปิดร้านสาขาของร้านนี้อยู่ในศูนย์อาหารของห้างย่านชานเมืองอยู่แล้ว ซึ่งร้านสาขาเองก็มีลูกค้ามากมายไม่แพ้กัน

ร้านสิทธิ์โภชนาตั้งอยู่บนถนนจารุเมืองติดกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น. โดยราคาของอาหารจะเริ่มต้นที่ 45-50 บาท และเป็ดย่างราคาตัวละ 480 บาท

หมูแผ่นร้านใจ่เส็ง

สุดยอดภูมิปัญญาแห่งการถนอมอาหาร

หากจะพูดถึงเทศกาลไหว้เจ้าตามประเพณีของคนจีนแล้ว สิ่งที่หลายๆ คนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้นอาหารคาวหวานหลากหลายชนิด ที่แต่ละครอบครัวได้เตรียมไว้สำหรับประกอบพิธีกรรม และแน่นอนว่าอาหารเหล่านั้นก็จะมีส่วนที่เหลือที่ไม่สามารถรับประทานหมดได้ภายในวันเดียว ชาวจีนในสมัยก่อนจึงได้คิดค้นวิธีการถนอมอาหารที่เหลือเพื่อให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีเหล่านั้นก็คือการทำหมูแผ่นกรอบนั่นเอง

หมูแผ่นกรอบเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารอย่างหนึ่งของชาวจีนทำกันมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน ในรูปแบบที่มีความหลากหลายขึ้น อีกทั้งยังกลายเป็นของติดไม้ติดมือไปฝากเพื่อนฝูงได้อีกด้วย โดยมีกรรมวิธีในการทำหลากหลายขั้นตอน เริ่มจากนำเนื้อหมูไม่ติดมันมาบดจนละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา แต่จะไม่ใช้เกลือเพราะไม่ต้องการให้หมูแผ่นที่ได้มีรสชาติเค็มจนเกินไป จากนั้นนำมารีดจนเป็นแผ่นบาง ก่อนจะนำไปตากแดดจนแห้ง แล้วนำไปย่างด้วยเตาถ่านแทนการอบ เพราะจะทำให้ได้หมูที่กรอบและอร่อยกว่า

ซึ่งในปัจจุบันร้านที่ยังใช้กรรมวิธีเหล่านี้หายากขึ้นไปทุกทีด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่มีอยู่มากมาย ทำให้ร้านต่างๆ หันไปใช้เตาอบไฟฟ้าแทนการตากแดดแล้วนำไปย่าง แต่ไม่ใช่สำหรับ “ร้านใจ่เส็ง” ร้านโชห่วยเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกวัดดวงแขมานานกว่า 60 ปี ร้านนี้ยังคงทำหมูแผ่นด้วยกรรมวิธีดั้งเดิมจนถึงทุกวันนี้ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ในปัจจุบัน

 

การเดินทางเพื่อไปเรียนรู้วิถีชีวิตในชุมชนเล็กๆ แต่น่ารักและเปี่ยมเสน่ห์ของเราจบลงในช่วงบ่ายๆ พวกเราทั้งอิ่มท้องและได้รับความรู้มากมาย ต้องขอขอบคุณพี่ ป้า น้า อา คุณตา คุณยาย ในชุมชนที่เมตตาให้ข้อมูลกับพวกเรา อีกทั้งขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดทำนิตยสาร D-Tell ฉบับนี้ โดยเฉพาะนายกฤตกานต์ โภคินธรณ์ ช่างภาพคนเก่ง นายนันทพงษ์ จักรเครือ และนางสาวพรธีรา จรรยาศิริ ที่ช่วยคิดบทสัมภาษณ์และเรียบเรียงบทสัมภาษณ์ คุณพ่อคุณแม่ของเราทุกคน และอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสองท่านที่คอยให้คำปรึกษา ขอบคุณท่านผู้อำนวยการและอาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ทุกท่าน และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางโครงการ SCB กล้าใหม่ใฝ่รู้ ที่ได้จัดโครงการดีๆ แบบนี้ขึ้น เพื่อให้เยาวชนอย่างพวกเราได้รู้จักและภูมิใจในชุมชนของพวกเรามากขึ้น

โครงการกล้าใหม่…ใฝ่รู้

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เสริมสร้างเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

Writer/ Photographer

D-TELL TEAM

D-TELL TEAM

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตหมาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน



Relate Place

Travel

ศาสตร์ภูมินทร์ สินสุโขทัย โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย

หากท่านต้องการเดินทางมาเยือนสวรรคโลก แต่ไม่ต้องการเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางหรือรถไฟ อย่าวิตกกังวลไปครับ เพราะสวรรคโลกมีสนามบินและเที่ยวบิน บินตรงจากบางกอกสู่เมืองสวรรค์แห่งนี้ ที่พร้อมให้บริการผู้ที่ต้องการมาเยือนอย่างสะดวกสบาย