สะหวันนะเขต เมืองที่หัวใจเต้นช้า

เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมต้องถอดรองเท้าตั้งแต่หน้าประตูวัด ผูกผ้าเบี่ยงพาดตัว แล้วค่อยๆ เดินย่ำพื้นดินไปที่ “หอแจก” หรือศาลาการเปรียญด้วยเท้าเปลือยเปล่า

เพื่อนผู้หญิงที่มาด้วยก็พากันสวมซิ่นทับกางเกง พาดผ้าเบี่ยงบนบ่า ดูกลมกลืนไปกับผู้สาวลาว จะไม่เข้าพวกก็เพียงหน้าหมวยๆ ของเธอ และท่าเดินที่ไม่คล่องตัว เพราะไม่คุ้นกับพื้นลานวัดที่มีก้อนกรวดและหญ้าเต็มไปหมด

คนที่นี่เชื่อว่าวัดคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เราจึงไม่ควรสวมรองเท้าเข้าไปทำให้เปรอะเปื้อน การแต่งกายต้องสุภาพเพื่อแสดงความเคารพ …ระหว่างย่างก้าวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกระคายเท้านั้น ผมนึกย้อนไปว่าปู่ย่าตายายของเราก็คงมีวิธีปฎิบัติที่ไม่ต่างกัน เพียงแต่กาลเวลาและยุคสมัยทำให้ภาพเหล่านี้จางไปจนแทบไม่เหลือ  


การข้ามมาเมืองอีกฝั่งโขงเหมือนได้ย้อนเวลากลับสู่อดีต นอกจากศิลปกรรมลาวพื้นบ้านที่สมบูรณ์ สวยงามและเชื่อมโยงกับภาคอีสานบ้านเราแล้ว เมืองสะหวันยังมีตึกเก่าบอกเล่าความเจริญรุ่งเรืองยุคอาณานิคม และผู้คนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า

สะหวันนะเขต เมืองที่ผู้คนมีชีวิตไม่เร่งรีบ เมืองที่จะพาเราไปผจญภัยกับอดีตอีกครั้ง

โรงรูปเงา ตึกเก่า และความทรงจำไม่มีวันจาง

สำหรับหลายคน สะหวันนะเขตเป็นทางผ่านไปสู่ เว้ ฮอยอัน ประเทศเวียดนาม เทียบความน่าสนใจกับเมืองอื่นๆ แล้วถือว่าเป็นรอง เพราะวัฒนธรรมเก่าไม่โดดเด่นเท่าหลวงพระบาง วิถีชีวิตคนไม่ได้เป็นยุคใหม่แบบเวียงจันทน์ ธรรมชาติไม่ได้อลังการเท่าแขวงจำปาสัก แต่มันอยู่ใกล้ ใกล้จนแค่ข้ามโขงไปสัมผัสบรรยากาศก็พอใจแล้ว

จากมุกดาหารมีทั้งเรือข้ามแม่น้ำโขงและรถประจำทางข้ามแดน ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที เราก็มาอยู่อีกประเทศ รถเปลี่ยนมาขับชิดฝั่งขวา สัญญาณโทรศัพท์หายไป ป้ายต่างๆ เปลี่ยนเป็นภาษาลาว แต่ก็ไม่ยากเกินจะเดาความหมาย เราแวะร้านขายโทรศัพท์ซื้อซิมการ์ดสัญญาณอินเตอร์เน็ต 4 G ปริมาณ 4 GB ราคา 80 บาท ใช้ได้ 7 วัน เท่านี้ก็เพียงพออัพรูปสวยๆ   

เมืองที่มาถึงคือนครไกสอน พมวิหาร นครเอกของแขวงสะหวันนะเขต ตั้งชื่อตามอดีตประธานประเทศ ซึ่งเป็นชาวเมือง  หลังเก็บสัมภาระที่โรงแรม  จุดหมายแรกคือย่านใจกลางเมืองเก่า บริเวณจตุรัสลานอเนกประสงค์ที่ชาวบ้านเรียกว่า ตลาดเย็น ล้อมรอบไปด้วยตึกแถวทรงโคโลเนียลยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ฉากหลังมีโบสถ์คาทอลิกเซนต์เทเรซาตั้งเด่นเป็นสง่าคล้ายแลนด์มาร์กของเมือง โดดเด่นสะดุดตาจนต้องยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพ

กว่าร้อยปีที่แล้ว ย่านนี้เคยเป็นอาคารสำนักงานของฝรั่งที่มาปกครองและห้างร้านขายสินค้าทันสมัย ผังเมืองเป็นตารางหมากรุกแบบตะวันตก เวลาบ่ายสี่โมงเย็น แสงแดดสีทองพาดลงมายังตึกเก่า ใกล้กันมีต้นมะฮอกกานีที่ฝรั่งเศสปลูกไว้ตั้งแต่สมัยยึดครองอินโดจีนแผ่กิ่งก้านร่มรื่น สถาปัตยกรรมยุคคลาสสิกเหล่านี้ได้รับการบูรณะอย่างดี ขณะเดียวกันก็มีรอยแตกบนผนังบอกการผ่านเวลา ไม่ว่าจะเดินไปถ่ายรูปมุมไหนก็สวยและมีเสน่ห์ เราจึงได้เห็นนักท่องเที่ยว รวมไปถึงวัยรุ่นลาวมาถ่ายรูปย่านนี้เสมอ

แขวงสะหวันนะเขตก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1642 พอถึงยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ระหว่างปี ค.ศ. 1893 -1953 สะหวันนะเขตได้ถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์รวมองค์กรของรัฐบาลและศูนย์การค้าลาวใต้ จึงกลายเป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ นโยบายหนึ่งตอนนั้นคือเป็นเมืองปลอดภาษี ทำให้สินค้าประเภทเหล้าเบียร์ บุหรี่ น้ำหอม ช็อกโกแลต และเสื้อผ้าแฟชั่นจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่าฝั่งไทยเป็นอย่างมาก พ่อค้าแม่ขายจากฝั่งมุกดาหารที่นำสินค้าการเกษตรมาขายฝั่งสะหวันนะเขต ก็จะซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้กลับไปขายทำกำไรที่ฝั่งไทย

ด้วยอิทธิพลวัฒนธรรมที่ฝรั่งฝากไว้ทำให้ที่นี่มีความศิวิไลซ์ และเป็นตะวันตกมากกว่าที่อื่น วัยรุ่นไทยต้องข้ามโขงมาซื้อเสื้อผ้าแฟชันทันสมัย เที่ยวบาร์และดูหนังเพลงฝั่งสะหวันนะเขต ที่นี่เคยมีโรงหนังซึ่งคนลาวเรียกโรงว่า “โรงรูปเงา”ให้บริการถึง 3 แห่ง  ปัจจุบันเหลือเพียงโรงหนังคูนสะหวันของรัฐบาลที่เปิดให้บริการเพียงครั้งคราว ถัดไปอีกนิดจะพบกับโรงหนังลาวเจริญรามา โรงรูปเงาที่ใหญ่ที่สุดยุคนั้น แม้จะปิดใช้งานและพังเสียหายไป แต่ก็ยังเห็นร่องรอยสถาปัตยกรรมแบบอาร์ต เดโค ที่สวยงามมาก

เราแวะไปที่ร้าน Savan Cafe’ ร้านกาแฟของคนไทยที่เปิดในตึกเก่าบรรยากาศแบบจีนโมเดิร์น ซึ่งเป็นตึกอีกยุคที่มาหลังยุคอาณานิคม มีช่องแสงกลางอาคาร เห็นแล้วนึกถึงหนังของหว่อง กาไว  ที่ร้านมีชั้นดาดฟ้า ให้เรานั่งจิบกาแฟ ทอดสายตาไปยังแม่น้ำโขงยามเย็น มองเห็นสีของท้องฟ้าสะท้อนลงบนผืนน้ำ ฉากหน้าคือเรือหาปลา มีภูเขามโนรมย์และหอแก้วฝั่งมุกดาหารเป็นฉากหลัง กาแฟแก้วนี้จึงพิเศษกว่าแก้วไหนๆ

เจ้าของร้านยังเป็นผู้เขียนหนังสือ โรงรูปเงา ลาวเจริญรามา โดยใช้นามปากกาเล็ก ใบเมี่ยง ตัวละครเก้าในนวนิยายได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตในวัยเด็กของเขา เก้าเป็นคนไทยที่มาตั้งรกรากและเรียนหนังสือฝั่งลาว และพบรักกับสาวสะหวันนะเขตเชื้อสายจีนชื่อซุ่ยเฟย ทั้งคู่ดูหนังด้วยกันที่ลาวเจริญรามา เดินเล่นคุยกันที่ริมโขง ฉากที่ซุ่ยเฟยบอกกับเก้าว่า “พระอาทิตย์ตกที่นี่สวยที่สุดในโลก” คงมาจากภาพแม่น้ำโขงที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้

หลังดวงอาทิตย์ลับฟ้า ตลาดเย็นกำลังคึกคัก เราย้อนกลับไปหาของกิน ระหว่างนั้นก็ก็นึกภาพตัวละครทั้งคู่เดินเคียงข้างกันอย่างมีความสุขโดยมีฉากหลังคือลานด้านหน้าโบสถ์เซนต์เทเรซา ใครที่เคยมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ คงมีความประทับใจมากมายบรรจุไว้ในลิ้นชักความทรงจำ  

บนเส้นทางความศรัทธา พระธาตุอิงฮัง

อีกวันหนึ่งเราวางแผนออกไปสำรวจเส้นทางเที่ยวรอบเมืองสะหวันเขต คนส่วนใหญ่จะไปถึงแค่พระธาตุอิงฮัง แต่เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวลาวแนะนำโปรแกรมเที่ยวทั้งวันให้ไปถึงเมืองจำพอนที่อยู่เหนือขึ้น